เรื่อง:
ภาพประกอบ:
แม่บีอยากเล่าถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับครอบครัว และคนรักหนังสือภาพทุกคนในเมืองโอซาก้า นั่นก็คือ “Nakanoshima Children’s Book Forest” หรือ “ป่าหนังสือสำหรับเด็กนากาโนะชิมะ” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่แม่บีประทับใจมากๆ นอกจากสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจออกแบบพื้นที่มาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เหมาะกับการอ่านหนังสือของเด็กๆ และเคารพธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กๆ การเดินเข้ามายังพื้นที่นี้ยังเหมือนเข้าสู่โลกอีกใบที่อบอวลด้วยความตั้งใจดีของผู้ใหญ่ที่เข้าใจ ที่ไม่มองเด็กเป็นเพียงผู้รับ แต่เป็น “ผู้อ่าน” ที่มีหัวใจและสายตาเฉพาะตัว
เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นห้องสมุดในความหมายเดิมๆ ไม่มีป้ายเขียนว่า “ห้ามเสียงดัง” ไม่มีตู้หนังสือวางเรียงเป็นระเบียบจัดตามเลขดิวอี้ เด็กๆ สามารถเดินเตาะแตะ ปีนขึ้นลง นั่งเอกเขนกตามขั้นบันได หรือแอบอยู่ในมุมลับใต้ดิน เพื่ออ่านหนังสือเล่มที่ดึงดูดพวกเขา หรือจะเข้าไปนั่งอยู่ท่ามกลางหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง “เรื่องกินเรื่องใหญ่” หรือ “สัตว์โลกผองเพื่อน” โถงสูงสามชั้นที่บรรจุหนังสือที่หลากหลายไม่ได้ถูกจัดตามหมวดหมู่ของผู้ใหญ่ แต่ตามโลกภายและความสงสัยของเด็กๆ ที่อาจจะอยากรู้เรื่องของแมวในสวน การตายของคุณตา การวิ่ง การกระโดด หรือแม้แต่คำถามว่า “อนาคตจะเป็นอย่างไรนะ?” ทุกสิ่งที่นี่ถูกออกแบบให้เคารพธรรมชาติของเด็กในการอ่าน จนแม่บีสงสัยว่าเขาเก็บข้อมูลการออกแบบทั้งพื้นที่และหมวดหมู่หนังสือยังไง
นั่นคือเหตุผลที่สถานที่นี้ดึงดูดแม่บีที่มีอาชีพเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ และต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม และเอามาแบ่งปันชาว Mappa ด้วยกันค่ะ
โครงการ Nakanoshima Children’s Book Forest ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดของสถาปนิกชื่อดัง ทาดาโอะ อันโด (Tadao Ando) ชาวโอซาก้า ผู้ต้องการ “ตอบแทน” บ้านเกิดด้วยการสร้างสถานที่ที่เด็กๆ จะได้สัมผัสความสุขของการค้นพบและการอ่านหนังสืออย่างอิสระ เขาระดมทุนจากภาคประชาชนเพื่อสร้างพื้นที่นี้และบริจาคอาคารทั้งหมดให้เทศบาลนครโอซาก้าโดยไม่เก็บค่าเข้าชม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
วัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งคือเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และจินตนาการสำหรับเด็ก ที่ซึ่งพวกเขาได้ “พบกับหนังสือ สนุกกับหนังสือ และเรียนรู้จากหนังสือ” ตามธรรมชาติ สถานที่นี้มุ่งหวังจะปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และความรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ ให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความหวังและแรงบันดาลใจในอนาคต ชื่อ “Book Forest” หรือ “ป่าแห่งหนังสือ” สื่อถึงแนวคิดที่ว่าหนังสือมากมายถูกจัดวางราวกับป่าให้เด็กๆ ได้เดินสำรวจอย่างเสรี โดยมีบรรยากาศเป็นกันเองที่แตกต่างจากห้องสมุดแบบดั้งเดิม มุ่งเน้นประสบการณ์เชิงบวกในการอ่านและเรียนรู้นอกห้องเรียน
บรรยากาศภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest ที่ออกแบบเป็นโถงสูงสามชั้น มีบันไดไม้ขนาดใหญ่และชั้นหนังสือเต็มผนัง เด็กๆ สามารถนั่งอ่านหนังสือได้ทุกที่อย่างอิสระ
ตามที่เล่าให้ฟัง อาคารแห่งนี้ออกแบบโดย ทาดาโอะ อันโด สถาปนิกที่มีชื่อเสียงด้านการใช้คอนกรีตเปลือยและแสงธรรมชาติสร้างความรู้สึกสงบเรียบง่าย คอนเซ็ปต์การออกแบบมุ่งเน้นให้ “เด็กเป็นศูนย์กลาง” (children-centered design) ทั้งในแง่มิติของพื้นที่และบรรยากาศ ภายนอกอาคารมีรูปทรงโค้งอ่อนช้อยขนานไปกับริมแม่น้ำโดจิมะ (Dojima) ที่ไหลผ่านสวนนากาโนะชิมะ ทำให้ตัวอาคารดูกลมกลืนกับภูมิทัศน์ริมน้ำ ด้านทิศตะวันออกของอาคารต่อเชื่อมกับชานระเบียงริมน้ำ เป็นลานกว้างโปร่งพร้อมหลังคาชายคาสูง 5 เมตร บริเวณทางเข้ามีประติมากรรมรูปแอปเปิลสีเขียวขนาดยักษ์ ชื่อ “Youth” ซึ่งอันโดสร้างขึ้นเพื่อสื่อข้อความว่า “ตราบใดที่เรามีความหวังในใจ เราก็ยังเยาว์วัยอยู่เสมอ” ประติมากรรมนี้กลายเป็นจุดสนใจที่กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ของเด็กๆ (และผู้ใหญ่) ว่า “ทำไมถึงมีแอปเปิลเขียวอยู่ที่นี่กันนะ?” “ความเยาว์วัยนิรันดร์หมายความว่าอะไร?”
ภายในอาคารเป็นพื้นที่โถงสูง สามชั้น โปร่งโล่งที่เปิดถึงกัน (“atrium”) มีผนังโดยรอบสูงจรดเพดานที่กลายเป็นชั้นวางหนังสือทั้งหมด ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลาง “ป่าแห่งหนังสือ” จริงๆ สถาปนิกได้ผนวกชั้นหนังสือเข้ากับโครงสร้างอาคารอย่างแนบเนียน ทำให้หนังสือกว่า 20,000 เล่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในที่มีชีวิตชีวา ปกหนังสือหลากสีที่หันหน้าออกมาทำหน้าที่ทั้งดึงดูดสายตาเด็กๆ ตรงกลางมีบันไดไม้ขนาดใหญ่ความกว้างเต็มห้องที่เชื่อมแต่ละชั้น และมีทางเดินสะพานเล็กๆ พาดเชื่อมระหว่างชั้นในบางจุด ภาพรวมทำให้พื้นที่ภายในคล้าย เขาวงกตสามมิติ ที่เด็กๆ สามารถปีนป่ายและเดินสำรวจไปตามบันไดและทางเดินต่างระดับได้อย่างสนุกสนาน การออกแบบนี้ตั้งใจให้เด็กเกิดความรู้สึกของการผจญภัยและการค้นพบขณะเดินผ่าน “ป่าแห่งหนังสือ” เช่น ระหว่างที่เดินไปก็จะเห็นวิวแม่น้ำลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ ระหว่างชั้นหนังสือเป็นระยะ สร้างความประหลาดใจและเชื่อมโยงโลกภายนอกเข้ากับโลกของหนังสือบางจุดมีชานพักเล็กๆ ยื่นออกมาคล้าย “ฐานกระโดดน้ำ” ให้เด็กๆ แอบมองลงมาเห็นโถงด้านล่าง ซึ่งชวนให้สงสัยและอยากลองไปสำรวจดู นอกจากนี้ยังมีซอกมุมลับต่างๆ เช่น ห้องอ่านหนังสือทรงกระบอกใต้ดิน ห้องนี้มีแสงธรรมชาติส่องผ่านช่องวงกลมบนเพดานลงมา ให้บรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือใช้ความคิด (ภายในห้องนี้จัดหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ชีวิตและความตาย” เพื่อให้เด็กๆ ได้ใคร่ครวญประสบการณ์ชีวิตอย่างลึกซึ้งในบรรยากาศสบายๆ) พื้นที่ใช้งานต่างๆ ถูกออกแบบอย่างใส่ใจต่อสเกลของเด็ก เช่น บันไดขั้นเตี้ยๆ ที่เด็กสามารถนั่งหย่อนขาได้พอดี โซฟาริมหน้าต่างสำหรับนั่งอ่านสบายๆ พร้อมชมวิวแม่น้ำ และมุมเสื่อสำหรับนั่งพื้น เป็นต้น พื้นที่เหล่านี้รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดกิจกรรมเล่านิทานหรืออ่านหนังสือเป็นกลุ่ม ไปจนถึงมุมนั่งอ่านเงียบๆ คนเดียว ผู้ใช้สามารถเลือกนั่งอ่านหนังสือได้ทุกที่ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นบนขั้นบันได ทางเดิน หรือม้านั่งภายนอกอาคาร หากวันไหนอากาศดี เด็กๆ ยังสามารถถือหนังสือออกไปนั่งอ่านบนสนามหญ้าหรือม้านั่งในสวนข้างนอกได้ด้วย (ทางห้องสมุดมีบริการเสื่อปิกนิกไว้ให้ยืมสำหรับปูนั่งอ่านบนสนามหญ้า) กล่าวได้ว่าสภาพแวดล้อมทั้งหมดทั้งภายในและพื้นที่โดยรอบอาคารล้วนส่งเสริมให้เด็กๆ รู้สึกอิสระและเพลิดเพลินกับการอ่านอย่างเป็นธรรมชาติ
แม่บีนึกถึงคำพูดของ Loris Malaguzzi นักการศึกษาชาวอิตาลี ผู้ก่อตั้งแนวคิดการศึกษาปฐมวัยแบบเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia Approach) ที่บอกว่า “สภาพแวดล้อมเป็นครูคนที่สาม” (The environment is the third teacher) Malaguzzi เชื่อว่าสภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กเทียบเท่ากับครูและเพื่อนร่วมชั้น เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบตัว สถาปัตยกรรมที่นี่เหมือนถูกออกแบบมาด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ ทุกองค์ประกอบทางกายภาพล้วนเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นตัวของตัวเอง การจัดวางแบบเปิดโล่งและการมีทางเดินเชื่อมถึงกันตลอดสามชั้นกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นและอยากสำรวจ การซ่อน “ขุมทรัพย์” ไว้ตามมุมต่างๆ เช่น ห้องลับหรือชั้นหนังสือที่มีช่องมองวิว ช่วยกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง (inquiry-based learning) ขนาดสเกลของเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่ที่เหมาะกับเด็ก ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจเสมือนเป็น “เจ้าของพื้นที่” สามารถนั่งนอนอ่านได้ตามอัธยาศัย ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีอิสระและลดความเป็นทางการที่อาจขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การเปิดรับแสงธรรมชาติและมองเห็นต้นไม้แม่น้ำภายนอกยังช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย กระตุ้นประสาทสัมผัสและสมาธิไปพร้อมกัน ตัวแม่บีเองเวลาที่ตื่นเต้นมองหนังสือภาพที่อยู่ด้านหน้าจนตาล้า พอสักพักหนึ่งก็สามารถมองออกไปที่ธรรมชาติและกลับมาโฟกัสหนังสือใหม่ได้
ถ้าจะให้พูดถึงสถาปัตยกรรมของ Nakanoshima Children’s Book Forest แม่บีมองเห็นว่านักออกแบบได้หลอมรวมแนวคิดด้านการศึกษาเข้าไว้กับการออกแบบพื้นที่ ทำให้การอ่านหนังสือกลายเป็นประสบการณ์ที่สนุก น่าค้นหา และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจสำหรับเด็กๆ ทุกคน
นอกจากสถาปัตยกรรมและพื้นที่ที่น่าตื่นเต้นแล้ว แม่บีจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เลย ภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest มีคลังหนังสือภาพขนาดใหญ่ประมาณ 20,000 เล่ม ครอบคลุมหนังสือหลากหลายประเภทและเนื้อหา เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างกว้างขวางที่สุด หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือเด็กและเยาวชน ภาษาญี่ปุ่น ทั้งนิทานภาพ วรรณกรรมเยาวชน และสารคดีสำหรับเด็ก แต่ก็มีหนังสือต่างประเทศอยู่จำนวนหนึ่งด้วย เพื่อให้เด็กได้สัมผัสภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น หนังสือนิทานภาษาอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหนังสือบางส่วนที่แม้ผู้ใหญ่เองก็สนใจได้ เช่น นวนิยาย บทกวี หรือหนังสือศิลปะ ที่คัดสรรมาเพื่อกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ของทุกวัย โดยหนังสือทั้งหมดนี้เปิดให้ผู้อ่านหยิบอ่านได้อย่างเสรีภายในพื้นที่ บรรดาหนังสือจำนวนมากได้รับบริจาคหรือมอบให้โดยประชาชนทั่วไปที่ร่วมตอบรับคำเชิญชวนของอันโดในการสร้าง “ป่าแห่งหนังสือ” แห่งนี้ จึงถือได้ว่าเป็นคลังความรู้ที่เกิดจากพลังการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง แม่บีได้ถามเจ้าหน้าที่ที่นั่น เขาเล่าว่าปัจจุบันทางห้องสมุดมีนโยบายคัดเลือกหนังสืออย่างเข้มงวดและยังไม่เปิดรับบริจาคหนังสือเพิ่มเติมโดยตรง เพื่อควบคุมคุณภาพเนื้อหาตามแนวทางที่วางไว้
จุดเด่นของการจัดหนังสือที่นี่คือ แนวทางการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ยึดตามระบบห้องสมุดทั่วไป พื้นที่นี้ไม่ได้จัดตามหมวดดิวอี้หรือแบ่งตามกลุ่มอายุอย่างตายตัว แม่บีประทับใจเรื่องนี้มาก เพราะหนังสือภาพควรเป็นสิ่งที่เด็กสามารถเลือกได้โดยไม่ได้ต้องจำกัดอายุ ที่นี่ใช้วิธีจัดหนังสือตาม “หัวข้อความสนใจ” ทีมภัณฑารักษ์ (แม่บีถามย้ำแล้วเขาใช้คำว่า “Curator” ไม่ใช่ “Librarian”) นำโดย คุณโยชิทาคา ฮาบะ (Yoshitaka Haba) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหนังสือ มาคัดสรรหนังสือหลากหลายประเภท โดยไม่จำกัดยุคสมัยหรือแนวเรื่อง แต่เน้นเลือกหนังสือที่สามารถพูดคุยกับสายตาไร้เดียงสาและความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็กๆ
โดยจัดเรียงหนังสือออกเป็น 12 หมวดหมู่หัวข้อใหญ่ กระจายอยู่ตามชั้นต่างๆ ของ “ป่า” แห่งนี้
หัวข้อทั้ง 12 นี้น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ
แนวทางจัดหมวดหมู่เชิงแนวคิดเช่นนี้ ทำให้เด็กๆ สามารถเดินไปยังชั้นหนังสือหัวข้อที่ตนเองสนใจได้ทันที เด็กที่รักสัตว์ก็จะถูกดึงดูดด้วยป้าย “สัตว์” เด็กที่ชอบวิ่งเล่นก็อาจตรงไปที่หมวด “ร่างกายเคลื่อนไหว” ส่งเสริมการเลือกอ่านตามความสนใจใฝ่รู้ของเด็ก (interest-based learning) แทนการบังคับให้เด็กเลือกตามระดับหรือหมวดแบบเดิมๆ ผลคือเด็กมีแนวโน้มจะพบหนังสือที่ “โดนใจ” ตนเองจริงๆ และเกิดแรงบันดาลใจในการอ่านมากขึ้น
นอกจากนี้ การที่หนังสือหลายเล่มถูกจัดวางแบบโชว์ปกหันออก (outward-facing) เต็มผนัง ก็ช่วยดึงความสนใจเด็กเล็กๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่คล่องให้เลือกหยิบหนังสือจากภาพหน้าปกที่ตนสนใจได้ง่าย ในขณะที่บางส่วนก็ถูกซ่อนให้ดูลึกลับและสงบนิ่งเล็กน้อยอย่างหมวดหมู่ชีวิตและการตาย จะอยู่ในห้องทรงกระบอกเป็นต้น
เราจะเห็นได้ว่า การออกแบบคลังหนังสือและการจัดวางของ Book Forest ถูกออกแบบมาอย่างแยบคายเพื่อสร้างประสบการณ์ “ค้นพบหนังสือ” ที่สนุกและเปี่ยมความหมาย เมื่อเดินเข้ามาใน “ป่า” แห่งนี้พวกเขาสามารถเดินดูไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยให้ความสนใจของตนเองนำทางไปสู่หนังสือเล่มถัดไป ชั้นหนังสือที่เรียงรายด้วยปกที่ดึงดูดสายตาและหัวข้อที่กระตุ้นความอยากรู้ ทำให้การหาอ่านหนังสือกลายเป็นการผจญภัยที่เด็กๆ เป็นผู้กำหนดเส้นทางเอง สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาที่ว่า “เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเขามีแรงจูงใจจากภายในและได้เลือกเรียนสิ่งที่ตนสนใจ” ห้องสมุดแห่งนี้จึงแตกต่างจากห้องสมุดทั่วไปตรงที่ไม่ได้มุ่งให้เด็กอ่านหนังสือตามรายการบรรณารักษ์หรือหลักสูตร หากแต่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กจะ “สนุกกับการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน” ด้วยตัวเอง อันเป็นรากฐานของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านระยะยาว
นอกจากสถาปัตยกรรมและหนังสือที่เป็นแรงดึงดูดแล้ว ภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest ยังมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบจัดขึ้นเป็นประจำ เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของเด็กๆ ในมิติที่กว้างยิ่งขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ออกแบบมาให้สอดคล้องกับความสนใจของเด็กและสนุกสนาน ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ทางสังคม ไปพร้อมกับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ตัวอย่างกิจกรรมที่จัดขึ้น ได้แก่ กิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างความคิดสร้างสรรค์ เช่นการประดิษฐ์กจิกรรมส่งเสริมการอ่านกลางแจ้ง ที่ใช้พื้นที่สวนรอบๆ ห้องสมุด กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมกับหนังสือ เช่นการเชิญนักวาดภาพประกอบนิทานมาวาดภาพสด (Live Painting) ประกอบการเล่านิทาน หรือการจัดแสดงละครหุ่น กิจกรรมเล่านิทาน (Storytelling) หรือกิจกรรมเสวนาที่ทางห้องสมุดเชิญบุคคลสร้างแรงบันดาลใจจากวงการต่างๆ มาพูดคุยกับเด็ก เช่น “Session in the Forest” ที่เคยจัดให้ ทาดาโอะ อันโด (สถาปนิกผู้ออกแบบสถานที่นี้) สนทนากับ ฮารุโอมิ โฮโซโนะ (Hosono Haruomi ศิลปินนักดนตรีระดับตำนานของญี่ปุ่น) ในหัวข้อ “สิ่งที่อยากบอกกับเด็กๆ” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งมีทั้งเด็กโตและผู้ปกครองได้ฟังมุมมองและประสบการณ์ชีวิตจากทั้งสองท่านอย่างใกล้ชิด
แม่บีได้มีโอกาสเหลือบไปเห็น หมวดหมู่ 00 หรือ มุม “ชั้นหนังสือของคนนั้น” (Ano hito no hondana) ที่จัดขึ้นใกล้ทางเข้า ซึ่งตอนนั้นมีการนำหนังสือที่ศ.ชินยะ ยามานากะ (Shinya Yamanaka) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของที่นี่ เคยอ่านในวัยเด็กหรือหนังสือที่ท่านแนะนำมาจัดแสดงไว้
สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่เก็บหนังสือ แต่กลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและดึงดูดให้เด็กอยากกลับมาอีกบ่อยๆ
นอกจากนี้ เมื่อเดินลงไปยังชั้นล่างสุดของ พื้นที่นี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่ อย่างตอนที่แม่บีไปมีการติดตั้งผลงานสื่อผสมของทีม Rhizomatiks Design ที่สร้างสรรค์เป็น “หนังสือภาพเคลื่อนไหว” ฉายบนผนังห้องทรงกระบอกโดยหยิบยกคำศัพท์หรือฉากสำคัญจากหนังสือนิทานมาทำเป็นภาพเคลื่อนไหวคล้ายละครภาพเงา ในรูปแบบ kamishibai ซึ่งถ้าใครเคยอ่านหนังสือคุณตาคามิชิไบ (หนังสือแปลโดยมูลนิธิเอสซีจี) ที่เป็นคนพานิทานเงาผ่านกล่องตู้สี่เหลี่ยมขี่จักรยานไปเล่าให้เด็กๆ ฟังในพื้นที่ต่างๆ จะเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่วิธีการนี้ถูกปรับให้มาเป็นรูปแบบดิจิตอล เด็กๆ ที่เข้าไปในห้องนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศเสมือนหลุดเข้าไปอยู่ในนิทาน ช่วยกระตุ้นจินตนาการและเชื่อมโยงการอ่านกับภาพและเสียง เป็นการเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย
Nakanoshima Children’s Book Forest สร้างขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อว่า “เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขาได้มีอิสระในการสำรวจและค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง” แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมและกิจกรรมทุกอย่างที่นี่จึงมุ่งสนับสนุน “การเรียนรู้ตามธรรมชาติ” (natural learning) หรือการเรียนรู้อย่างเป็นไปเองของเด็กๆ แต่ละคน แม่บีขอสรุปแบบ learning designer’s nerd มาให้อ่านกันเล็กน้อย
และนี่คือความประทับใจต่อ Nakanoshima Children’s Book Forest ที่แม่บีมองเห็นว่าพื้นที่นี้ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ของเด็กในทุกมิติ ทั้งกาย ใจ และสังคม เด็กๆ ได้เรียนรู้ตามจังหวะของตนเองอย่างสนุกและผ่อนคลาย พวกเขาได้สำรวจโลกกว้างผ่านหนังสือหลากหลาย ได้เล่นและเคลื่อนไหวควบคู่การอ่าน ได้ซึมซับแรงบันดาลใจจากผู้ใหญ่ใจดีและวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รักการอ่าน รักการเรียนรู้ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต
อยากให้มีพื้นที่แบบนี้ที่ประเทศไทยบ้างจัง ^^




Learning Design
Knowledge Synthesis and Strategic Storytelling
Event and Festival Creator
Social Impact Project
becoming me / self / metamorphosis
modern parenting 101
things they don’t tell you at your school / ชวนเล่นของเล่น / เอ็ด ดู เข็ด
logic – รอจิก / myth understand
picture book decoded / design for better childhood / play time / art from picture book
สสส / สานอักษร / เพื่อนครอบครัว / soul what / the present move / กศส.