หมวดหมู่: article

  • Nakanoshima Children’s Book Forest ป่าหนังสือกลางเมืองที่เด็กๆ จะถูกโอบล้อมด้วยหนังสือและสถาปัตยกรรมที่เคารพความเป็นเด็ก

    Nakanoshima Children’s Book Forest ป่าหนังสือกลางเมืองที่เด็กๆ จะถูกโอบล้อมด้วยหนังสือและสถาปัตยกรรมที่เคารพความเป็นเด็ก

    Nakanoshima Children’s Book Forest ป่าหนังสือกลางเมืองที่เด็กๆ จะถูกโอบล้อมด้วยหนังสือและสถาปัตยกรรมที่เคารพความเป็นเด็ก

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    แม่บีอยากเล่าถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับครอบครัว และคนรักหนังสือภาพทุกคนในเมืองโอซาก้า นั่นก็คือ “Nakanoshima Children’s Book Forest”  หรือ “ป่าหนังสือสำหรับเด็กนากาโนะชิมะ” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่แม่บีประทับใจมากๆ นอกจากสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจออกแบบพื้นที่มาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เหมาะกับการอ่านหนังสือของเด็กๆ และเคารพธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กๆ  การเดินเข้ามายังพื้นที่นี้ยังเหมือนเข้าสู่โลกอีกใบที่อบอวลด้วยความตั้งใจดีของผู้ใหญ่ที่เข้าใจ ที่ไม่มองเด็กเป็นเพียงผู้รับ แต่เป็น “ผู้อ่าน” ที่มีหัวใจและสายตาเฉพาะตัว 

    เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นห้องสมุดในความหมายเดิมๆ ไม่มีป้ายเขียนว่า  “ห้ามเสียงดัง” ไม่มีตู้หนังสือวางเรียงเป็นระเบียบจัดตามเลขดิวอี้ เด็กๆ สามารถเดินเตาะแตะ ปีนขึ้นลง นั่งเอกเขนกตามขั้นบันได หรือแอบอยู่ในมุมลับใต้ดิน เพื่ออ่านหนังสือเล่มที่ดึงดูดพวกเขา หรือจะเข้าไปนั่งอยู่ท่ามกลางหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง “เรื่องกินเรื่องใหญ่” หรือ “สัตว์โลกผองเพื่อน” โถงสูงสามชั้นที่บรรจุหนังสือที่หลากหลายไม่ได้ถูกจัดตามหมวดหมู่ของผู้ใหญ่ แต่ตามโลกภายและความสงสัยของเด็กๆ ที่อาจจะอยากรู้เรื่องของแมวในสวน การตายของคุณตา การวิ่ง การกระโดด หรือแม้แต่คำถามว่า “อนาคตจะเป็นอย่างไรนะ?”  ทุกสิ่งที่นี่ถูกออกแบบให้เคารพธรรมชาติของเด็กในการอ่าน จนแม่บีสงสัยว่าเขาเก็บข้อมูลการออกแบบทั้งพื้นที่และหมวดหมู่หนังสือยังไง 

    นั่นคือเหตุผลที่สถานที่นี้ดึงดูดแม่บีที่มีอาชีพเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ และต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม และเอามาแบ่งปันชาว Mappa ด้วยกันค่ะ 

    จากแรงบันดาลใจของสถาปนิกสู่ป่าหนังสือ

    โครงการ Nakanoshima Children’s Book Forest ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดของสถาปนิกชื่อดัง ทาดาโอะ อันโด (Tadao Ando) ชาวโอซาก้า ผู้ต้องการ “ตอบแทน” บ้านเกิดด้วยการสร้างสถานที่ที่เด็กๆ จะได้สัมผัสความสุขของการค้นพบและการอ่านหนังสืออย่างอิสระ เขาระดมทุนจากภาคประชาชนเพื่อสร้างพื้นที่นี้และบริจาคอาคารทั้งหมดให้เทศบาลนครโอซาก้าโดยไม่เก็บค่าเข้าชม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

    วัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งคือเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และจินตนาการสำหรับเด็ก ที่ซึ่งพวกเขาได้ “พบกับหนังสือ สนุกกับหนังสือ และเรียนรู้จากหนังสือ” ตามธรรมชาติ สถานที่นี้มุ่งหวังจะปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และความรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ ให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความหวังและแรงบันดาลใจในอนาคต  ชื่อ “Book Forest” หรือ “ป่าแห่งหนังสือ” สื่อถึงแนวคิดที่ว่าหนังสือมากมายถูกจัดวางราวกับป่าให้เด็กๆ ได้เดินสำรวจอย่างเสรี โดยมีบรรยากาศเป็นกันเองที่แตกต่างจากห้องสมุดแบบดั้งเดิม มุ่งเน้นประสบการณ์เชิงบวกในการอ่านและเรียนรู้นอกห้องเรียน

    สถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็น “พื้นที่เรียนรู้” สำหรับเด็ก

    บรรยากาศภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest ที่ออกแบบเป็นโถงสูงสามชั้น มีบันไดไม้ขนาดใหญ่และชั้นหนังสือเต็มผนัง เด็กๆ สามารถนั่งอ่านหนังสือได้ทุกที่อย่างอิสระ

    ตามที่เล่าให้ฟัง อาคารแห่งนี้ออกแบบโดย ทาดาโอะ อันโด สถาปนิกที่มีชื่อเสียงด้านการใช้คอนกรีตเปลือยและแสงธรรมชาติสร้างความรู้สึกสงบเรียบง่าย คอนเซ็ปต์การออกแบบมุ่งเน้นให้ “เด็กเป็นศูนย์กลาง” (children-centered design) ทั้งในแง่มิติของพื้นที่และบรรยากาศ ภายนอกอาคารมีรูปทรงโค้งอ่อนช้อยขนานไปกับริมแม่น้ำโดจิมะ (Dojima) ที่ไหลผ่านสวนนากาโนะชิมะ ทำให้ตัวอาคารดูกลมกลืนกับภูมิทัศน์ริมน้ำ ด้านทิศตะวันออกของอาคารต่อเชื่อมกับชานระเบียงริมน้ำ เป็นลานกว้างโปร่งพร้อมหลังคาชายคาสูง 5 เมตร บริเวณทางเข้ามีประติมากรรมรูปแอปเปิลสีเขียวขนาดยักษ์ ชื่อ “Youth” ซึ่งอันโดสร้างขึ้นเพื่อสื่อข้อความว่า “ตราบใดที่เรามีความหวังในใจ เราก็ยังเยาว์วัยอยู่เสมอ” ประติมากรรมนี้กลายเป็นจุดสนใจที่กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ของเด็กๆ (และผู้ใหญ่) ว่า “ทำไมถึงมีแอปเปิลเขียวอยู่ที่นี่กันนะ?” “ความเยาว์วัยนิรันดร์หมายความว่าอะไร?”

    ภายในอาคารเป็นพื้นที่โถงสูง สามชั้น โปร่งโล่งที่เปิดถึงกัน (“atrium”) มีผนังโดยรอบสูงจรดเพดานที่กลายเป็นชั้นวางหนังสือทั้งหมด ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลาง “ป่าแห่งหนังสือ” จริงๆ สถาปนิกได้ผนวกชั้นหนังสือเข้ากับโครงสร้างอาคารอย่างแนบเนียน ทำให้หนังสือกว่า 20,000 เล่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในที่มีชีวิตชีวา  ปกหนังสือหลากสีที่หันหน้าออกมาทำหน้าที่ทั้งดึงดูดสายตาเด็กๆ ตรงกลางมีบันไดไม้ขนาดใหญ่ความกว้างเต็มห้องที่เชื่อมแต่ละชั้น และมีทางเดินสะพานเล็กๆ พาดเชื่อมระหว่างชั้นในบางจุด ภาพรวมทำให้พื้นที่ภายในคล้าย เขาวงกตสามมิติ ที่เด็กๆ สามารถปีนป่ายและเดินสำรวจไปตามบันไดและทางเดินต่างระดับได้อย่างสนุกสนาน การออกแบบนี้ตั้งใจให้เด็กเกิดความรู้สึกของการผจญภัยและการค้นพบขณะเดินผ่าน “ป่าแห่งหนังสือ”  เช่น ระหว่างที่เดินไปก็จะเห็นวิวแม่น้ำลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ ระหว่างชั้นหนังสือเป็นระยะ สร้างความประหลาดใจและเชื่อมโยงโลกภายนอกเข้ากับโลกของหนังสือบางจุดมีชานพักเล็กๆ ยื่นออกมาคล้าย “ฐานกระโดดน้ำ” ให้เด็กๆ แอบมองลงมาเห็นโถงด้านล่าง ซึ่งชวนให้สงสัยและอยากลองไปสำรวจดู นอกจากนี้ยังมีซอกมุมลับต่างๆ เช่น ห้องอ่านหนังสือทรงกระบอกใต้ดิน ห้องนี้มีแสงธรรมชาติส่องผ่านช่องวงกลมบนเพดานลงมา ให้บรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือใช้ความคิด (ภายในห้องนี้จัดหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ชีวิตและความตาย” เพื่อให้เด็กๆ ได้ใคร่ครวญประสบการณ์ชีวิตอย่างลึกซึ้งในบรรยากาศสบายๆ) พื้นที่ใช้งานต่างๆ ถูกออกแบบอย่างใส่ใจต่อสเกลของเด็ก เช่น บันไดขั้นเตี้ยๆ ที่เด็กสามารถนั่งหย่อนขาได้พอดี โซฟาริมหน้าต่างสำหรับนั่งอ่านสบายๆ พร้อมชมวิวแม่น้ำ และมุมเสื่อสำหรับนั่งพื้น เป็นต้น พื้นที่เหล่านี้รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดกิจกรรมเล่านิทานหรืออ่านหนังสือเป็นกลุ่ม ไปจนถึงมุมนั่งอ่านเงียบๆ คนเดียว ผู้ใช้สามารถเลือกนั่งอ่านหนังสือได้ทุกที่ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นบนขั้นบันได ทางเดิน หรือม้านั่งภายนอกอาคาร หากวันไหนอากาศดี เด็กๆ ยังสามารถถือหนังสือออกไปนั่งอ่านบนสนามหญ้าหรือม้านั่งในสวนข้างนอกได้ด้วย (ทางห้องสมุดมีบริการเสื่อปิกนิกไว้ให้ยืมสำหรับปูนั่งอ่านบนสนามหญ้า)  กล่าวได้ว่าสภาพแวดล้อมทั้งหมดทั้งภายในและพื้นที่โดยรอบอาคารล้วนส่งเสริมให้เด็กๆ รู้สึกอิสระและเพลิดเพลินกับการอ่านอย่างเป็นธรรมชาติ

    แม่บีนึกถึงคำพูดของ Loris Malaguzzi นักการศึกษาชาวอิตาลี ผู้ก่อตั้งแนวคิดการศึกษาปฐมวัยแบบเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia Approach) ที่บอกว่า “สภาพแวดล้อมเป็นครูคนที่สาม” (The environment is the third teacher) Malaguzzi เชื่อว่าสภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กเทียบเท่ากับครูและเพื่อนร่วมชั้น เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบตัว  สถาปัตยกรรมที่นี่เหมือนถูกออกแบบมาด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ ทุกองค์ประกอบทางกายภาพล้วนเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นตัวของตัวเอง  การจัดวางแบบเปิดโล่งและการมีทางเดินเชื่อมถึงกันตลอดสามชั้นกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นและอยากสำรวจ การซ่อน “ขุมทรัพย์” ไว้ตามมุมต่างๆ เช่น ห้องลับหรือชั้นหนังสือที่มีช่องมองวิว ช่วยกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง (inquiry-based learning) ขนาดสเกลของเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่ที่เหมาะกับเด็ก ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจเสมือนเป็น “เจ้าของพื้นที่” สามารถนั่งนอนอ่านได้ตามอัธยาศัย ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีอิสระและลดความเป็นทางการที่อาจขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การเปิดรับแสงธรรมชาติและมองเห็นต้นไม้แม่น้ำภายนอกยังช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย กระตุ้นประสาทสัมผัสและสมาธิไปพร้อมกัน ตัวแม่บีเองเวลาที่ตื่นเต้นมองหนังสือภาพที่อยู่ด้านหน้าจนตาล้า พอสักพักหนึ่งก็สามารถมองออกไปที่ธรรมชาติและกลับมาโฟกัสหนังสือใหม่ได้

     

    ถ้าจะให้พูดถึงสถาปัตยกรรมของ Nakanoshima Children’s Book Forest แม่บีมองเห็นว่านักออกแบบได้หลอมรวมแนวคิดด้านการศึกษาเข้าไว้กับการออกแบบพื้นที่ ทำให้การอ่านหนังสือกลายเป็นประสบการณ์ที่สนุก น่าค้นหา และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจสำหรับเด็กๆ ทุกคน

    ไม่ใช่ห้องสมุดเก็บหนังสือ แต่คัดเลือกหนังสืออย่างละเอียดละออโดยภัณฑารักษ์

    นอกจากสถาปัตยกรรมและพื้นที่ที่น่าตื่นเต้นแล้ว แม่บีจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เลย ภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest มีคลังหนังสือภาพขนาดใหญ่ประมาณ 20,000 เล่ม ครอบคลุมหนังสือหลากหลายประเภทและเนื้อหา เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างกว้างขวางที่สุด  หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือเด็กและเยาวชน ภาษาญี่ปุ่น ทั้งนิทานภาพ วรรณกรรมเยาวชน และสารคดีสำหรับเด็ก แต่ก็มีหนังสือต่างประเทศอยู่จำนวนหนึ่งด้วย เพื่อให้เด็กได้สัมผัสภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น หนังสือนิทานภาษาอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหนังสือบางส่วนที่แม้ผู้ใหญ่เองก็สนใจได้ เช่น นวนิยาย บทกวี หรือหนังสือศิลปะ ที่คัดสรรมาเพื่อกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ของทุกวัย โดยหนังสือทั้งหมดนี้เปิดให้ผู้อ่านหยิบอ่านได้อย่างเสรีภายในพื้นที่ บรรดาหนังสือจำนวนมากได้รับบริจาคหรือมอบให้โดยประชาชนทั่วไปที่ร่วมตอบรับคำเชิญชวนของอันโดในการสร้าง “ป่าแห่งหนังสือ” แห่งนี้ จึงถือได้ว่าเป็นคลังความรู้ที่เกิดจากพลังการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง แม่บีได้ถามเจ้าหน้าที่ที่นั่น เขาเล่าว่าปัจจุบันทางห้องสมุดมีนโยบายคัดเลือกหนังสืออย่างเข้มงวดและยังไม่เปิดรับบริจาคหนังสือเพิ่มเติมโดยตรง เพื่อควบคุมคุณภาพเนื้อหาตามแนวทางที่วางไว้

     

    12 หมวดหมู่หนังสือที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก “ค้นพบหนังสือ”

    จุดเด่นของการจัดหนังสือที่นี่คือ แนวทางการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ยึดตามระบบห้องสมุดทั่วไป พื้นที่นี้ไม่ได้จัดตามหมวดดิวอี้หรือแบ่งตามกลุ่มอายุอย่างตายตัว แม่บีประทับใจเรื่องนี้มาก เพราะหนังสือภาพควรเป็นสิ่งที่เด็กสามารถเลือกได้โดยไม่ได้ต้องจำกัดอายุ ที่นี่ใช้วิธีจัดหนังสือตาม “หัวข้อความสนใจ” ทีมภัณฑารักษ์ (แม่บีถามย้ำแล้วเขาใช้คำว่า “Curator” ไม่ใช่ “Librarian”) นำโดย คุณโยชิทาคา ฮาบะ (Yoshitaka Haba) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหนังสือ มาคัดสรรหนังสือหลากหลายประเภท โดยไม่จำกัดยุคสมัยหรือแนวเรื่อง แต่เน้นเลือกหนังสือที่สามารถพูดคุยกับสายตาไร้เดียงสาและความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็กๆ 

    โดยจัดเรียงหนังสือออกเป็น 12 หมวดหมู่หัวข้อใหญ่ กระจายอยู่ตามชั้นต่างๆ ของ “ป่า” แห่งนี้ 

    หัวข้อทั้ง 12 นี้น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ 

    1. ธรรมชาติและการละเล่น (Nature and Play)
      รวมหนังสือที่ชวนให้เด็กสำรวจโลกธรรมชาติ ดอกไม้ แมลง ป่า ทะเล ไปจนถึงเรื่องราวของการเล่น การปีนป่าย และโลกกลางแจ้ง และความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์
    2. ร่างกายเคลื่อนไหว (Moving Bodies)
      หนังสือเกี่ยวกับกีฬา การเต้นรำ การเคลื่อนไหวของร่างกาย ไปจนถึงชีววิทยาเบื้องต้น ช่วยให้เด็กเข้าใจร่างกายของตนเองและเพลิดเพลินกับพลังของการเคลื่อนไหว สำหรับเด็กที่ชอบกิจกรรมแต่อาจไม่ค่อยอ่านหนังสือ เขาก็จะแนะนำให้ลองอ่านเรื่องฮีโร่นักกีฬา กติกา เทคนิคกีฬา เป็นต้น
    3. สัตว์โลกผองเพื่อน (Animals)
      รวบรวมสารานุกรมและนิทานเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวไปจนถึงสัตว์ป่านานาชาติ รวมทั้งไดโนเสาร์และสัตว์ในตำนาน เด็กที่รักสัตว์จะนั่งจมอยู่ในหัวข้อนี้อย่างแน่นอน 
    4. ชีวิตประจำวัน (Everyday Life)
      เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว เช่น ครอบครัว โรงเรียน ความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต ช่วยสะท้อนและตั้งคำถามกับโลกที่เด็กอยู่ทุกวัน
    5. เรื่องกินเรื่องใหญ่ (Food and Eating)
      นิทานและสารคดีเกี่ยวกับอาหาร การทำอาหาร พืชผัก การกินอย่างรู้เท่าทัน สื่อสารเรื่องวัฒนธรรมผ่านรสชาติและประสบการณ์
    6. โอซาก้า → ญี่ปุ่น → โลก (Osaka → Japan → World)
      เรียงลำดับความใกล้ไกลจากเมืองบ้านเกิดไปยังโลกกว้าง เพื่อให้เด็กเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวแล้วค่อยๆ เปิดรับความหลากหลายของวัฒนธรรม
    7. สิ่งสวยงาม (Beauty)
      ศิลปะ ดนตรี สี เสียง และภาพ พื้นที่ที่ปลูกฝังความชื่นชมในความงามและกระตุ้น art appreciation ตั้งแต่วัยเด็ก
    8. เรื่องเล่าและภาษา (Stories and Words)
      นิทาน บทกวี กลอน คำศัพท์ ภาษา การเล่นคำ – หนังสือที่สานสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพลังของถ้อยคำและการสื่อสาร
    9. อนาคตจะเป็นอย่างไรนะ? (What Will the Future Be Like?)
      หนังสือที่กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เช่น นิยายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หุ่นยนต์ สิ่งประดิษฐ์
    10. คิดเรื่องอนาคต (Thinking about the Future)
      ตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือความยั่งยืน เป็นพื้นที่ฝึก critical thinking และ global citizenship
    11. การมีชีวิตอยู่ / การตาย (Living / Dying)
      นิทานที่พูดถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความพลัดพราก หรือการเปลี่ยนผ่านชีวิต ด้วยวิธีที่อ่อนโยน เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับวัยเด็ก เพื่อพัฒนาความเข้าใจทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ช่วยให้เด็กเข้าใจการมีชีวิต และการจากลาอย่างเป็นธรรมชาติและมีความหวัง 
    12. สำหรับผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็ก (For Adults Around Children)
      หมวดนี้เป็นพิเศษที่แตกต่างจากหมวดอื่น และทำให้แม่บีรู้สึกว่าเขาออกแบบมาอย่างละเอียดจริงๆ เพราะพื้นทีอ่านหนังสือภาพสำหรับเด็ก เด็กจะมาเองไม่ได้ ผู้ใหญ่ต้องพามา ดังนั้นพื้นที่นี้เขาจึงรวบรวมหนังสือสำหรับพ่อแม่ ครู และผู้ดูแลเด็ก เช่น หนังสือแนะนำการเลี้ยงดูเด็ก การศึกษา จิตวิทยาเด็ก ฯลฯ เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้วิธีส่งเสริมเด็กๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ควบคู่กับเด็ก ช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

    แนวทางจัดหมวดหมู่เชิงแนวคิดเช่นนี้ ทำให้เด็กๆ สามารถเดินไปยังชั้นหนังสือหัวข้อที่ตนเองสนใจได้ทันที เด็กที่รักสัตว์ก็จะถูกดึงดูดด้วยป้าย “สัตว์” เด็กที่ชอบวิ่งเล่นก็อาจตรงไปที่หมวด “ร่างกายเคลื่อนไหว” ส่งเสริมการเลือกอ่านตามความสนใจใฝ่รู้ของเด็ก (interest-based learning) แทนการบังคับให้เด็กเลือกตามระดับหรือหมวดแบบเดิมๆ ผลคือเด็กมีแนวโน้มจะพบหนังสือที่ “โดนใจ” ตนเองจริงๆ และเกิดแรงบันดาลใจในการอ่านมากขึ้น 

     

    นอกจากนี้ การที่หนังสือหลายเล่มถูกจัดวางแบบโชว์ปกหันออก (outward-facing) เต็มผนัง ก็ช่วยดึงความสนใจเด็กเล็กๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่คล่องให้เลือกหยิบหนังสือจากภาพหน้าปกที่ตนสนใจได้ง่าย ในขณะที่บางส่วนก็ถูกซ่อนให้ดูลึกลับและสงบนิ่งเล็กน้อยอย่างหมวดหมู่ชีวิตและการตาย จะอยู่ในห้องทรงกระบอกเป็นต้น

    เราจะเห็นได้ว่า การออกแบบคลังหนังสือและการจัดวางของ Book Forest ถูกออกแบบมาอย่างแยบคายเพื่อสร้างประสบการณ์ “ค้นพบหนังสือ” ที่สนุกและเปี่ยมความหมาย เมื่อเดินเข้ามาใน “ป่า” แห่งนี้พวกเขาสามารถเดินดูไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยให้ความสนใจของตนเองนำทางไปสู่หนังสือเล่มถัดไป ชั้นหนังสือที่เรียงรายด้วยปกที่ดึงดูดสายตาและหัวข้อที่กระตุ้นความอยากรู้ ทำให้การหาอ่านหนังสือกลายเป็นการผจญภัยที่เด็กๆ เป็นผู้กำหนดเส้นทางเอง สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาที่ว่า “เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเขามีแรงจูงใจจากภายในและได้เลือกเรียนสิ่งที่ตนสนใจ” ห้องสมุดแห่งนี้จึงแตกต่างจากห้องสมุดทั่วไปตรงที่ไม่ได้มุ่งให้เด็กอ่านหนังสือตามรายการบรรณารักษ์หรือหลักสูตร หากแต่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กจะ “สนุกกับการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน” ด้วยตัวเอง อันเป็นรากฐานของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านระยะยาว

    หมวดหมู่ 00 “ชั้นหนังสือของคนนั้น” กับกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ 

    นอกจากสถาปัตยกรรมและหนังสือที่เป็นแรงดึงดูดแล้ว ภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest ยังมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบจัดขึ้นเป็นประจำ เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของเด็กๆ ในมิติที่กว้างยิ่งขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ออกแบบมาให้สอดคล้องกับความสนใจของเด็กและสนุกสนาน ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ทางสังคม ไปพร้อมกับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ตัวอย่างกิจกรรมที่จัดขึ้น ได้แก่ กิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างความคิดสร้างสรรค์ เช่นการประดิษฐ์​กจิกรรมส่งเสริมการอ่านกลางแจ้ง ที่ใช้พื้นที่สวนรอบๆ ห้องสมุด กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมกับหนังสือ เช่นการเชิญนักวาดภาพประกอบนิทานมาวาดภาพสด (Live Painting) ประกอบการเล่านิทาน หรือการจัดแสดงละครหุ่น กิจกรรมเล่านิทาน (Storytelling) หรือกิจกรรมเสวนาที่ทางห้องสมุดเชิญบุคคลสร้างแรงบันดาลใจจากวงการต่างๆ มาพูดคุยกับเด็ก เช่น “Session in the Forest” ที่เคยจัดให้ ทาดาโอะ อันโด (สถาปนิกผู้ออกแบบสถานที่นี้) สนทนากับ ฮารุโอมิ โฮโซโนะ (Hosono Haruomi ศิลปินนักดนตรีระดับตำนานของญี่ปุ่น) ในหัวข้อ “สิ่งที่อยากบอกกับเด็กๆ” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งมีทั้งเด็กโตและผู้ปกครองได้ฟังมุมมองและประสบการณ์ชีวิตจากทั้งสองท่านอย่างใกล้ชิด

     

    แม่บีได้มีโอกาสเหลือบไปเห็น หมวดหมู่ 00 หรือ มุม “ชั้นหนังสือของคนนั้น” (Ano hito no hondana) ที่จัดขึ้นใกล้ทางเข้า ซึ่งตอนนั้นมีการนำหนังสือที่ศ.ชินยะ ยามานากะ (Shinya Yamanaka) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของที่นี่ เคยอ่านในวัยเด็กหรือหนังสือที่ท่านแนะนำมาจัดแสดงไว้

    สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่เก็บหนังสือ แต่กลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและดึงดูดให้เด็กอยากกลับมาอีกบ่อยๆ

     

    คุณตาคามิชิไบกับห้องทรงกระบอกที่เปิดการอ่านในรูปแบบใหม่ในยุคดิจิตัล

     

    นอกจากนี้ เมื่อเดินลงไปยังชั้นล่างสุดของ พื้นที่นี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่ อย่างตอนที่แม่บีไปมีการติดตั้งผลงานสื่อผสมของทีม Rhizomatiks Design ที่สร้างสรรค์เป็น “หนังสือภาพเคลื่อนไหว” ฉายบนผนังห้องทรงกระบอกโดยหยิบยกคำศัพท์หรือฉากสำคัญจากหนังสือนิทานมาทำเป็นภาพเคลื่อนไหวคล้ายละครภาพเงา ในรูปแบบ kamishibai ซึ่งถ้าใครเคยอ่านหนังสือคุณตาคามิชิไบ (หนังสือแปลโดยมูลนิธิเอสซีจี)​ ที่เป็นคนพานิทานเงาผ่านกล่องตู้สี่เหลี่ยมขี่จักรยานไปเล่าให้เด็กๆ ฟังในพื้นที่ต่างๆ จะเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่วิธีการนี้ถูกปรับให้มาเป็นรูปแบบดิจิตอล เด็กๆ ที่เข้าไปในห้องนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศเสมือนหลุดเข้าไปอยู่ในนิทาน ช่วยกระตุ้นจินตนาการและเชื่อมโยงการอ่านกับภาพและเสียง เป็นการเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย 

    พื้นที่เคารพธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก

    Nakanoshima Children’s Book Forest สร้างขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อว่า “เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขาได้มีอิสระในการสำรวจและค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง” แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมและกิจกรรมทุกอย่างที่นี่จึงมุ่งสนับสนุน “การเรียนรู้ตามธรรมชาติ” (natural learning) หรือการเรียนรู้อย่างเป็นไปเองของเด็กๆ แต่ละคน แม่บีขอสรุปแบบ learning designer’s nerd มาให้อ่านกันเล็กน้อย

     

    • ส่งเสริมการเรียนรู้แบบนำตนเอง (self-directed learning): เด็กที่มาที่ Book Forest สามารถเลือกเส้นทางการอ่านและการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเดินเลือกหนังสือตามหมวดที่ตนสนใจ การตัดสินใจหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่านเพราะหน้าปกหรือหัวข้อถูกใจ ไปจนถึงการเลือกที่นั่งอ่านที่รู้สึกสบายใจ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยกำหนดหรือบังคับทิศทางอย่างเข้มงวด การจัดหนังสือเป็นหมวดหมู่หัวข้อเปิดกว้าง แทนการจัดแบบห้องสมุดดั้งเดิม ช่วยกระตุ้นให้เด็ก “ลองหยิบ” หนังสือได้ง่ายขึ้น และเกิดการเรียนรู้ด้วยการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นในการออกแบบที่กระตุ้นให้เด็กอยากสำรวจ เช่น ลิ้นชักลับในขั้นบันไดในมุมเด็กเล็ก ที่เด็กๆ สามารถเปิดออกมาเจอหนังสือนิทานซ่อนไว้ข้างในได้ เมื่อเด็กน้อยพบหนังสือในลิ้นชักก็ดีใจร้อง “อ๊ะ!” แล้วหยิบออกมาดูทีละเล่มๆ อย่างตื่นเต้น ประสบการณ์เล็กๆ นี้คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็ก คือตัวอย่างของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
    • การเรียนรู้ผ่านการเล่นและการเคลื่อนไหว (play-based & kinesthetic learning): ที่นี่เข้าใจเปนอย่างดีว่าเด็กอยู่นิ่งได้ไม่นาน ^^ การออกแบบพื้นที่แห่งนี้จึงต่างจากห้องสมุดทั่วไปที่มักเน้นให้เด็กนั่งเงียบๆ อยู่กับที่ ที่ Book Forest เด็กๆ ได้ขยับร่างกายและเล่นระหว่างการเรียนรู้ ตลอดเวลา เช่น การเดินวิ่งขึ้นลงบันไดใหญ่เพื่อหยิบหนังสือ การปีนขึ้นมุมบันไดเตี้ยๆ ในโซนเด็กเล็กที่ออกแบบให้เหมือนบ้านต้นไม้หลังเล็ก เด็กจะรู้สึกสนุกและไม่อุดอู้อยู่กับที่ สิ่งแวดล้อมนี้ตอบสนองธรรมชาติของเด็กที่ชอบเคลื่อนไหว จึงช่วยให้การอ่านและการเรียนรู้ไม่น่าเบื่อ 
    • บรรยากาศที่กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์: ทั้งสถาปัตยกรรมและสื่อการเรียนรู้ในห้องสมุดนี้ล้วนจุดประกายจินตนาการ เด็กๆ ได้เห็นภาพปกหนังสือหลากหลายสีสันรอบตัว ได้ยินเรื่องเล่าจากกิจกรรม ได้ชมภาพเคลื่อนไหวจากนิทานบนผนัง สิ่งเหล่านี้สร้างประสบการณ์หลายประสาทสัมผัส ซึ่งเอื้อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและติดตรึงในความทรงจำ 
    • เรียนรู้แบบองค์รวมที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง: แนวทางของ Book Forest รวมเอาการเรียนรู้ด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เด็กไม่ได้แค่เรียนรู้จากตัวหนังสือเท่านั้น แต่ยังได้ซึมซับทักษะชีวิตและคุณค่าทางสังคม เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมเล่านิทานฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ฝึกการฟัง การตั้งคำถาม การเข้าร่วมเวิร์กช็อปได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่มและเคารพความคิดเพื่อน และการมีหมวดหนังสือสำหรับผู้ปกครองช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในครอบครัว (children-and-parent learning) พ่อแม่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกหรือการศึกษา ทำให้เข้าใจการเรียนรู้ของเด็กและสามารถสนับสนุนได้ดีขึ้น เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เกื้อหนุนการเรียนรู้ตามธรรมชาติ

       

    และนี่คือความประทับใจต่อ Nakanoshima Children’s Book Forest ที่แม่บีมองเห็นว่าพื้นที่นี้ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ของเด็กในทุกมิติ ทั้งกาย ใจ และสังคม เด็กๆ ได้เรียนรู้ตามจังหวะของตนเองอย่างสนุกและผ่อนคลาย พวกเขาได้สำรวจโลกกว้างผ่านหนังสือหลากหลาย ได้เล่นและเคลื่อนไหวควบคู่การอ่าน ได้ซึมซับแรงบันดาลใจจากผู้ใหญ่ใจดีและวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รักการอ่าน รักการเรียนรู้ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต 

    อยากให้มีพื้นที่แบบนี้ที่ประเทศไทยบ้างจัง ^^

  • It Might Be…More Than Just a Picture Book  โลกธรรมดาในสายตา Shinsuke Yoshitake

    It Might Be…More Than Just a Picture Book โลกธรรมดาในสายตา Shinsuke Yoshitake

    It Might Be…More Than Just a Picture Book โลกธรรมดาในสายตา Shinsuke Yoshitake

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    โลกที่เต็มไปด้วยคำถาม: การเดินทางในนิทรรศการ Shinsuke Yoshitake และบทสนทนาระหว่างหนังสือภาพกับความคิด

    แม่บีไปดูนิทรรศการน่ารักงานนึงที่โตเกียวมาค่ะ

    แล้วอยากนำมาเล่าให้กับชาว Mappa และสานอักษร ฟัง 

    นิทรรศการนี้จัดขึ้นที่ Creative Museum Tokyo ใสชื่อยาวเหยียดว่า “It Might Be a Yoshitake Shinsuke Exhibition: Expanded Edition”

    ชื่อที่ชวนยิ้มนี้คือประตูสู่โลกของศิลปินในดวงใจของครอบครัวแม่บี ผู้สร้างสรรค์งานหนังสือภาพสำหรับเด็ก (และผู้ใหญ่) ภายใต้ความเชื่อว่าทุกอย่างในชีวิต “อาจจะเป็นอะไรบางอย่างที่มากกว่าที่เห็นก็ได้”

    แนะนำ Shinsuke Yoshitake

    Shinsuke Yoshitake (ชินสุเกะ โยชิทาเกะ) เป็นนักวาดภาพประกอบและนักเขียนหนังสือภาพสำหรับเด็กชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจากผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่แปลกใหม่ เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2516 ที่เมืองชิกาซากิ จังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ สาขาศิลปะและการออกแบบแบบบูรณาการ

    เขาเริ่มต้นอาชีพในฐานะนักวาดภาพประกอบและศิลปินสร้างสรรค์ โดยมีความสนใจในศิลปะการสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ เช่น การสร้างหุ่นจำลองและอุปกรณ์ประกอบฉาก ในช่วงปี 1998 เขาได้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอศิลปะร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “Pantagraph” ในปี 2007

    ผลงานเดบิวต์ของเขาคือหนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง It Might Be an Apple (りんごかもしれない) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2013 หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล MOE Picture Book Award และรางวัลศิลปะจาก Sankeisha Children’s Publishing Culture Awards

    ผลงานอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง ได้แก่: Still Stuck, What Happens Next?, Can I Build Another Me?, The Boring Book, และ There Must Be More Than That! ซึ่งหนังสือของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 10 ภาษา และได้รับการยกย่องจากสื่อระดับนานาชาติ เช่น The New York Times แน่นอนว่าครองใจครอบครัวนักอ่านชาวไทยด้วยเช่นกัน

    คุณชินสุเกะมักจะเริ่มต้นงานของเขาด้วยการร่างภาพด้วยดินสอกลไกและใช้ปากกาขนาด 0.3 มม. เป็นลายเส้นที่เด็กๆ เห็นที่ไหนก็จำได้ทันที เป็นวิธีการที่เรียบง่าย โดยเขาเคยกล่าวว่าแรงบันดาลใจของเขามาจากความต้องการที่จะบันทึกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่อาจถูกลืมเลือนไปหากไม่ถูกจดบันทึกไว้ทันที 

    มันเลยต้องเป็นวิธีง่ายๆ แบบนั้น 

    ผลงานของโยชิทาเกะได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการต่างๆ รวมถึง “ヨシタケシンスケ展かもしれない” ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ Kurayoshi Museum ในปี 2023 และเวอร์ชันล่าสุด ณ Creative Museum Tokyo ในปี 2025 นี้ เขายังได้รับรางวัลจากงาน Bologna Ragazzi Award และได้รับการยกย่องจาก The New York Times ว่าเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์หนังสือภาพสำหรับเด็กที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก

    It Might Be… ความธรรมดาที่พาเราคิดไกล: อ่านโลกผ่านสายตา Shinsuke Yoshitake

    แม่บีเดินเข้าไปในนิทรรศการ “It Might Be a Yoshitake Shinsuke Exhibition” ด้วยความเบิกบานและตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ เพราะอ่านหนังสือของชินสุเกะให้ลูกๆ ฟังตั้งแต่เค้ายังเด็ก และเป็นนักเขียนคนโปรดของบ้านเราทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นลูกสาว ลูกชาย ซึ่งตอนนี้เป็นวัยรุ่นแล้ว หรือคุณพ่อ ก็ตาม  การได้เห็นกระบวนการคิดและสร้างสรรค์งานของเขา เลยเป็นเรื่องชวนตื่นเต้นของเราทั้งครอบครัว 

    ระหว่างทางของนิทรรศการ แม่บีพบว่าคุณชินสุเกะเป็นคนที่มีการจัดระบบความคิดได้เป็นระเบียบมากๆ เขาจัดบันทึกใส่กล่องแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย ภายในงานมีการแสดงภาพร่างเล็กๆ หลายพันชิ้นที่บางครั้งเขาก็วาดไว้แก้เบื่อ ตอนเครียด หรือแค่เพราะอยากวาด ซึ่งกลายเป็นคลังความคิดสร้างสรรค์พร้อมใช้ เป็นเรื่องเรียบง่ายและทำให้เห็นว่ากระบวนการทำงานของนักสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งห่างไกล แต่เป็นสิ่งที่เริ่มได้จากการสังเกตสิ่งเล็กๆ  รอบตัว 

    นอกจากนั้น แม่บีพบว่า ไม่ใช่แค่เด็กที่ได้เล่นกับภาพ แต่เป็นผู้ใหญ่อย่างเราเองต่างหากที่ได้กลับไปเจอความรู้สึกบางอย่างที่เราอาจลืมไปแล้ว อย่างเช่น ความกล้าที่จะสงสัย ความสุขที่ไม่ต้องรีบหาข้อสรุป และความงดงามของสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน และสิ่งเหล่านั้นคือไฮไลท์ในงานของชินสุเกะ แทบทุกเล่มที่เขาเขียนขึ้น

    หนังสือภาพที่ทุกอย่างเริ่มต้นจากคำถามเล็กๆ

    ชินสุเกะ ไม่ได้วาดโลกเพื่อบอกว่า “โลกเป็นอย่างไร” เขาวาดเพื่อชวนเราตั้งคำถามว่า “โลกอาจจะเป็นอะไรได้บ้าง” หนังสือเล่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยคือ It Might Be an Apple ที่เกี่ยวกับเด็กชายที่ตั้งคำถามกับแอปเปิ้ลบนโต๊ะ ไม่ได้แค่สงสัยว่าเป็นผลไม้อะไร แต่เขาสงสัยถึงความจริง ความลวง และสิ่งที่เราเลือกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แม่บีคิดว่า สำหรับเด็ก การตั้งคำถามเช่นนี้คือการฝึก “กล้ามเนื้อความคิด” แบบที่โรงเรียนมักลืมให้ความสำคัญ เป็นสิ่งที่พูดสอนยากมากๆ และคุณชินสุเกะเรียบเรียงหนังสืออกมาได้ดีมากๆ 

    ความสงสัยคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

    ในฐานะแม่และนักวิจัยด้านการเรียนรู้ แม่บีเห็นว่าสิ่งที่ Yoshitake ทำ คือการสอนแบบที่ไม่ต้องสอน เขาวางกับดักเล็กๆ ไว้ในแต่ละหน้า ไม่ใช่เพื่อให้เด็กตกใจ แต่เพื่อให้เขาหยุดแล้วตั้งคำถาม ความสงสัยจึงไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของความรู้ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความเข้าใจตัวเอง

    เขาเคยเล่าว่า “บางทีสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา คือสิ่งที่ธรรมดาจนถ้าไม่รีบจด มันจะหายไป” เช่น การเห็นสตอเบอร์รี่อยู่ในถุงผ้าของผู้หญิงคนหนึ่งบนรถไฟ หรือการที่ลูกตื่นนอนมาด้วยผมยุ่งๆ ทั้งหัว สิ่งเหล่านี้คือ “ร่องรอยความเป็นมนุษย์” ที่เขาหยิบมาเล่าได้อย่างตลก ขำขัน มีสาระ และแฝงด้วยปรัชญา

    แรงบันดาลใจจากผมยุ่งและความเบื่อหน่าย

    ใน Still Stuck เด็กชายที่ถอดเสื้อไม่ออกอาจเป็นเพียงตัวแทนของเด็กดื้อถ้าเรามองเพียงผิวเผิน แต่ความเป็นจริงแล้วเขาคือภาพแทนของความรู้สึกติดขัดในชีวิตที่ผู้ใหญ่เองก็มีไม่ต่างกัน ชินสุเกะไม่รีบช่วยเด็กคนนั้นออกจากเสื้อ หรือพาไปที่ปลายทางที่เป็น how to ของการถอดเสื้อ แต่ปล่อยให้เขาสำรวจความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความอึดอัด ความไม่เข้าใจตัวเอง และสุดท้าย ความสามารถในการรับมือกับมันได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแม่บีคิดว่าการบรรจุทักษะเหล่านี้ในหนังสือนิทานภาพเพียงไม่กี่หน้า ทำให้เราเข้าใจได้มากเลยทีเดียว 

    ศิลปะของความไม่สมบูรณ์แบบ

    หนึ่งในสิ่งที่แม่บีรู้สึกว่าเป็นแก่นกลางของงาน Yoshitake คือความตั้งใจในการสังเกตชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ และถ่ายทอดมันออกมาอย่างไม่ลืมรากที่เรียบง่ายของความคิดสร้างสรรค์ เบื้องหลังความเรียบง่ายในงานของ Yoshitake แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนทางเทคนิค เขามีวิธีการเปลี่ยนเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นงานเล่าที่ทั้งน่ารักและเฉียบแหลมในเวลาเดียวกัน เช่น การตั้งคำถามแบบ “what if” กับสิ่งรอบตัวอย่างแอปเปิ้ล หนังยาง หรือผมยุ่ง  แล้วนำไปสู่อีกโลกหนึ่งของความเป็นไปได้

    เส้นลายปากกาของเขาเน้นการเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่เปี่ยมชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการดึงผมหรือขมวดคิ้ว ล้วนทำให้ภาพดูมีชีวิตและชวนหัวเราะได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตัวละครมักถูกจับในจังหวะที่ไม่สมบูรณ์ เช่น กำลังพยายามหลุดจากเสื้อ หรือกำลังค้างอยู่ในท่าที่ยังไม่เสร็จสิ้น นี่ทำให้เกิดพลังของภาพที่เคลื่อนไหวในหัวผู้อ่านอยู่ตลอดเวลา และผู้อ่านก็เชื่อมโยงประสบการณ์นั้นได้เช่นกัน เพราะเรื่องธณรมดาเหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน

    นอกจากนั้น งานส่วนใหญ่ของชินสุเกะ เขามักจงใจเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้อ่านแทรกตัวเข้าไป เช่น การไม่ตั้งชื่อตัวละคร การไม่บอกว่าฉากอยู่ที่ไหน หรือแม้แต่ปล่อยให้คำพูดดูธรรมดาไปเลย แต่เมื่อรวมกับภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดป่วนๆ ความตลก และความเหงา มันกลับกลายเป็นเรื่องราวที่ผู้อ่านแต่ละคนจะเติมความหมายของตัวเองเข้าไปได้อย่างเป็นอิสระ และไม่ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพและคำของชินสุเกะจะลึกซึ้ง หรือเป็นปรัชญามากแค่ไหน เขาไว้ใจว่าผู้อ่านของเขาจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้เสมอ

    Metacognition: การรอคอยให้ความเงียบชวนมองความคิด และปูทางไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

    เมื่อเราเจอปัญหาใดๆ สิ่งแรกที่จะพุ่งมากลบทุกสิ่งอย่างไว้ก็คือ “อารมณ์เชิงลบ” ทำให้เรารีบขจัดปัญหาออกไปเร็วๆ แต่ละทิ้งการทำความเข้าใจกลไกของตัวเราหรือธรรมชาติ เราค้นพบว่าสิ่งที่ชินสุเกะให้ไว้ในหนังสือแทบทุกเล่มก่อนจะเข้าสู่การคิดวิเคราะห์ คือ “การรอคอย” ให้อารมณ์ค่อยๆ เบาบางลง จนอยู่ในสภาวะนิ่งและเงียบ หรือสภาวะที่พร้อมเรียนรู้นั่นเอง

    สื่งหนึ่งที่เราถอดรหัสได้จากงานของชินสุเกะ คือความเงียบของฉากและตัวละคร จะสังเกตได้ว่า ส่วนใหญ่ในฉากที่ดำเนินไปในงานของชินสุเกะจะไม่มีเสียงดัง ไม่มีเรื่องราวเยอะ ในขณะที่ตัวละคร (มักจะ) พูดคุยกับความคิดของตัวเอง หรือหากมีปฏิสัมพันธ์ก็จะเป็นการพูดคุยเพียงแค่ 1-2 คน ซึ่งมันคือความเงียบ 

    และความเงียบนี้เอง ทำให้เห็นความรู้สึก และความนึกคิดตัวละครอย่างชัดเจน  และเป็นการรับรู้ความรู้สึกแบบไม่แทรกแซง ไม่ตัดสิน และส่วนใหญ่แทบจะเป็นความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของเรา (และเด็กๆ) ทั้งสิ้น บางอันตลก บางอันใช้ได้ บางอันใช้ไม่ได้ แต่มันคล้ายกับเวลาที่เราคิดถึงเรื่องบางเรื่อง ปัญหาบางอย่าง แล้วความคิดมันทำงานอย่างอัตโนมัติ ค่อยๆ ประกอบเรื่องราว ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า และสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา และท้ายสุดในบางครั้ง การแก้ปัญหามันเกิดขึ้นได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมักจะสร้างสรรค์กว่าเวลาที่เรารีบร้อนเข้าไป ‘จัดการ’ กับปัญหาเหล่านั้นทันที 

    คุณชินสุเกะใช้ ‘จังหวะของหนังสือ’ บอกเราว่าเมื่อเจอปัญหา ติดตัน หรือคิดไม่ออก ลองมองเข้าไปในความคิดและวิธีคิดของเราดูสิ โดยบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นภาพในหนังสือภาพ ให้พวกเราได้เห็นความคิดที่ค่อยๆ ดำเนินไป จริงๆ คล้ายกับศัพท์ทางการศึกษาที่เรียกกระบวนการนี้ว่า Metacognition หรือการคิดและตระหนักรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิด และค่อยๆ นำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวทุกคน 

    ครอบครัวในโลกจริง ไม่ใช่ในนิทาน

    ครั้งหนึ่ง Mappa เคยสัมภาษณ์คุณชินสุเกะ ด้วยการชักชวนของสำนักพิมพ์อมรินทร์ คิดส์ เขามักพูดถึงครอบครัวในแง่มุมที่น่ารัก เขาให้เครดิตลูกๆ ว่าเป็นแรงบันดาลใจหลักในการคิดไอเดียหนังสือ เขาเคยกล่าวว่า “ผมอาจจไม่ได้ทำงานหนังสือเลยก็ได้ ถ้าผมไม่ได้เป็นพ่อ และผมมักจะได้ไอเดียใหม่ๆ จากการเลี้ยงดูลูกๆ ของผมอยู่เสมอ” นอกจากนั้น เขามักย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่เขาเคยสงสัยตอนเป็นเด็ก ประสบการณ์ทั้งการเป็นพ่อ และการจำตัวเองตอนที่ยังเป็นเด็กได้อยู่นั้น ทำให้แม่บีคิดว่าเขาจึงสร้างสรรค์งานที่โดนใจทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ไปพร้อมๆ กัน

    แม่บีชอบมากเวลาที่เขาพูดถึงหนังสือของตัวเองว่าเป็น “แฟนตาซีของคนเป็นพ่อที่อยากจะเลี้ยงลูกได้แบบนั้น” เพราะมันเต็มไปด้วยความจริง และความปรารถนาดีที่ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ เขาไม่พยายามวาดภาพครอบครัวที่อบอุ่นตลอดเวลา แต่ยอมรับว่า ความเหนื่อย ความขัดแย้ง และความเข้าใจผิด คือบางส่วนของความสัมพันธ์ที่งดงามพอๆ กับความรัก

    ในหนังสืออย่าง I Can Be Anything แม่บีชอบความสัมพันธ์แม่ลูกที่ไม่ได้ราบเรียบหรือน่ารักเกินจริง แต่เต็มไปด้วยความผิดพลาด การคาดเดาผิด ความเหนื่อยใจเล็กๆ และความอบอุ่นที่มีอยู่ท่ามกลางความธรรมดานั้น ในโลกของ ชินสุเกะ ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ใช่แบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นพื้นที่ของการต่อรอง เหนื่อยล้า และหัวเราะร่วมกัน

    นิทรรศการที่เปิดเผยความคิดดิบๆ

    สิ่งที่แม่บีชอบที่สุดในนิทรรศการนี้ คือพื้นที่ที่เขาจัดวางภาพร่างหลายพันชิ้นให้คนดูได้เห็นแบบไม่ปิดบัง ดังที่เกริ่นไว้ตอนต้น ทั้งกระดาษยับ ความคิดที่ยังไม่เสร็จ หรือแม้แต่แนวคิดที่ถูกโยนทิ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้บอกเราว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับ “คนเก่ง” แต่มันคือผลลัพธ์ของการเล่น การลอง และการอยู่กับตัวเองโดยไม่ให้ร้ายตัวเอง

    ความธรรมดาที่พาเราไปไกลกว่าที่คิด

    แม่บีเชื่อว่างานของคุณชินสุเกะ ไม่เพียงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ทั่วไป แต่ยังเชื่อมโยงลึกกับแนวคิด Critical Thinking และ Philosophy for Children (P4C) อย่างเป็นธรรมชาติและมีพลัง แม่บีขอยกมาสัก 1-2 เล่ม เพื่อจะได้เห็นงานของชินสุเกะได้อย่างชัดเจนขึ้น 

    It Might Be an Apple ✦ กับ Critical Thinking

    หนังสือ It Might Be an Apple คือแบบฝึกคิดขนาดย่อมที่ชวนให้เด็กสงสัยในสิ่งที่เห็น เด็กชายในเรื่องไม่ได้เชื่อทันทีว่าสิ่งที่เห็นคือ “แอปเปิ้ล” แต่เริ่มตั้งคำถาม สำรวจความเป็นไปได้ ตั้งสมมติฐาน และคิดต่อยอด กระบวนการนี้สะท้อนวงจรของ Critical Thinking อย่างแท้จริง ทั้งการคิดแยกแขนง (divergent thinking) การไม่ด่วนสรุป และการตั้งสมมติฐานเชิงจินตนาการ

    หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่คล้ายบทเรียนเบื้องต้นของการคิดเชิงวิพากษ์ที่สนุก สด และไม่ต้องสอนตรงๆ เหมือนตำรา

    Still Stuck & The Boring Book ✦ กับ P4C หรือ Philosophy for Children

    ในขณะที่ It Might Be an Apple เน้นทักษะคิดวิเคราะห์ Still Stuck และ The Boring Book กลับเข้าใกล้บทสนทนาเชิงปรัชญาแบบที่ใช้ใน P4C อย่างน่าทึ่ง

    ในหนังสือภาพ Still Stuck เด็กชายที่ถอดเสื้อไม่ได้กลายเป็นภาพแทนของภาวะ “ติดขัด” ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน ตั้งคำถามแบบ P4C ได้ว่า: “เมื่อไรที่เราควรยอมรับปัญหา?”  “ความช่วยเหลือคืออะไร?”  “ถ้าติดขัดแล้วสนุก มันยังเรียกว่าปัญหาไหม?”

    ใน The Boring Book แทนที่จะบอกว่า “ความเบื่อคือสิ่งไม่ดี” Yoshitake กลับตั้งคำถามว่า “ความเบื่อมีประโยชน์ไหม?”  “ถ้าเราเบื่อ ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา หรืออยู่ที่โลก?”

    คำถามเหล่านี้เปิดประตูสู่บทสนทนาเชิงปรัชญาเกี่ยวกับความเบื่อ ความอดทน และการแปรเปลี่ยนมุมมองต่อประสบการณ์ชีวิต

    เด็กที่อ่านหนังสือเหล่านี้ไม่เพียงได้รับความบันเทิง แต่ยังได้ฝึกตั้งคำถาม ได้ถอยกลับมาทบทวนความรู้สึกของตนเอง และเริ่มทำความเข้าใจสิ่งธรรมดาด้วยสายตาใหม่

    เราจะเห็นได้ว่า งานของชินสุเกะนั้นแตกต่างจากวรรณกรรมเด็กแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจนในหลายมิติ แม่บีเห็นว่าเขาไม่ได้มองหนังสือภาพเป็นเพียงช่องทางในการถ่ายทอดบทเรียนด้านศีลธรรม แต่ใช้มันเป็นพื้นที่เปิดของความสงสัย ความย้อนแย้ง และความหมายที่ไม่ตายตัว นี่แหละค่ะ ที่แม่บีคิดว่าเป็นสิ่งที่ชินสุเกะกำลังทำอยู่ สร้างสนามเด็กเล่นทางความคิด ที่เบา สนุก แต่ลึก และเปลี่ยนวิธีคิดของผู้อ่านได้จริงๆ

    สิ่งเหล่านี้ทำให้แม่บีเชื่อว่าชินสุเกะไม่ได้เขียนหนังสือเด็ก แต่เขากำลังเสนอรูปแบบใหม่ของการเล่าเรื่อง ที่เคารพผู้อ่านตัวน้อยในฐานะมนุษย์ที่ซับซ้อน มีอารมณ์ มีความคิด และสมควรได้รับหนังสือที่ไว้ใจพวกเขาอย่างแท้จริง

    It might be..more than just a picture book

    หนังสือของชินสุเกะ ไม่เคยบอกเราว่าต้องคิดแบบไหน เขาแค่ให้เราเห็นว่า เรามีสิทธิจะตั้งคำถามกับทุกอย่าง แม้แต่กับสิ่งที่เราเคยคิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว แม่บีคิดว่านี่คือบทเรียนใหญ่ที่สุดในยุคที่เราถูกถาโถมด้วยความรู้ และบางทีก็ถูกกล่อมให้เชื่อในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ตั้งคำถามเอง

    เขายังกล้าปล่อยให้บางความรู้สึกยังค้างอยู่ ไม่จำเป็นต้องรีบแก้ ไม่จำเป็นต้องคลี่คลาย เช่น เด็กที่มีความลับที่ไม่อยากบอกใคร หรือพ่อแม่ที่มีความหวังซ้อนอยู่ใต้ความเหนื่อย สิ่งเหล่านี้คือความจริงของชีวิตที่วรรณกรรมเด็กมักไม่กล้าแตะ ชินสุเกะทำให้มันปรากฏโดยไม่ทำให้หนักเกินไป แต่ก็ไม่เบาเกินไป ในงานนิทรรศการ เขายังได้พูดถึงเรื่อง ‘ความลับของเด็ก’ ซึ่งเป็นหัวข้อที่แม่บีคิดว่าน่าสนใจมาก เขาเคยให้เด็กๆ วาดรูปของ ‘ความลับ’ ที่ไม่ต้องให้ใครดู แล้วให้พับทิ้งไปเลย เขาถูกถามว่ามันอันตรายไหมถ้าเด็กมีความลับกับพ่อแม่ แต่เขาตอบว่า “Possessing secrets is surely a part of what it is to be human…” และพูดต่อว่าเด็กควรได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าควรแบ่งปันอะไร และควรเก็บอะไรไว้กับตัวเอง สิ่งนี้สะท้อนความเคารพที่เขามีต่อโลกภายในของเด็กอย่างลึกซึ้ง

    สำหรับคนทำงานหนังสือเด็ก พ่อแม่ หรือครู Shinsuke Yoshitake คือคนที่ทำให้เราเห็นว่า หนังสือภาพไม่ใช่แค่ของเล่น หรือเครื่องมือ แต่คือพื้นที่ที่เด็กได้สร้างความหมาย และผู้ใหญ่ก็ได้กลับมาทบทวนความหมายของชีวิตตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

    แม่บีคิดว่าหนังสือของชินสุเกะไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการเล่าเรื่อง แต่เขากำลังเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใจว่า “หนังสือเด็ก” ควรเป็นอย่างไร และเขากำลังผลักขอบเขตของมันออกไปให้ไกลขึ้น ลึกขึ้น และเป็นมนุษย์มากขึ้น

    (หมายเหตุ: นิทรรศการ “It Might Be a Yoshitake Shinsuke Exhibition: Expanded Edition” จัดแสดงที่ Creative Museum Tokyo ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2025)

     

    ขอบคุณภาพจาก Nippon.com และ เวบไซต์ Creative Museum Tokyo

  • โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใคร มีอะไรเป็นของตัวเองหรือยัง? ยังไม่ออกดอกออกผล ใช่ว่าจะหยุดเติบโต อ่านเรื่องว้าวุ่นของวัยรุ่นปวดหลัง กับความสำเร็จ(รูป)ที่ชวนปวดหัว

    โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใคร มีอะไรเป็นของตัวเองหรือยัง? ยังไม่ออกดอกออกผล ใช่ว่าจะหยุดเติบโต อ่านเรื่องว้าวุ่นของวัยรุ่นปวดหลัง กับความสำเร็จ(รูป)ที่ชวนปวดหัว

    โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใคร มีอะไรเป็นของตัวเองหรือยัง? ยังไม่ออกดอกออกผล ใช่ว่าจะหยุดเติบโต อ่านเรื่องว้าวุ่นของวัยรุ่นปวดหลัง กับความสำเร็จ(รูป)ที่ชวนปวดหัว

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: สิริกร พรอนงค์

    รถ บ้าน งาน คอนโด เงินเดือน แฟน ไปจนถึงชีวิตที่สงบสุข 

    อายุเท่านี้มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง?

    ทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร การเงินเป็นยังไง มีแฟนหรือยัง แต่งงานปีไหน ? คำถามในทำนองถามไถ่สารทุกข์สุกดิบจากบรรดาญาติมิตร เพื่อนๆ ไปจนถึงป้าลุงข้างบ้านที่วัยรุ่นปวดหลังทั้งหลายคุ้นชิน แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้อาจมาพร้อมกับความห่วงใยรวมถึงความเคยชินโดยปกติทั่วไป แต่ในทางหนึ่งมันก็สะท้อนวิธีการมอง “คุณค่า” ในตัวคนเราของสังคมที่หล่อหลอมให้เราถามไถ่กันถึงแต่เรื่องของ “ความสำเร็จ” เพื่อประเมินความเป็นมาเป็นไปหรือการ “เติบโต” ของแต่ละคน จนบางครั้งดูเหมือนว่าการเติบโตขึ้นนั้นสัมพันธ์อยู่กับเงินทองในบัญชี รถที่ขับ เสื้อผ้าที่ใส่ ไปจนถึงหน้าที่การงานที่มั่นคง ดังที่ Devon Price, Ph.d. นักจิตวิทยาสังคม กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ในตอนหนึ่งของ Laziness Does Not Exist หนังสือที่ศึกษารากฐานทางจิตวิทยาของความขี้เกียจอย่างหลากด้านว่าการยึดติดอยู่ในกรอบว่าด้วยความสำเร็จของสังคมสามารถกลายมาเป็นตัววัดคุณค่าของคนเราได้อย่างแนบเนียน เมื่อเรายึดติดอยู่กับกรอบความคิดว่าด้วยความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนเราก็ยิ่งจะจัดลำดับ วัดคุณค่า ตัดสินทุกๆ อย่างที่เราทำมากขึ้นเท่านั้น  

    ภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจสังคมและลึกลงไปกว่านั้นคือความซับซ้อนของชีวิตคนเราซึ่งแตกต่างกันออกไป  เราอาจไม่สามารถประเมินชีวิตของใครได้อย่างหมดจดจากหน้าที่การงาน เงินเดือน หรือวิถีชีวิตแบบที่พวกเขาเลือกเดิน โดยเฉพาะในวัยตั้งต้นค้นหาคำตอบบางอย่างจากโลกการทำงาน ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะต้องเผชิญเงื่อนไขมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงบทบาทชีวิตจากวัยที่ผ่านพ้นมา การปะทะกับความคาดหวังของคนรอบข้างรวมถึงสังคม สำหรับหลายคนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย 

    ชวนอ่าน 3 แง่มุมจากชาววัยรุ่นปวดหลัง ทั้งที่จบมาหมาดใหม่และทำงานมาได้สักระยะ 

    • พวกเขารู้สึกอย่างไรกับชีวิตในวัยทำงาน
    • และรู้สึกอย่างไรกับคำถามในทำนองที่ว่า “อายุ 2x มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง” 

     

    1

    ต้นกล้า  (นามสมมติ) อายุ 27 อาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่น

    มีอีโค่คาร์หนึ่งคันเป็นของตัวเอง

    เราทำงานมาสามปีแล้วแต่ยังอยู่ที่เดิมที่เดียวมาตลอด รู้สึกเบื่อและเหนื่อยกับภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น แต่เงินเดือนไม่ได้เพิ่มตามในอัตราส่วนที่เท่ากัน สาเหตุที่ทำอยู่ที่เดิมมาตลอดเพราะตอนที่เริ่มทำงานเราค่อนข้างได้เงินเดือนเยอะเมื่อเทียบกับเพื่อนที่จบพร้อมกัน แต่ผ่านมาสามปี เงินเดือนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจากตอนสตาร์ตจนเพื่อนหลายคนแซงไปแล้ว ก็เลยเริ่มทำเรซูเม่ มีไปสัมภาษณ์งานใหม่ด้วย แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธไปเพราะคำนวนหลายอย่างแล้วอยู่ที่เดิมน่าจะดีกว่า ตอนนี้เหมือนทำงานไปพลางหางานใหม่ไปพลางแบบแกล้ง ๆ จะลาออกไปเลยก็ไม่ได้เพราะเพิ่งมีภาระชิ้นใหม่เพิ่มเข้ามาในชีวิตซึ่งก็คือรถยนต์หนึ่งคัน

    วัยนี้สำหรับเราเคว้งหลายเรื่องมาก แม้เวลาส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับการทำงานแต่เรากลับไม่ค่อยเคว้งเรื่องงานนอกเวลางานเท่าไหร่ เรื่องที่ทำงานจบในที่ทำงาน ส่วนเรื่องนอกเหนือจากงานก็มีแบ่งไปเคว้งในเวลางานบ้าง (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ครอบครัว กับเงินที่มี ทำให้อดคิดไม่ได้หลายอย่าง ในตอนที่อยากพักสมองไม่ต้องหาคำตอบให้ใครหรือสิ่งใด เราก็จะพยายาม distract ตัวเองออกจากสิ่งเหล่านั้นด้วยการฟังเพลงของศิลปินที่ชอบ ฟังยูทูปช่องที่ชอบ เล่นเกม ไปยิม ขับรถเล่น ล้างห้องน้ำ ก็หาไรทำก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไปเพื่อปลดตัวเองจากอะไรก็ตามชั่วคราวเพื่อจะได้มีแรงวิ่งหนีออกจากความรู้สึกที่ตัวเองไม่ชอบต่อไปได้เรื่อย ๆ

    เราชอบอ่านพันทิปเจอกระทู้ประเภทอายุเท่านี้เงินเดือนเท่านี้ หรือวางแผนเกษียณก่อนวัยหรืออะไรก็ตามที่ทำให้คิดว่า แบบนี้แก่ไปมีหวังลำบากแน่ถ้ายังทำไม่ได้เหมือนคนอื่น หุ้นก็เล่นไม่เป็น ลงทุนก็ทำไม่เป็น ฮาร์ดสกิลก็ไม่มีอะไรเลย ทำไมคนในวัยเดียวกันเก่งจังมีนู่นนี่นั่นแล้ว มีครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นดูเพียบพร้อมในขณะที่เรามีภาระก้อนใหญ่คือมรดกหนี้จากที่บ้าน (≈1.2ล้าน) กับรถยนต์ที่ตัดสินใจออกเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็เลยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อยากหางานใหม่เพื่ออัพเงินเดือน จะได้มีเงินเผื่อใช้จ่ายซื้อความสุขให้ตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างใช้ชีวิตวัยทำงานไปพลาง ๆ จนกว่าจะหาจุดลงตัวในหลาย ๆ เรื่องของตัวเองได้

    2

    พลอย (นามสมมติ) นิสิตจบใหม่ อายุ 22 ปี  

    มีค่าปรับหนังสือเป็นของตัวเอง

    รู้สึกว่าการหางานที่ค่อนข้างท้าทายมันมีความยากคือการเปรียบเทียบสวัสดิการ เพราะว่าหลายที่มีสวัสดิการที่น่าพึงพอใจ มันก็เหมือนเป็นข้อบังคับที่เราต้องเลือกงาน เพราะทุกคนต้องใช้เงินและมีงานทำเพื่อหารายได้ มันเลยเป็นความกังวลว่าทำไมเราต้องพยายามเอาตัวเองเข้าไปทำงานในสถานที่ที่เราได้สวัสดิการที่ไม่ดีเพื่อให้เราประทังชีวิตได้ แต่ในอีกมุมการมีงานก็ดีกว่าการที่ไม่มีงานเลย เพราะว่าการไม่มีงาน (ไม่มีรายได้จากทางไหนเลย) มันเป็นความไม่แน่นอนอย่างหนึ่งด้วย 

    คำถามที่ว่า “อายุเท่านี้มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง” เป็นคำถามที่เราไม่ค่อยได้เจอกับตัวเท่าไหร่ แต่มันเหมือนเป็นคำถามที่พอเราได้รับรู้แล้ว เราต้องพยามกดดันตัวเองว่าเรา ‘ควร’ มีอะไรบางอย่างเหมือนกับคนในวัยเดียวกันหรือคนในวัยไม่ต่างกันนัก ในตอนนี้เราคิดว่าเรามีเงินเก็บประมาณหนึ่งมีเงินสำหรับพอลงทุนบางอย่างแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็คิดว่ายังไม่พออยู่ดี เพราะในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและคาดการณ์ไม่ได้เลย ความไม่แน่นอนนี่แหละคือความแน่นอน เราคิดว่าเงินเก็บและสิ่งของที่เราเก็บไว้บางอย่างมันค่อนข้างสำคัญนะ เพื่อที่จะวางแผนอนาคตต่อไป เพื่อที่จะสร้างความมั่นคงแล้วก็ตอบสนองต่อเป้าหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและแผนที่อยากที่จะทำต่อในปัจจุบัน

    ทั้งนี้จากคำถามเรามีความเห็นว่า การที่จะมีอะไรสักอย่างหนึ่งหรือความรู้สึกว่าต้องมีอะไรสักอย่างตามค่านิยมเราคิดว่ามันไม่จำเป็น เพราะแต่ละคนมีความต้องการ มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนมีรถตั้งแต่อายุ 20 ในขณะที่หลายคนที่อายุ 20 ไม่มีรถก็ไม่ได้แปลว่าคนอายุ 20 ที่ไม่มีรถเป็นคนล้มเหลว เราว่าไม่ควรที่จะเอาเรื่องของอายุมาตัดสินกัน  

    3

    พีพี (นามสมมติ) อายุ 24 ปี อาชีพ ผู้สื่อข่าว 

    มีเครื่องฟอกอากาศเป็นของตัวเอง

    ย้อนไปตั้งแต่เด็ก เราเป็นคนที่โตมากับขนบ ด้วยความที่เราเป็น LGBTQ+ เราก็จะอยู่ในค่านิยมที่ว่าจะต้องเรียนให้เลิศ จริงๆ เรารู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ถึงขนาดบังคับให้เราต้องกดดันตัวเองนะ คือเราก็ยอมรับเอาความคิดนี้มา เพราะเราอยากมีชีวิตที่ดี เราเป็นลูกชาวบ้านอยู่ต่างจังหวัด เราก็อยากไต่เต้า ขวนขวายผ่านการศึกษา เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประเด็นที่มันขาดหายไปคือ ‘ตัวตนของเรา’ มันหายไประหว่างทางด้วยระบบการศึกษาไทย ก็คือเราไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร เราเป็นคนที่ไม่มีความฝัน เรียนจบมาจนวันสุดท้ายที่ส่งธีสิสก็ยังไม่รู้เลยว่าเราจะไปทำมาหากินอะไร รู้สึกว่าฉันแค่เรียนดีมาตลอดทำงานปัง ทุกอย่างคะแนนเต็ม ได้เกียรตินิยม ได้ใบปริญญามาแล้วจะยังไงต่อวะ สุดท้ายมันก็เจอวิกฤติจากช่วงการเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนมาวัยทำงาน รู้สึกหลงทาง รู้สึกสับสน มืดแปดด้าน ครอบครัวก็ถามว่าจะทำอะไร จะทำงานหรือยัง หางานได้หรือยัง เราก็ ‘อึ้งงงงง’ (เน้นเสียง) คือเรียนจบมายังไม่ทันได้พักเลย ต้องหาแล้ว ชีวิตจะต้องรันต่อ 

    ทีนี้เราก็พยายามทำทุกโอกาสที่เข้ามาคือเราเป็นฟรีแลนซ์เขียนบทความตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ กลายเป็นว่ามีโอกาสหนึ่งเข้ามาจากการแนะนำของรุ่นพี่ก็คืองานข่าว พอเริ่มงานแรก เครียดมาก ร้องไห้ต่อกันเจ็ดวัน จำความรู้สึกได้เลยว่าโทรหาเพื่อนแล้วบอกเพื่อนว่า ‘มึงหรือกูไม่ไหววะ หรือกุยอมดีวะ’  เรารู้สึกว่าโลกการทำงานมันไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาดเลยอะ ไม่เหมือนตอนเรียนที่เรารู้สึกว่าเราลองผิดลองถูกได้ ทำผิดก็โดนหักคะแนน เขียนไม่เลิศก็คะแนนไม่ดี แต่คือชีวิตการทำงานทำให้รู้สึกว่าถ้าเราผิดพลาดคือเราต้องรับผิดชอบงานของเราที่มันจะไปกระทบคนอื่น 

    คำถามที่ถามตัวเองในงานแรกคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่เก่งหรือเปล่า” คือจากที่เราเป็นคนมั่นมาโดยตลอด เราประสบความสำเร็จ คะแนนดีมาตลอด เราคิดว่าเราเป็นตัวแม่ ‘ก็มาดิ’ พอมาทำงานจริงเรารู้สึกว่าเราตัวเล็กในองค์กรมาก เราตัวลีบ เราไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าลองทำ เราไม่ค่อยมีปากมีเสียง มันเกิดคำถามว่าเราทำหน้าที่ของตัวเองดีหรือยัง ทำไปเรื่อยก็มาถึงจุดที่ถามว่าเราเหมาะกับเส้นทางนี้อยู่ไหม 

    พอเปลี่ยนงานมันเริ่มรู้สึกเหมือนมั่นคงขึ้น เข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่โจทย์กลายเป็นโจทย์ใหม่ คือเราไม่ได้หลงทางในแบบที่เรารู้สึกตอนจบใหม่ๆ แล้ว มันกลายเป็นรู้สึกว่าสิ่งที่ทำคืองาน คือหน้าที่ไปแล้ว แม้ว่าจะได้คำตอบหรือเปล่าว่าชอบมันไหม งานหลักเป็นสิ่งที่ไม่ได้ชอบมากก็ได้ แต่เส้นคือ “แค่ทนกับมันได้หรือเปล่า” ถ้ายังทนกับมันได้ก็ทำต่อไปได้ ส่วนสิ่งที่ชอบเราก็ทำเสริมไป เช่น การเขียนบทความ 

    ส่วนแนวคิดเรื่องความมั่นคงในวัยนี้ เราเองไม่มีแพลนที่จะมีบ้าน มีรถ มีคอนโด หรือหนี้เป็นก้อน ไม่ได้มองว่าจะต้องได้เงินเดือนมากๆ ในอายุเท่านี้ จำได้เลยว่าวันนั้นนั่งอ่านสกู๊ปประมาณว่าคนรุ่นใหม่เขาไม่นิยมซื้อบ้านกันแล้ว เราก็มองหน้ากับเพื่อน แล้วพูดว่า ‘ก็จริง’ เมื่อวานฉันเพิ่งสั่งกระเป๋าแบรนด์เนมซึ่งกินเงินเดือนเราเป็นครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ ทำไมฉันต้องซีเรียสกับความมั่นคงขนาดนั้น ทั้งที่ฉันอยากเอนจอยกับโมเมนต์ อยากใช้ชีวิตในช่วงนี้ให้เต็มที่ เพราะถ้าแก่กว่านี้อาจกินเที่ยวไม่สนุกแบบนี้ด้วยซ้ำ 

    ส่วนประโยคคำถามที่ว่า “อายุเท่านี้มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง”  ประโยคนี้ใช้ไม่ได้กับทุกคน เรามีปัจจัยและชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนประสบความสำเร็จในอายุที่น้อยมาก เขาอาจมีแรงผลัก มีทุนทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ มันไม่มีทางเหมือนกัน การศึกษาไม่เหมือนกัน การซับพอร์ตลูกไม่เหมือนกัน มันไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเดียวกันได้อยู่แล้ว ถามว่าทุกวันนี้เรามีอะไร ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นชิ้นใหญ่ชิ้นโต เพราะตอนนี้ก็เช่าห้องพักอยู่ ยังโน่นนี่อยู่ เราไม่ได้มองว่ามันมีความสำคัญมากที่จะต้องมีอะไรเหมือนใครในเวลานี้ 

    การตัดสินใจเปลี่ยนงาน การดีลกับเงื่อนไขของงานที่ไม่ได้ชอบ
    การพยายามเก็บเงิน การดูแลครอบครัว 
    การนั่งใส่ใจตั้งคำถามแล้วมองหาคำตอบให้กับตัวเองว่า
    เราอยากจะทำงานอะไรจริงๆ กันแน่

    ฟังเรื่องราวของวัยรุ่นสร้างตัวทั้งสามคนแล้วก็ได้เห็นแง่มุมต่อชีวิตในวันวัยนี้ที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังเห็นได้ว่าการเดินทางของแต่ละคนเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขสังคม รวมถึงชีวิต ตัวตน และแนวคิดต่อคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ที่แตกต่างกัน และพวกเขาก็ต่างกำลังเติบโตในแบบของตัวเองผ่านการก้าวผ่านโจทย์ในช่วงชีวิตนี้ที่ไม่ได้ง่ายเลย ทั้งต้องผ่านการร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน ต้องผ่านวังวนของความกังวลใจหลายต่อหลายครั้ง ผ่านความเคว้งคว้างว่างเปล่า ผ่านเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่มั่นคงพอจะให้หายห่วง ผ่านโลกสวัสดิการที่อ่อนแอ และอีกมากมายที่วัยรุ่นปวดหลังจะต้องปะทะสังสรรค์-ต่อรองกับเงื่อนไขเหล่านี้เพื่อหาช่องทางเติบโตต่อไป การก้าวแต่ละสเต็ปของตัวเอง การยืนอยู่ที่เดิมได้ในแต่ละวัน หรือแม้แต่การถอยหลังกลับไปตั้งหลักใหม่ ล้วนใช้พลังงานชีวิตและความมุ่งมั่นไม่น้อย ถ้าหากว่าฤดูกาลออกดอกออกผลจะเดินทางมายังไม่ถึงก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

    อ้างอิง 
    Devon Price.(2565).ผ่อนชีวิต บิดขี้เกียจ[Laziness Does Not Exist](พิมพ์ครั้งที่ 1)(พรรษรัตน์ พลสุวรรณา, ผู้แปล).กรุงเทพฯ: broccoli, (ต้นฉบับพิมพ์ ค.ศ. 2021)