ป้ายกำกับ: culture&world

  • Earmarked Tax คืออะไร ทำไมประเทศที่ก้าวหน้าถึงไม่เทงบประมาณทุกอย่างรวมไว้ในกระเป๋าเดียว

    Earmarked Tax คืออะไร ทำไมประเทศที่ก้าวหน้าถึงไม่เทงบประมาณทุกอย่างรวมไว้ในกระเป๋าเดียว

    Earmarked Tax คืออะไร ทำไมประเทศที่ก้าวหน้าถึงไม่เทงบประมาณทุกอย่างรวมไว้ในกระเป๋าเดียว

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจมอยู่กับวิกฤตอุทกภัยและความเดือดร้อนระลอกใหญ่ รัฐบาลมหัศจรรย์ของเราช่างมีความสามารถในการจัดสรร ‘ความเร่งรีบ’ ได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการขีดเส้นตายเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อรวบอำนาจและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างงบประมาณของประเทศให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาเพียง 14 วัน นับจากวันที่ประกาศฯ ‘แบบเงียบๆ’

    เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า จู่ๆ ภาครัฐก็ผลักดันวาระดึงเม็ดเงินของ 4 องค์กรสำคัญ ตั้งแต่สื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุ, ไปจนถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ให้กลับไปกองรวมไว้ที่คลังกลาง

    สาระสำคัญของร่างกฎหมายชุดนี้คือการรวบตึงงบประมาณทั้งหมดกลับมาไว้ในกระเป๋าเดียว โดยมี “รัฐบาล” ซึ่งเราก็ยังไม่ไว้ใจสักเท่าไรนัก เป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการ เมื่อมองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระแสข่าวเรื่องเงินคงคลังที่พร่องลงจนแทบไม่เหลือ หรือการทุ่มงบประมาณไปกับนโยบายระยะสั้นที่ให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย การจะยกเงินก้อนโตมาให้รัฐบาลชุดนี้บริหาร จึงชวนให้ใจคอไม่ดีเอาเสียเลย

    ยิ่งไปกว่านั้น การที่ภาครัฐพยายามจะเข้าไป “จัดระเบียบการเงิน” ของสื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS ยิ่งทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ เมื่อเราเห็นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการสื่อในความดูแลของภาครัฐ ความกังวลที่ว่า Thai PBS จะถูกกลายร่างเป็นเพียงกระบอกเสียงของรัฐบาลจึงไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย

    ไม่เพียงเท่านั้น ความย้อนแย้งยังปรากฏให้เห็นเด่นชัด เมื่อรัฐบาลอ้างความจำเป็นเรื่องการรัดเข็มขัดและวินัยการคลังเพื่อดึงเงินจากกองทุนสร้างเสริมสังคมกลับคลัง แต่ในเวลาเดียวกัน มืออีกข้างกลับพร้อมใจที่จะทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับโครงการหวือหวาอย่าง TH-AI Passport ที่นำเงินงบประมาณไปเหมาจ่ายซื้อสิทธิ์ AI มาแจกจ่าย โดยที่สังคมยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและโจทย์ปัญหาที่แท้จริง

    ภายใต้วาทกรรมสวยหรูที่ถูกยกมาท่องจำอย่างคำว่า “วินัยการเงินการคลัง” คำถามสำคัญที่สังคมต้องขบคิดร่วมกันคือ ในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตเฉพาะหน้า การรีบเร่งรวบอำนาจงบประมาณเช่นนี้ คือการจัดระเบียบเพื่ออนาคต หรือเป็นการฉวยโอกาสพรากเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันออกจากมือสังคม?

    หากเราต้องการอ่านเกมนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง เราอาจต้องถอยกลับมาตั้งต้นที่รากเหง้าทางเศรษฐศาสตร์การคลังของเม็ดเงินก้อนนี้ ที่ทั่วโลกเรียกว่า Earmarked Tax หรือถ้าแปลความหมายตามรากศัพท์ดั้งเดิม มันคือ “ภาษีที่ถูกตีตราที่หู” ซึ่งมันคืออะไรนะ มาทำความเข้าใจกันต่อจากนี้เลย

     

    Earmarked Tax: เรื่องเล่าของ “ตราหู”

    หากแปลความหมายตามรากศัพท์ดั้งเดิม คำว่า Earmarked Tax คือ “ภาษีที่ถูกตีตราที่หู”

    เรื่องเล่านี้ย้อนกลับไปในอดีต ณ สังคมเกษตรกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เมื่อเจ้าของฟาร์มปล่อยสัตว์จำนวนมากลงไปหากินร่วมกันในทุ่งหญ้ากว้าง ปัญหาคลาสสิกที่มักเกิดขึ้นคือ ความสับสนว่าสัตว์ตัวไหนเป็นของใคร หรือสัตว์ตัวใดถูกเตรียมไว้สำหรับภารกิจอะไร ทางออกที่เรียบง่ายของคนยุคนั้นคือการนำเหล็กเผาไฟมาประทับลงบน “ใบหู” ของสัตว์แต่ละตัว เพื่อทำเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ห้ามใครแอบอ้างสิทธิ์ ห้ามสับขาหลอก และห้ามนำไปใช้ผิดประเภท

    เมื่อแนวคิดนี้ถูกหยิบยกเข้ามาสู่โลกแห่งเศรษฐศาสตร์และการคลัง มันจึงกลายมาเป็นกลไกที่เรียกว่า Earmarked Tax หรือการทำเครื่องหมายตีตราเม็ดเงินภาษีตั้งแต่ถูกจัดเก็บ

    ในทางปฏิบัติ เครื่องมือนี้มักมาในรูปของ “ภาษีส่วนเพิ่ม” เช่น การจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมจากกิจกรรมหรือสินค้าที่สร้างภาระและต้นทุนระยะยาวต่อสังคม อย่างสุราและยาสูบ แทนที่เม็ดเงินก้อนนี้จะไหลเข้าสู่คลังกลาง เพื่อรอให้ผู้มีอำนาจจัดสรรตามดุลพินิจ รัฐจึง “ตีตรา” เม็ดเงินเหล่านั้น วิ่งตรงดิ่งไปยังกระเป๋าเฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่เยียวยาสังคมและสร้างภูมิคุ้มกันโดยตรง

    หลักการนี้จึงทำหน้าที่สะท้อนความยุติธรรมแบบ Polluter-Pays (ผู้สร้างภาระสังคมต้องร่วมจ่ายภาษีสังคม) พร้อมๆ กับการเป็นหลักประกันว่า งานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจะไม่ต้องไปสะดุดหยุดลง หรือต้องไปนั่งลุ้นงบประมาณรายปีที่มักผันแปรตามทิศทางทางการเมือง

     

    Earmarked Tax ในระดับสากล: เมื่อภาษีตีตราหูกลายเป็นเครื่องมือทางการคลัง

    หากคิดว่าการตีตราวัตถุประสงค์ของเม็ดเงินภาษีเป็นเรื่องแปลกปลอมหรือล้าหลัง ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือที่เรียกว่า Earmarked Tax นี้ ถูกใช้อย่างแพร่หลายและประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายที่สร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับภารกิจเฉพาะด้าน โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับความผันผวนทางการเมือง

    หากมองข้ามช็อตไปดูตัวอย่างในระดับสากล เราจะพบว่าหลายประเทศชั้นนำต่างก็มี “กระเป๋าเงินเฉพาะกิจ” ที่ถูกล็อกวัตถุประสงค์ไว้ด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน:

    • กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย (สวีเดนและนอร์เวย์): โดดเด่นอย่างมากในการใช้ Environmental Earmarking ผ่านการจัดเก็บภาษีคาร์บอนและภาษีสิ่งแวดล้อม เม็ดเงินทุกโครนที่จัดเก็บได้จากผู้สร้างภาระทางมลพิษ จะไม่ไหลเข้าคลังกลางปะปนกับงบรายจ่ายทั่วไป แต่ถูกตีตราและวิ่งตรงดิ่งไปสนับสนุนกองทุนพัฒนาพลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และการฟื้นฟูธรรมชาติโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายการรักษาสิ่งแวดล้อมจะไม่สะดุดหยุดลงแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนขั้ว
    • สหรัฐอเมริกา (ระบบกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและทางหลวง): ในระดับรัฐและfederal มีการใช้ Gasoline Tax หรือภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกล็อกวัตถุประสงค์ไว้อย่างตายตัว (Highway Trust Fund) ว่ารายได้จากการเติมน้ำมันทุกแกลลอนจะต้องถูกส่งกลับมาซ่อมแซมถนน สะพาน และพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น ผู้ขับขี่เต็มใจจ่ายเพราะรู้ว่าเงินของตนไม่ได้ถูกโยกไปละลายกับงบกระทรวงอื่น แต่กลับมาอยู่บนพื้นถนนที่พวกเขาวิ่งอยู่จริงๆ
    • ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร (ด้านสุขภาพและสื่อสาธารณะ): มีการใช้กลไกเม็ดเงินเฉพาะกิจเพื่อค้ำจุนระบบสาธารณสุขและกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและสุขภาวะของประชาชนต้องตกเป็นตัวประกันของงบประมาณรายปีที่มักถูกตัดทอนตามสถานการณ์การเมือง

    ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มองว่าเม็ดเงินที่มี “ตราหู” คือความเกะกะระรานที่ขัดขวางการบริหาร แต่พวกเขากลับมองว่ามันคือหลักประกันว่าภาระที่สังคมต้องแบกรับ จะถูกสะท้อนกลับมาเยียวยาด้วยงบประมาณที่ตรงจุดและมั่นคง โดยมีความโปร่งใสและการประเมินผลเป็นเครื่องค้ำจุนความเชื่อมั่น

     

    มุมมองและข้อกังวลของนักเศรษฐศาสตร์: พร้อมทางออกที่โลกสากลเลือกใช้

    แม้ Earmarked Tax จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในระดับสากล แต่หากมองผ่านเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์สายกระแสหลัก ก็ยังมีข้อกังวลคลาสสิกหลายประการ ทั้งความกังวลว่าการล็อกเม็ดเงินไว้ตายตัวจะทำลายความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณ หรือความเสี่ยงที่หน่วยงานซึ่งมีงบผูกพันตายตัวอาจขาดแรงจูงใจในการบริหารจัดการอย่างประหยัดและคุ้มค่า

    ข้อกังวลเหล่านี้ทำให้ในทางทฤษฎีการคลัง ภาครัฐหลายแห่งมักพยายามจำกัดสัดส่วนของภาษีประเภทนี้ เพื่อให้กระเป๋ากลางของประเทศมีความยืดหยุ่นสูงสุดในการบริหารจัดการภาพรวม

    ทว่า คำถามสำคัญก็คือ เมื่อในทางทฤษฎีมันมีข้อกังวลเหล่านี้ แล้วประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจัดการอย่างไรกับปัญหาดังกล่าว?

    คำตอบคือ ประเทศเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการยุบเลิกกระเป๋าเฉพาะกิจ หรือใช้วิธีกวาดเงินทั้งหมดกลับเข้าคลังกลางตามอำเภอใจ แต่สิ่งที่นานาชาติเลือกทำเพื่อรับมือกับความกังวลเรื่องความไร้ประสิทธิภาพ คือการสร้าง “ระบบธรรมาภิบาลและการประเมินผลที่รัดกุม”

    กล่าวคือ หากระบบมีช่องโหว่ ทางออกที่ถูกต้องตามหลักสากลคือการยกระดับตัวชี้วัดความคุ้มค่า เปิดให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างโปร่งใสทุกๆ 3-5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่มีการตีตราหูนั้นทำงานได้คุ้มค่าจริงๆ ไม่ใช่การใช้ข้อจำกัดทางทฤษฎีมาเป็นเครื่องมือตีความ เพื่อดึงเม็ดเงินทั้งหมดกลับสู่คลังกลาง

     

    เมื่อ “การตรวจสอบ” กับ “การยึดอำนาจ” ถูกจับมาปนกัน

    แน่นอนว่า การตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า กองทุนหรือองค์กรที่ได้รับเม็ดเงินจาก Earmarked Tax จะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ หรือถูกยกเว้นจากการตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาล

    ในทางตรงกันข้าม การเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบความโปร่งใส คุ้มค่า และผลสัมฤทธิ์ของงาน คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบนี้มีความยั่งยืนและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

    ทว่า สิ่งที่เราต้องแยกแยะให้เด็ดขาดจากกันก็คือ เส้นแบ่งระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การยึดอำนาจจัดการ” ซึ่งเป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง

    การตรวจสอบ คือกระบวนการที่สร้างความโปร่งใส เปิดเผย และเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาสังคม หรือองค์กรอิสระเข้ามาถ่วงดุล เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินทุกบาทถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการตีตราหู แต่มันยังคงรักษา “ความคล่องตัว” และอิสระในการทำงานของคนหน้างานเอาไว้ได้

    แต่สิ่งที่เรากำลังเห็นจากร่างกฎหมายฉบับนี้ กลับไม่ใช่การพัฒนาระบบตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มันคือการใช้วาทกรรมเรื่องวินัยการคลังมาเป็นเครื่องมือในการ “รวบตึงและยึดอำนาจการบริหารจัดการ” กลับไปสู่ส่วนกลาง โดยทำลายกระเป๋าเงินเฉพาะกิจที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะทางให้พังทลายลง

     

    บทเรียนจากกระเป๋าเงินครอบครัว: เมื่อการจัดระเบียบกลายเป็นการ “รวบกระเป๋า”

    เรื่องนี้หากจะให้เห็นภาพที่ใกล้ตัวที่สุด ก็คงไม่ต่างอะไรกับการบริหารจัดการเงินในครอบครัว 

    ในยามที่สถานการณ์การเงินของบ้านฝืดเคือง เงินสำรองร่อยหรอลงจนน่ากังวล สิ่งที่ผู้บริหารจัดการในบ้านควรทำเป็นอันดับแรกคือการทบทวนวินัยทางการเงินของตนเอง ตรวจสอบการใช้จ่ายในภาพรวม และปรับลดรายจ่ายส่วนเกินที่ไม่จำเป็น

    ไม่ใช่การเลือกเดินไปหยิบ “กระเป๋าเงินเฉพาะกิจ” ที่มีการแยกเก็บเป็นสัดส่วนไว้อย่างชัดเจน เช่น กระเป๋าค่าเทอมของลูก กระเป๋ากองทุนค่ารักษาพยาบาลยามฉุกเฉิน หรือกระเป๋าเงินสะสมสำหรับสร้างเสริมทักษะอนาคต แล้วกวาดเงินทั้งหมดมารวมไว้ที่กระเป๋าใบกลางในขณะที่ตัวพ่อแม่เองยังใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พร้อมกับนิยามการกระทำนั้นว่าเป็นการ “จัดระเบียบเพื่อให้ครอบครัวมีวินัย”

    ตรรกะในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่สมาชิกในบ้านเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนถึงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยการดึงเอาความมั่นคงของกระเป๋าเฉพาะทางมากลบความตึงตัวในกระเป๋าหลัก

    เมื่อการตรวจสอบถูกใช้เป็นเหตุผลในการดึงงบกลับไปกองรวมไว้ที่คลังกลาง สิ่งที่จะสูญหายไปจึงไม่ใช่แค่ความยืดหยุ่นในการทำงานขององค์กรทั้งสี่แห่ง แต่คือโครงสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ของสังคมที่ร่วมกันสร้างขึ้นมาอย่างยาวนาน

  • โปรดอยู่ต่อเถอะนะ ก่อนที่เด็กอีกคนจะเงียบหายไป: บทเรียนจากกลุ่ม Please Stay Movement กลุ่มแม่ที่เปลี่ยนความเศร้าโศกของตัวเองให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่ต้องการเห็นเด็กสิงคโปร์คนไหนยุติชีวิตตัวเอง

    โปรดอยู่ต่อเถอะนะ ก่อนที่เด็กอีกคนจะเงียบหายไป: บทเรียนจากกลุ่ม Please Stay Movement กลุ่มแม่ที่เปลี่ยนความเศร้าโศกของตัวเองให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่ต้องการเห็นเด็กสิงคโปร์คนไหนยุติชีวิตตัวเอง

    โปรดอยู่ต่อเถอะนะ ก่อนที่เด็กอีกคนจะเงียบหายไป: บทเรียนจากกลุ่ม Please Stay Movement กลุ่มแม่ที่เปลี่ยนความเศร้าโศกของตัวเองให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่ต้องการเห็นเด็กสิงคโปร์คนไหนยุติชีวิตตัวเอง

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    ทุกวันนี้ เด็กวัยรุ่นหนึ่งคนจากครอบครัวดีๆ ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ กำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต คำถามที่เกิดขึ้นกับพวกเขาไม่ใช่ “จะเรียนอะไรต่อ” หรือ “อยากเป็นอะไรตอนโตขึ้น” แต่เป็น “ควรมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่”

    ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นความจริงที่หดหู่ใจ การยุติชีวิตเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามสำหรับเยาวชนอายุ 15-29 ปี ทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจากการยุติชีวิตมากกว่า 720,000 คนต่อปี ทุกๆ 40 วินาที มีชีวิตหนึ่งที่จากไปด้วยวิธีนี้

    มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแค่ในประเทศไกลๆ ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญวิกฤตนี้อย่างรุนแรง การยุติชีวิตเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของเด็กไทยอายุ 15-19 ปี และสิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ เด็กไทยอายุ 13-17 ปี ถึง 17.6% เคยคิดจริงจังเรื่องการยุติชีวิต หมายความว่าในห้องเรียนที่มีนักเรียน 30 คน อาจมีเด็กถึง 5-6 คนที่เคยคิดจะจบชีวิตตัวเอง

    เมื่อเด็กติดอยู่ใน “กับดักหลายชั้นของสังคม” และพวกเขาไม่รู้ว่าจะพาตัวเองต้องออกจากตรงนั้นอย่างไร

    เพราะอะไรเด็กในยุคนี้ถึงต้องเผชิญกับความมืดมิดจนคิดว่าการยุติชีวิตคือทางออกเดียว คำตอบอาจไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กสมัยนี้อ่อนแอ” หรือ “ผลการเรียนไม่ดี” เด็กวัยรุ่นในปัจจุบันกำลังติดอยู่ใน “กับดักหลายชั้น” ของปัญหาต่างๆ ที่มาพร้อมกันจนหาทางออกไม่ได้

    ชั้นแรกของกับดักคือโซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายเป็นดาบสองคมในชีวิตเด็กๆ การศึกษาพบว่าเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 3 เท่า และการศึกษาระยะยาว 10 ปี เผยให้เห็นว่าเด็กหญิงอายุ 13 ปีที่ใช้โซเชียลมีเดีย 2-3 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงยุติชีวิตสูงขึ้นเมื่อโตเป็นวัยรุ่น เหตุผลมาจาก การถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา การได้รับอิทธิพลจากเนื้อหาเชิงลบ และการเห็นเนื้อหาเกี่ยวกับการยุติชีวิตและทำร้ายตัวเองจนชินตา

    ชั้นที่สองคือผลพวงจากโควิด-19 ที่หลายคนคิดว่าผ่านไปแล้ว แต่ความจริงคือบาดแผลทางจิตใจยังไม่หาย ในช่วงการระบาดใหญ่ ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเยาวชนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทั่วโลก การปิดโรงเรียน การสูญเสียการติดต่อสังคม การแยกตัวที่ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง และการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน ส่งผลให้สมองของเด็กเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าปกติ การศึกษาพบว่าเด็กที่ผ่านการระบาดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสมองที่เร่งขึ้น ส่งผลต่อการประมวลผลอารมณ์

    ชั้นที่สามคือความกดดันทางวิชาการที่กลายเป็นการแข่งขันเอาชีวิต การศึกษาล่าสุดพิสูจน์ว่าความกดดันทางวิชาการเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการยุติชีวิตในวัยรุ่นในไทย การศึกษากับนักเรียนมัธยมพบว่าสาเหตุหลักคือความคาดหวังของพ่อแม่เรื่องผลการเรียน การถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาครอบครัว ความรักวัยรุ่น การขาดทักษะจัดการความเครียด การเลียนแบบจากโซเชียลมีเดีย และการใช้สารเสพติด

    ชั้นสุดท้ายคือการสูญเสียความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย เมื่อเด็กต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าไม่มีใครเป็นพยานหรือตอบสนองต่อการกระทำของตน ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่สำคัญ และเริ่มสงสัยขอบเขตระหว่างความเป็นจริงกับจินตนาการ กลุ่มที่เสี่ยงพิเศษคือเยาวชน LGBTQ+ โดยที่  39% ของเยาวชนกลุ่มนี้เคยคิดจริงจังเรื่องการยุติชีวิต และ 12% เคยพยายามยุติชีวิต รวมถึงเยาวชนในพื้นที่ชนบทที่มีอัตราการยุติชีวิตสูงกว่าในเมือง

    เรื่องราวจากสิงคโปร์: เมื่อความเศร้าโศกของแม่กลายเป็นพลังที่ทำให้ทุกคนในสังคมตระหนักว่าการยุติชีวิตของเด็กและเยาวชนคนหนึ่งเป็นเรื่องของคนทุกคนในสังคม

    ในวันที่ 29 ตุลาคม 2019 กลุ่มแม่ในสิงคโปร์ที่ผ่านความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้ตัดสินใจรวมตัวกัน พวกเธอไม่ได้เลือกที่จะซ่อนความเจ็บปวดในใจ แต่เลือกที่จะเปลี่ยนความเศร้าโศกเป็นแรงผลักดันเพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวอื่นต้องเจอสิ่งที่พวกเธอเจอ

    คุณดอรีน โค เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง PleaseStay Movement เธอสูญเสียลูกชายวัย 11 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 2017 ลูกชายของเธอเป็นเด็กที่กำลังต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าและความกดดันทางวิชาการ เมื่อได้ผลการเรียนที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เขารู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงจนตัดสินใจยุติชีวิต สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคุณดอรีนคือการรู้ว่าลูกชายเธอต่อสู้กับความมืดมิดในใจคนเดียว โดยที่เธอไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร

    คุณอีเลน อีกหนึ่งแม่ในกลุ่ม สูญเสียลูกชายวัย 17 ปี ที่ยุติชีวิตตัวเองในเดือนตุลาคม 2018 แม้ว่าลูกชายของเธอดูจะเป็นเด็กที่มีความสุขจากภายนอก แต่เขากำลังต่อสู้กับความทุกข์ภายในที่ไม่มีใครรู้ สิ่งที่ทำให้อีเลนเจ็บปวดมากที่สุดคือการตระหนักว่าเธอไม่เคยรู้จักลูกชายตัวเองอย่างแท้จริง

    คุณเจนนี่ เตียว คุณตัน เลย์ ผิง และคุณวาเลอรี ลิม สมาชิกของ Please Stay Movement ล้วนเป็นแม่ที่ผ่านประสบการณ์การสูญเสียบุตรหลานในลักษณะเดียวกัน ความเจ็บปวดที่พวกเธอแบ่งปันกันไม่ได้ทำให้พวกเธออ่อนแอลง แต่กลับทำให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อต่อสู้กับปัญหาที่ใหญ่กว่าความเศร้าโศกส่วนตัว

    วิสัยทัศน์ของ PleaseStay Movement คือ “เพื่อให้สิงคโปร์ที่ไม่มีเยาวชนคนใดต้องสูญเสียจากการยุติชีวิต” พันธกิจของพวกเธอคือการมีส่วนร่วมกับรัฐบาล หน่วยงานต่างๆ และสาธารณชนผ่านการแบ่งปันประสบการณ์ การระบุช่องว่างของบริการสุขภาพจิตจากภาครัฐ การเสนอแนวทางแก้ไขทางเลือก เพื่อให้เกิดแนวทางเชิงระบบในการป้องกันการยุติชีวิตในกลุ่มเด็กและเยาวชน

    สิ่งที่พวกเธอขับเคลื่อนไม่ใช่แค่การรณรงค์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ พวกเธอเรียกร้องให้สิงคโปร์มีกลยุทธ์ระดับชาติในการป้องกันการยุติชีวิตที่ประสานงานและบูรณาการ ส่งเสริมการสื่อสารที่รับผิดชอบ เช่น การใช้คำว่า “เสียชีวิตจากการยุติชีวิต” แทน “กระทำอัตวินิบาตกรรม” และผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันหลายภาคส่วน ตั้งแต่รัฐบาล ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน โรงเรียน องค์กรสื่อ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครอง องค์กรศาสนา ไปจนถึงเยาวชนเอง

    ผลจากการขับเคลื่อนของ Please Stay Movement ทำให้กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ต้องยอมรับว่าข้อเสนอของพวกเธอสอดคล้องกับแผนการจัดตั้งหน่วยงานสุขภาพจิตแห่งชาติ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเมื่อความเศร้าโศกส่วนตัวกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสาธารณะ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ 

    การยุติชีวิตของเด็ก: สัญญาณเตือนของสังคม

    เมื่อเด็กตัดสินใจยุติชีวิต สิ่งแรกที่สังคมมักจะทำคือชี้นิ้วไปที่ครอบครัว ตำหนิว่าพ่อแม่ดูแลไม่ดี หรือเด็กอ่อนแอ แต่ความจริงคือ การยุติชีวิตของเด็กไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวหนึ่งๆ มันเป็นสัญญาณเตือนที่สังคมทั้งหมดต้องหยุดและพิจารณา

    เมื่อในสังคมหนึ่งมีเด็กจำนวนมากที่คิดว่าชีวิตไม่มีค่าพอที่จะมีอยู่ต่อไป นั่นหมายความว่าสังคมนั้นมีอะไรบางอย่างผิดพลาดอย่างร้ายแรง อาจเป็นระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันจนเด็กรู้สึกว่าคุณค่าของตนขึ้นอยู่กับผลการเรียนเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ที่ทำให้เด็กไม่มีที่ปลอดภัยในการแสดงความรู้สึกและขอความช่วยเหลือ หรืออาจเป็นความกดดันจากสื่อสังคมที่ทำให้เด็กต้องเผชิญกับการเปรียบเทียบและการตีตราอย่างต่อเนื่อง

    สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันสะสมมาจากการที่เราละเลยความต้องการทางจิตใจของเด็ก การที่เราให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์มากกว่าความสุข การที่เราสร้างสังคมที่เด็กรู้สึกว่าต้องเป็น “เด็กดี” ตลอดเวลาโดยไม่มีพื้นที่ในการผิดพลาดหรือเรียนรู้

    ถึงเด็กๆ ที่กำลังเจ็บปวด จากกองบรรณาธิการ Mappa

    หากตอนนี้มีเด็กๆ กำลังอ่านบทความนี้และรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในความมืดมิด พวกเราอยากให้รู้ว่าพวกเธอไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนหลายล้านคนทั่วโลกที่เคยรู้สึกเหมือนเธอ และพวกเขาผ่านมันมาได้ ความเจ็บปวดที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ไม่ได้ถาวร แม้ว่าจะรู้สึกเหมือนไม่มีทางออก แต่ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนแปลงได้

    มีคนรอที่จะช่วยพวกเธออยู่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน ครู หรือผู้เชี่ยวชาญ มีคนที่พร้อมฟังและช่วยเหลือ และสิ่งสำคัญที่สุด ชีวิตเธอมีความหมาย แม้ว่าตอนนี้เธออาจจะยังมองไม่เห็น แต่เธอมีผลกระทบเชิงบวกต่อคนรอบข้างมากกว่าที่เธอคิด การที่เธอยังคงหายใจอยู่ในวันนี้แสดงว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่เธอคิด

    ถึงพ่อแม่และผู้ใหญ่ทุกคน : พวกเราคือเครือข่ายความปลอดภัย

    สำหรับพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่กำลังกังวลเรื่องเด็กๆ การรู้จักสัญญาณเตือนอาจช่วยชีวิตเด็กๆ ได้ สัญญาณทางพฤติกรรมที่ต้องระวังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการนอนหรือการกิน การถอนตัวจากเพื่อนและครอบครัว การไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ การมอบของสำคัญให้คนอื่น และพฤติกรรมเสี่ยงที่ผิดปกติ

    สัญญาณทางอารมณ์ที่ควรเฝ้าระวังคือความรู้สึกสิ้นหวังหรือไร้ค่า ความโกรธหรือความหงุดหงิดที่รุนแรง ความวิตกกังวลที่รุนแรง และการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็ว ส่วนสัญญาณทางคำพูดที่ต้องตั้งใจฟังคือ “ฉันอยากตาย” “ฉันอยากหายไป” “ทุกคนจะดีกว่าถ้าฉันไม่อยู่” “ฉันไม่ไหวแล้ว” และการพูดถึงความตายบ่อยๆ

    เมื่อสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้แล้ว สิ่งแรกคืออย่าเพิกเฉย แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นการ “หาเรื่อง” หรือ “ต้องการความสนใจ” แต่ทุกสัญญาณต้องถือว่าจริงจัง เราสามารถเริ่มบทสนทนาโดยการถามอย่างตรงไปตรงมาเช่น “ลูก/หนู คิดทำร้ายตัวเองไหม?” การถามไม่ได้เพิ่มความเสี่ยง แต่ทำให้เห็นว่าเราไม่มองข้ามสัญญาณเตือนจากพวกเขา อย่างไรก็ดีการถาม หรือการเปิดบทสนทนานี้มีพื้นฐานความสัมพันธ์เป็นจุดเริ่มต้น การฟังอย่างไม่ตัดสินจึงเป็นทักษะสำคัญ การให้เวลาและพื้นที่ในการแสดงความรู้สึก ไม่ต้องรีบหาทางแก้ จะช่วยสร้างพื้นฐานความสัมพันธ์แบบนี้ จากนั้นต้องขอความช่วยเหลือทันที โดยติดต่อผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาล หรือสายด่วนวิกฤต และสิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวจนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม

    ความสัมพันธ์: “การมีอยู่จริง” ของผู้ใหญ่สักคนในชีวิตเด็ก ก็สามารถลดการยุติชีวิตของเด็กได้

    หัวใจสำคัญของการป้องกันการยุติชีวิตของเด็กและเยาวชนอยู่ที่ความรู้สึกเชื่อมโยงถึงกันในแต่ละความสัมพันธ์ การที่เด็กๆ รู้สึกเชื่อมโยงกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่สักคนในชีวิตของเขา ก็ช่วยลดการยุติชีวิตของตัวเองลงได้อย่างมาก การศึกษาจากทั่วโลกพิสูจน์ว่า การสนับสนุนทางสังคมและการเชื่อมโยงเป็นปัจจัยป้องกันที่สำคัญที่สุด ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นเสาหลักที่สำคัญ เด็กที่รู้สึกได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองมีความเสี่ยงต่อการยุติชีวิตลดลงอย่างมาก แต่ครอบครัวเพียงอย่างเดียวไม่พอ การมีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจในชุมชน เช่น ครู โค้ช หรือผู้นำศาสนา สามารถช่วยป้องกันการยุติชีวิตได้ แม้ในกรณีที่ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองไม่ดี เพื่อนที่แท้จริงก็มีความสำคัญ การมีเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็งและเป็นบวกช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก เด็กที่มีเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจมีความยืดหยุ่นในการจัดการความเครียดมากขึ้น

    โรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งแวดวงสำคัญ สภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ปลอดภัย เป็นมิตร และส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์มีประสิทธิภาพในการป้องกันการยุติชีวิต การสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันต้องใช้ความตั้งใจ เวลา และความอดทน

    การใช้ภาษาที่รักษาชีวิต

    PleaseStay Movement มีการรณรงค์สำคัญ​ที่ชวนให้พวกเราตระหนักถึงความสำคัญของ “ภาษา” และให้ตระหนักว่าแม้แต่คำพูดก็สามารถช่วยชีวิตหรือทำลายชีวิตได้ เมื่อเราพูดถึงคนที่กำลังประสบปัญหา การใช้คำว่า “เป็นคนอ่อนแอ” “ขี้แพ้” “ไม่เข้มแข็ง” จะทำให้พวกเขายิ่งปิดใจ ในขณะที่คำว่า “กำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก” “ต้องการความช่วยเหลือ” จะเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

    สำหรับสื่อ การหลีกเลี่ยงการแบ่งปันรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการ การมุ่งเน้นไปที่ชีวิตของผู้เสียชีวิตมากกว่าการเสียชีวิต การระบุหมายเลขสายด่วนหรือแหล่งช่วยเหลือเสมอ และการส่งเสริมเรื่องราวของผู้รอดชีวิตและความหวัง ล้วนเป็นแนวปฏิบัติที่ช่วยลดการเลียนแบบและเพิ่มการขอความช่วยเหลือ

    สำหรับสาธารณชน การพูดคุยเรื่องการยุติชีวิตอย่างมีสติ การยอมรับว่าความคิดยุติชีวิตและภาวะซึมเศร้าไม่เลือกปฏิบัติ การสนับสนุนให้คนที่กำลังประสบปัญหาขอความช่วยเหลือ และการสานต่อบทสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพจิต จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยทางจิตใจ

    คำแนะนำปฏิบัติที่ทุกคนทำได้

    การสร้างบรรยากาศปลอดภัยในบ้านเริ่มต้นจากการฟังโดยไม่ตัดสิน เมื่อลูกมาเล่าเรื่องที่ดูเหมือน “เรื่องเล็ก” สำหรับผู้ใหญ่ แต่เป็น “เรื่องใหญ่” สำหรับเขา ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขา ไม่ใช่ขนาดของปัญหา การจัดเวลาคุณภาพให้ลูกได้พูดคุยโดยไม่มีการรบกวน ไม่มีมือถือ ไม่มีการตัดสิน เพียงแค่อยู่ด้วยกันและฟัง อาจฟังดูง่าย แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน เวลาที่ให้ความสนใจ 100% เป็นของขวัญที่มีค่าที่สุด

    การแสดงความรักโดยไม่มีเงื่อนไขหมายความว่าให้ลูกรู้ว่าความรักของพ่อแม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเรียนหรือความสำเร็จ การเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของลูก เข้าใจเทคโนโลยี เกม โซเชียลมีเดีย และสิ่งที่ลูกสนใจ เพื่อสามารถพูดคุยได้ จะทำให้พ่อแม่เข้าถึงโลกใจของลูกได้มากขึ้น

    การลดความกดดันที่ไม่จำเป็นเริ่มจากการปรับความคาดหวัง ความฝันของพ่อแม่สำหรับลูกอาจเป็นฝันร้ายของเขา มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขดีกว่าประสบความสำเร็จแต่ทุกข์ การเน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ ชมเชยความพยายามและการเรียนรู้มากกว่าเกรดหรือการแข่งขัน การให้เวลาพักผ่อน และการสอนให้รู้ว่าความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้ จะช่วยลดแรงกดดันที่เด็กรับรู้

    สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา การเรียนรู้สัญญาณเตือนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะครูอยู่กับเด็กทุกวันจึงสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด การสร้างบรรยากาศชั้นเรียนที่ปลอดภัย ห้ามการกลั่นแกล้ง ส่งเสริมการยอมรับความแตกต่าง การลดการแข่งขันที่ไม่จำเป็น โฟกัสที่การเรียนรู้และการพัฒนาตนเองไม่ใช่แค่การแข่งขันเอาชนะคนอื่น และการรู้จักส่งต่อเมื่อสงสัยว่าเด็กมีปัญหา เป็นทักษะที่ครูทุกคนควรมี

    เพื่อนและเยาวชนด้วยกันมีบทบาทสำคัญไม่แพ้ผู้ใหญ่ การเป็นที่ปรึกษาที่ดี ฟังเพื่อนโดยไม่ตัดสิน ไม่ดูถูก และไม่ทิ้งไป การรู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อเพื่อนพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ต้องบอกผู้ใหญ่ทันทีแม้ว่าเพื่อนจะห้าม การไม่แชร์เนื้อหาที่เป็นอันตราย หยุดการแชร์วิธีการทำร้ายตัวเอง หรือเนื้อหาที่ส่งเสริมการยุติชีวิต และการมองหาสัญญาณในโซเชียลมีเดีย หากเห็นเพื่อนโพสต์เนื้อหาที่น่าเป็นห่วงต้องแจ้งผู้ใหญ่

    ชุมชนและผู้นำชุมชนสามารถช่วยได้โดยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย จัดกิจกรรมที่เด็กสามารถมาใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ การฝึกอบรมอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมเบื้องต้นเรื่องการดูแลสุขภาพจิต การลดการตีตราโดยสร้างความเข้าใจว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติที่รักษาได้ และการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือโดยเชื่อมโยงระหว่างครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานสุขภาพ

    เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ

    ต้องกังวลเมื่อลูกเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างผิดปกติมากกว่า 2 สัปดาห์ หยุดทำสิ่งที่เคยสนใจทั้งหมด มีการพูดถึงความตายหรือการหายไป มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่เคยมี หรือไม่นอนไม่กินหรือนอนกินมากผิดปกติ

    ในประเทศไทย สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการ 24 ชั่วโมงฟรี โรงพยาบาลใกล้บ้านส่วนใหญ่มีแผนกจิตเวช มีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เอกชน และที่ปรึกษาในโรงเรียน แต่ต้องเลือกคนที่มีคุณภาพ ในกรณีฉุกเฉิน หากลูกกำลังทำร้ายตัวเองหรือจะทำ ให้โทร 1669 หรือพาไปห้องฉุกเฉินทันที และอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวเด็ดขาด

     

    ให้เด็กๆ จำไว้ว่า “พวกเราอยู่ตรงนี้เสมอ” 

     

    การป้องกันการยุติชีวิตไม่ใช่งานของหมอหรือครูเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม เริ่มต้นจากบ้านของเราเอง แม่ๆ ใน PleaseStay Movement บอกกับเราว่า การที่เราพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดเผย การที่เราแสดงให้ลูกเห็นว่าการขอความช่วยเหลือคือความกล้าหาญไม่ใช่ความอ่อนแอ และการที่เราให้ความรักโดยไม่มีเงื่อนไข คือสิ่งที่อาจช่วยชีวิตลูกเราได้

    ความหวังมาจากการที่เราเข้าใจว่า การยุติชีวิตสามารถป้องกันได้ ตัวเลขจากทั่วโลกพิสูจน์ว่า เมื่อสังคมให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจัง เราสามารถช่วยชีวิตเด็กๆ ได้ ประเทศที่มีแผนป้องกันการยุติชีวิตระดับชาติสามารถลดอัตราได้อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกัน เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

    ทุกคืนที่เราเข้าไปดูลูกก่อนนอน ขณะที่เขาหลับสนิท ใบหน้าผ่อนคลาย เราควรจำไว้ว่าคำว่า “พ่อแม่อยู่ตรงนี้เสมอ” อาจเป็นเชือกช่วยชีวิตเส้นเดียวที่ลูกต้องการ การที่เราแสดงความรักและการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข การที่เราสร้างบ้านที่เป็นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ และการที่เราเปิดใจฟังโดยไม่ตัดสิน เป็นยาที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการยุติชีวิต

    เพราะชีวิตทุกชีวิตมีค่า และอนาคตของพวกเขายังเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่สวยงาม ถ้าเราช่วยกันดูแลและปกป้อง การยุติชีวิตของเด็กไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากเราทุกคนตื่นตัวและดำเนินการร่วมกัน

    แหล่งข้อมูลขอความช่วยเหลือ

    ประเทศไทย

    1. สายด่วนสุขภาพจิต: 1323 (24 ชั่วโมง ฟรี)
    2. สายด่วนป้องกันการยุติชีวิต: 1422

    มูลนิธิ Hope Line: 095-000-1422


    อ้างอิง 


    World Health Organization. (2024). Suicide fact sheet. WHO.

    Department of Mental Health, Thailand. (2024). Suicide prevention in Thailand: A whole-of-society approach.

    UNICEF Thailand. (2022). Poor youth mental health is costing Thailand.

    Arunpongpaisal, S., et al. (2022). Time-series analysis of trends in suicide rates in Thailand 2013–2019. BMC Psychiatry.

    The Jed Foundation. (2024). Mental Health and Suicide Statistics.

    Lancet Western Pacific. (2024). Addressing rising rates of youth suicide.

    The Trevor Project. (2024). National Survey on LGBTQ+ Youth Mental Health.

    Rural Health Information Hub. (2024). Rural youth suicide rates.

    Social Media Victims Law Center. (2025). Social Media & Suicide research.

    Netherlands Institute of Mental Health. (2023). Social media use and self-harm in adolescents.

    IPSOS. (2024). The impact of COVID-19 on youth mental health.

    National Institute of Mental Health. (2023). COVID-19 pandemic associated with worse mental health and accelerated brain development in adolescents.

    Chaniang, S., et al. (2022). Suicide prevention: A qualitative study with Thai secondary school students. Belitung Nursing Journal.

    Healthline. (2022). Impact of COVID-19 lockdown on teens’ mental health.

    Child Bereavement Support Singapore. (2019). PleaseStay Movement founding documents.

    Ibid.

    American Foundation for Suicide Prevention. (2023). Warning signs of suicide.

    Johns Hopkins Medicine. (2024). Teen suicide risk factors.

    Kaiser Permanente. (2024). Warning signs of suicide in children and teens.

    Northwestern Medicine. (2024). Warning signs of teen suicide.

    BMC Psychiatry. (2019). National suicide prevention programs effectiveness study.

    Nordic Council. (2024). Prevention of suicide in Nordic countries.

    Netherlands Youth Mental Health Policy. (2024). Mental health initiatives.

    PMC. (2021). Positive relationships with adults and resilience to suicide attempt.

    Suicide Prevention Resource Center. (2024). Promote social connectedness and support.

    JAMA Network Open. (2020). Association of social support with mental health outcomes.

    PMC. (2024). Social-emotional learning in suicide prevention.

    PleaseStay Movement. (2019). Responsible media reporting guidelines.

    World Health Organization. (2021). LIVE LIFE suicide prevention package.

    Department of Mental Health, Thailand. (2024). HOPE Taskforce operations report.