ผู้เขียน: MAPPA

  • Earmarked Tax คืออะไร ทำไมประเทศที่ก้าวหน้าถึงไม่เทงบประมาณทุกอย่างรวมไว้ในกระเป๋าเดียว

    Earmarked Tax คืออะไร ทำไมประเทศที่ก้าวหน้าถึงไม่เทงบประมาณทุกอย่างรวมไว้ในกระเป๋าเดียว

    Earmarked Tax คืออะไร ทำไมประเทศที่ก้าวหน้าถึงไม่เทงบประมาณทุกอย่างรวมไว้ในกระเป๋าเดียว

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจมอยู่กับวิกฤตอุทกภัยและความเดือดร้อนระลอกใหญ่ รัฐบาลมหัศจรรย์ของเราช่างมีความสามารถในการจัดสรร ‘ความเร่งรีบ’ ได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการขีดเส้นตายเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อรวบอำนาจและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างงบประมาณของประเทศให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาเพียง 14 วัน นับจากวันที่ประกาศฯ ‘แบบเงียบๆ’

    เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า จู่ๆ ภาครัฐก็ผลักดันวาระดึงเม็ดเงินของ 4 องค์กรสำคัญ ตั้งแต่สื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุ, ไปจนถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ให้กลับไปกองรวมไว้ที่คลังกลาง

    สาระสำคัญของร่างกฎหมายชุดนี้คือการรวบตึงงบประมาณทั้งหมดกลับมาไว้ในกระเป๋าเดียว โดยมี “รัฐบาล” ซึ่งเราก็ยังไม่ไว้ใจสักเท่าไรนัก เป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการ เมื่อมองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระแสข่าวเรื่องเงินคงคลังที่พร่องลงจนแทบไม่เหลือ หรือการทุ่มงบประมาณไปกับนโยบายระยะสั้นที่ให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย การจะยกเงินก้อนโตมาให้รัฐบาลชุดนี้บริหาร จึงชวนให้ใจคอไม่ดีเอาเสียเลย

    ยิ่งไปกว่านั้น การที่ภาครัฐพยายามจะเข้าไป “จัดระเบียบการเงิน” ของสื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS ยิ่งทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ เมื่อเราเห็นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการสื่อในความดูแลของภาครัฐ ความกังวลที่ว่า Thai PBS จะถูกกลายร่างเป็นเพียงกระบอกเสียงของรัฐบาลจึงไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย

    ไม่เพียงเท่านั้น ความย้อนแย้งยังปรากฏให้เห็นเด่นชัด เมื่อรัฐบาลอ้างความจำเป็นเรื่องการรัดเข็มขัดและวินัยการคลังเพื่อดึงเงินจากกองทุนสร้างเสริมสังคมกลับคลัง แต่ในเวลาเดียวกัน มืออีกข้างกลับพร้อมใจที่จะทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับโครงการหวือหวาอย่าง TH-AI Passport ที่นำเงินงบประมาณไปเหมาจ่ายซื้อสิทธิ์ AI มาแจกจ่าย โดยที่สังคมยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและโจทย์ปัญหาที่แท้จริง

    ภายใต้วาทกรรมสวยหรูที่ถูกยกมาท่องจำอย่างคำว่า “วินัยการเงินการคลัง” คำถามสำคัญที่สังคมต้องขบคิดร่วมกันคือ ในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตเฉพาะหน้า การรีบเร่งรวบอำนาจงบประมาณเช่นนี้ คือการจัดระเบียบเพื่ออนาคต หรือเป็นการฉวยโอกาสพรากเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันออกจากมือสังคม?

    หากเราต้องการอ่านเกมนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง เราอาจต้องถอยกลับมาตั้งต้นที่รากเหง้าทางเศรษฐศาสตร์การคลังของเม็ดเงินก้อนนี้ ที่ทั่วโลกเรียกว่า Earmarked Tax หรือถ้าแปลความหมายตามรากศัพท์ดั้งเดิม มันคือ “ภาษีที่ถูกตีตราที่หู” ซึ่งมันคืออะไรนะ มาทำความเข้าใจกันต่อจากนี้เลย

     

    Earmarked Tax: เรื่องเล่าของ “ตราหู”

    หากแปลความหมายตามรากศัพท์ดั้งเดิม คำว่า Earmarked Tax คือ “ภาษีที่ถูกตีตราที่หู”

    เรื่องเล่านี้ย้อนกลับไปในอดีต ณ สังคมเกษตรกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เมื่อเจ้าของฟาร์มปล่อยสัตว์จำนวนมากลงไปหากินร่วมกันในทุ่งหญ้ากว้าง ปัญหาคลาสสิกที่มักเกิดขึ้นคือ ความสับสนว่าสัตว์ตัวไหนเป็นของใคร หรือสัตว์ตัวใดถูกเตรียมไว้สำหรับภารกิจอะไร ทางออกที่เรียบง่ายของคนยุคนั้นคือการนำเหล็กเผาไฟมาประทับลงบน “ใบหู” ของสัตว์แต่ละตัว เพื่อทำเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ห้ามใครแอบอ้างสิทธิ์ ห้ามสับขาหลอก และห้ามนำไปใช้ผิดประเภท

    เมื่อแนวคิดนี้ถูกหยิบยกเข้ามาสู่โลกแห่งเศรษฐศาสตร์และการคลัง มันจึงกลายมาเป็นกลไกที่เรียกว่า Earmarked Tax หรือการทำเครื่องหมายตีตราเม็ดเงินภาษีตั้งแต่ถูกจัดเก็บ

    ในทางปฏิบัติ เครื่องมือนี้มักมาในรูปของ “ภาษีส่วนเพิ่ม” เช่น การจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมจากกิจกรรมหรือสินค้าที่สร้างภาระและต้นทุนระยะยาวต่อสังคม อย่างสุราและยาสูบ แทนที่เม็ดเงินก้อนนี้จะไหลเข้าสู่คลังกลาง เพื่อรอให้ผู้มีอำนาจจัดสรรตามดุลพินิจ รัฐจึง “ตีตรา” เม็ดเงินเหล่านั้น วิ่งตรงดิ่งไปยังกระเป๋าเฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่เยียวยาสังคมและสร้างภูมิคุ้มกันโดยตรง

    หลักการนี้จึงทำหน้าที่สะท้อนความยุติธรรมแบบ Polluter-Pays (ผู้สร้างภาระสังคมต้องร่วมจ่ายภาษีสังคม) พร้อมๆ กับการเป็นหลักประกันว่า งานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจะไม่ต้องไปสะดุดหยุดลง หรือต้องไปนั่งลุ้นงบประมาณรายปีที่มักผันแปรตามทิศทางทางการเมือง

     

    Earmarked Tax ในระดับสากล: เมื่อภาษีตีตราหูกลายเป็นเครื่องมือทางการคลัง

    หากคิดว่าการตีตราวัตถุประสงค์ของเม็ดเงินภาษีเป็นเรื่องแปลกปลอมหรือล้าหลัง ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือที่เรียกว่า Earmarked Tax นี้ ถูกใช้อย่างแพร่หลายและประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายที่สร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับภารกิจเฉพาะด้าน โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับความผันผวนทางการเมือง

    หากมองข้ามช็อตไปดูตัวอย่างในระดับสากล เราจะพบว่าหลายประเทศชั้นนำต่างก็มี “กระเป๋าเงินเฉพาะกิจ” ที่ถูกล็อกวัตถุประสงค์ไว้ด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน:

    • กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย (สวีเดนและนอร์เวย์): โดดเด่นอย่างมากในการใช้ Environmental Earmarking ผ่านการจัดเก็บภาษีคาร์บอนและภาษีสิ่งแวดล้อม เม็ดเงินทุกโครนที่จัดเก็บได้จากผู้สร้างภาระทางมลพิษ จะไม่ไหลเข้าคลังกลางปะปนกับงบรายจ่ายทั่วไป แต่ถูกตีตราและวิ่งตรงดิ่งไปสนับสนุนกองทุนพัฒนาพลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และการฟื้นฟูธรรมชาติโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายการรักษาสิ่งแวดล้อมจะไม่สะดุดหยุดลงแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนขั้ว
    • สหรัฐอเมริกา (ระบบกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและทางหลวง): ในระดับรัฐและfederal มีการใช้ Gasoline Tax หรือภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกล็อกวัตถุประสงค์ไว้อย่างตายตัว (Highway Trust Fund) ว่ารายได้จากการเติมน้ำมันทุกแกลลอนจะต้องถูกส่งกลับมาซ่อมแซมถนน สะพาน และพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น ผู้ขับขี่เต็มใจจ่ายเพราะรู้ว่าเงินของตนไม่ได้ถูกโยกไปละลายกับงบกระทรวงอื่น แต่กลับมาอยู่บนพื้นถนนที่พวกเขาวิ่งอยู่จริงๆ
    • ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร (ด้านสุขภาพและสื่อสาธารณะ): มีการใช้กลไกเม็ดเงินเฉพาะกิจเพื่อค้ำจุนระบบสาธารณสุขและกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและสุขภาวะของประชาชนต้องตกเป็นตัวประกันของงบประมาณรายปีที่มักถูกตัดทอนตามสถานการณ์การเมือง

    ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มองว่าเม็ดเงินที่มี “ตราหู” คือความเกะกะระรานที่ขัดขวางการบริหาร แต่พวกเขากลับมองว่ามันคือหลักประกันว่าภาระที่สังคมต้องแบกรับ จะถูกสะท้อนกลับมาเยียวยาด้วยงบประมาณที่ตรงจุดและมั่นคง โดยมีความโปร่งใสและการประเมินผลเป็นเครื่องค้ำจุนความเชื่อมั่น

     

    มุมมองและข้อกังวลของนักเศรษฐศาสตร์: พร้อมทางออกที่โลกสากลเลือกใช้

    แม้ Earmarked Tax จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในระดับสากล แต่หากมองผ่านเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์สายกระแสหลัก ก็ยังมีข้อกังวลคลาสสิกหลายประการ ทั้งความกังวลว่าการล็อกเม็ดเงินไว้ตายตัวจะทำลายความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณ หรือความเสี่ยงที่หน่วยงานซึ่งมีงบผูกพันตายตัวอาจขาดแรงจูงใจในการบริหารจัดการอย่างประหยัดและคุ้มค่า

    ข้อกังวลเหล่านี้ทำให้ในทางทฤษฎีการคลัง ภาครัฐหลายแห่งมักพยายามจำกัดสัดส่วนของภาษีประเภทนี้ เพื่อให้กระเป๋ากลางของประเทศมีความยืดหยุ่นสูงสุดในการบริหารจัดการภาพรวม

    ทว่า คำถามสำคัญก็คือ เมื่อในทางทฤษฎีมันมีข้อกังวลเหล่านี้ แล้วประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจัดการอย่างไรกับปัญหาดังกล่าว?

    คำตอบคือ ประเทศเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการยุบเลิกกระเป๋าเฉพาะกิจ หรือใช้วิธีกวาดเงินทั้งหมดกลับเข้าคลังกลางตามอำเภอใจ แต่สิ่งที่นานาชาติเลือกทำเพื่อรับมือกับความกังวลเรื่องความไร้ประสิทธิภาพ คือการสร้าง “ระบบธรรมาภิบาลและการประเมินผลที่รัดกุม”

    กล่าวคือ หากระบบมีช่องโหว่ ทางออกที่ถูกต้องตามหลักสากลคือการยกระดับตัวชี้วัดความคุ้มค่า เปิดให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างโปร่งใสทุกๆ 3-5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่มีการตีตราหูนั้นทำงานได้คุ้มค่าจริงๆ ไม่ใช่การใช้ข้อจำกัดทางทฤษฎีมาเป็นเครื่องมือตีความ เพื่อดึงเม็ดเงินทั้งหมดกลับสู่คลังกลาง

     

    เมื่อ “การตรวจสอบ” กับ “การยึดอำนาจ” ถูกจับมาปนกัน

    แน่นอนว่า การตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า กองทุนหรือองค์กรที่ได้รับเม็ดเงินจาก Earmarked Tax จะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ หรือถูกยกเว้นจากการตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาล

    ในทางตรงกันข้าม การเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบความโปร่งใส คุ้มค่า และผลสัมฤทธิ์ของงาน คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบนี้มีความยั่งยืนและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

    ทว่า สิ่งที่เราต้องแยกแยะให้เด็ดขาดจากกันก็คือ เส้นแบ่งระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การยึดอำนาจจัดการ” ซึ่งเป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง

    การตรวจสอบ คือกระบวนการที่สร้างความโปร่งใส เปิดเผย และเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาสังคม หรือองค์กรอิสระเข้ามาถ่วงดุล เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินทุกบาทถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการตีตราหู แต่มันยังคงรักษา “ความคล่องตัว” และอิสระในการทำงานของคนหน้างานเอาไว้ได้

    แต่สิ่งที่เรากำลังเห็นจากร่างกฎหมายฉบับนี้ กลับไม่ใช่การพัฒนาระบบตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มันคือการใช้วาทกรรมเรื่องวินัยการคลังมาเป็นเครื่องมือในการ “รวบตึงและยึดอำนาจการบริหารจัดการ” กลับไปสู่ส่วนกลาง โดยทำลายกระเป๋าเงินเฉพาะกิจที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะทางให้พังทลายลง

     

    บทเรียนจากกระเป๋าเงินครอบครัว: เมื่อการจัดระเบียบกลายเป็นการ “รวบกระเป๋า”

    เรื่องนี้หากจะให้เห็นภาพที่ใกล้ตัวที่สุด ก็คงไม่ต่างอะไรกับการบริหารจัดการเงินในครอบครัว 

    ในยามที่สถานการณ์การเงินของบ้านฝืดเคือง เงินสำรองร่อยหรอลงจนน่ากังวล สิ่งที่ผู้บริหารจัดการในบ้านควรทำเป็นอันดับแรกคือการทบทวนวินัยทางการเงินของตนเอง ตรวจสอบการใช้จ่ายในภาพรวม และปรับลดรายจ่ายส่วนเกินที่ไม่จำเป็น

    ไม่ใช่การเลือกเดินไปหยิบ “กระเป๋าเงินเฉพาะกิจ” ที่มีการแยกเก็บเป็นสัดส่วนไว้อย่างชัดเจน เช่น กระเป๋าค่าเทอมของลูก กระเป๋ากองทุนค่ารักษาพยาบาลยามฉุกเฉิน หรือกระเป๋าเงินสะสมสำหรับสร้างเสริมทักษะอนาคต แล้วกวาดเงินทั้งหมดมารวมไว้ที่กระเป๋าใบกลางในขณะที่ตัวพ่อแม่เองยังใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พร้อมกับนิยามการกระทำนั้นว่าเป็นการ “จัดระเบียบเพื่อให้ครอบครัวมีวินัย”

    ตรรกะในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่สมาชิกในบ้านเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนถึงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยการดึงเอาความมั่นคงของกระเป๋าเฉพาะทางมากลบความตึงตัวในกระเป๋าหลัก

    เมื่อการตรวจสอบถูกใช้เป็นเหตุผลในการดึงงบกลับไปกองรวมไว้ที่คลังกลาง สิ่งที่จะสูญหายไปจึงไม่ใช่แค่ความยืดหยุ่นในการทำงานขององค์กรทั้งสี่แห่ง แต่คือโครงสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ของสังคมที่ร่วมกันสร้างขึ้นมาอย่างยาวนาน

  • ไม่ใช่ให้ลืม แต่ให้รู้ว่า ‘เขาไม่ต้องผ่านมันไปคนเดียว’ : สงคราม • ภัยพิบัติ • ความรุนแรง ทำความเข้าใจกับบาดแผลและร่องรอยในใจเด็กหลังผ่านวิกฤต

    ไม่ใช่ให้ลืม แต่ให้รู้ว่า ‘เขาไม่ต้องผ่านมันไปคนเดียว’ : สงคราม • ภัยพิบัติ • ความรุนแรง ทำความเข้าใจกับบาดแผลและร่องรอยในใจเด็กหลังผ่านวิกฤต

    ไม่ใช่ให้ลืม แต่ให้รู้ว่า ‘เขาไม่ต้องผ่านมันไปคนเดียว’ : สงคราม • ภัยพิบัติ • ความรุนแรง ทำความเข้าใจกับบาดแผลและร่องรอยในใจเด็กหลังผ่านวิกฤต

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    กลางเสียงไซเรน ฝุ่นควัน หรือภาพหมู่บ้านถล่ม มีเด็กบางคนยืนนิ่งอยู่กลางภาพข่าว ไม่ร้อง ไม่ถาม ไม่กอดใคร ไม่แม้แต่หลบตากล้อง ภาพเหล่านี้มักถูกเลื่อนผ่านเหมือนเพียงฉากประกอบของเหตุการณ์ใหญ่ แต่สำหรับเด็กคนนั้นมันคือโลกทั้งใบที่เพิ่งพังลงตรงหน้า และไม่มีใครสามารถอธิบายให้เขาฟังได้ว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น

    บาดแผลของเด็กหลังสงครามหรือภัยพิบัติไม่จำเป็นต้องมีเลือดหรือรอยฟกช้ำ ความเสียหายที่แท้จริงบางครั้งอยู่ในที่ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น อยู่ในจังหวะการหายใจที่เปลี่ยนไป อยู่ในความฝันที่กลายเป็นฝันร้ายซ้ำ ๆ หรืออยู่ในความรู้สึกที่หนักเกินไปสำหรับหัวใจเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ

    เรามักรีบปลอบ รีบกลบ หรือรีบพาเขาไป “เริ่มต้นใหม่” เพราะเราเชื่อว่าการเดินต่อคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในความรีบร้อนนั้น เราอาจเผลอเดินข้ามสิ่งสำคัญที่สุดไป นั่นคือการยอมรับว่าเขากำลังเจ็บปวด และทำให้เขารู้ว่า ไม่ว่าแผลนี้จะอยู่กับเขานานแค่ไหน เขาก็ไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

     

    เด็กที่รอดชีวิต ไม่ได้รอดออกมาโดยไม่มีรอยแผล

    ในสายตาของคนภายนอก เด็กบางคนอาจดูปกติอย่างน่าประหลาดหลังผ่านเหตุการณ์เลวร้าย เขายังไปโรงเรียนได้ ยังหัวเราะกับเพื่อนได้ ยังใช้ชีวิตต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรามักยกย่อง “ความเข้มแข็ง” ของเขาโดยไม่ได้ถามว่า ความเข้มแข็งนั้นสร้างขึ้นจากอะไร และต้องแลกด้วยอะไรบ้าง

    เพราะสำหรับเด็กหลายคน ความรอดชีวิตไม่ได้หมายความว่าเขาได้กลับมาพร้อมหัวใจที่เดิม บางครั้งสิ่งที่พังไปแล้วไม่ได้อยู่ในโครงสร้างบ้าน แต่อยู่ในโครงสร้างภายในของความไว้ใจ โลกที่เคยมั่นคงในสายตาเด็กกลับกลายเป็นสถานที่ที่พร้อมจะเปลี่ยนทุกอย่างได้ในเสี้ยววินาที และไม่มีใครรับประกันได้ว่า พรุ่งนี้จะปลอดภัยกว่าเมื่อวาน

    เราชอบพูดว่า “เด็ก ๆ ปรับตัวเก่ง” ราวกับเป็นข้อดี แต่ในอีกมุมหนึ่ง การปรับตัวอย่างรวดเร็วอาจเป็นเพียงสัญญาณว่าเด็กไม่สามารถพึ่งพาสภาพแวดล้อมเดิมได้อีกแล้ว เขาจำเป็นต้องสร้างวิธีเอาตัวรอดใหม่ในทันที แม้ว่าวิธีนั้นจะทำให้เขาต้องตัดขาดจากบางความรู้สึก เพื่อไม่ให้เจ็บอีก

    ความเงียบ หรือการดูเหมือนปกติหลังเหตุการณ์ใหญ่ของเด็ก ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างผ่านไปแล้วเสมอไป บางครั้งมันคือความเงียบที่แบกน้ำหนักของสิ่งที่ไม่อาจพูดออกมาได้ และถ้าเราไม่ฟังอย่างตั้งใจ ความเงียบนั้นจะกลายเป็นกำแพงหนา ที่เด็กต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันไปอีกนาน


    Trauma ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่คือผลกระทบที่อยู่กับเขาตลอดไป

    หลายคนเข้าใจว่า trauma เกิดจากเหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียว สงคราม การสูญเสีย หรือภัยพิบัติ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้บาดแผลหยั่งรากลึกในใจเด็ก ไม่ได้มีแค่สถานการณ์ แต่ยังรวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่มองไม่เห็นภายใต้สถานการณ์นั้นๆ ด้วย เช่น 

    การไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เขากลัวที่สุด
    การไม่มีคำอธิบายให้กับสิ่งที่เพิ่งเปลี่ยนชีวิตเขาไป
    การไม่มีใครพูดกับเขาว่า “สิ่งที่เธอรู้สึกอยู่…มันโอเคแล้ว”

    นักจิตเวชอย่าง Bessel van der Kolk อธิบายว่า trauma คือร่องรอยที่ถูกบันทึกไว้ในร่างกายและสมอง เมื่อเราพบกับสิ่งที่เกินกว่าที่จะรับมือได้ในตอนนั้น และไม่ได้รับความปลอดภัยเพียงพอให้ผ่านมันไปได้อย่างแท้จริง สำหรับเด็ก ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนั้นอาจฝังอยู่ในวิธีมองโลก โลกที่พร้อมจะหักหลังได้เสมอ ผู้คนที่อาจหายไปเมื่อไรก็ได้ หรือบ้านที่ไม่ใช่สถานที่ที่พึ่งพาได้

    ผลกระทบของ trauma จึงไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เด็กไว้ใจ หรือไม่ไว้ใจผู้อื่น เปลี่ยนวิธีที่เขามองความรัก และบางครั้งเปลี่ยนแม้กระทั่งวิธีที่เขามองตัวเอง

    และเพราะมันไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว ๆ การเยียวยาก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยคำพูดง่าย ๆ หรือกำหนดเวลาได้ตายตัว บางบาดแผลอาจใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะคลาย และบางแผลอาจอยู่ไปตลอดชีวิต แต่สามารถอยู่ได้อย่างไม่เจ็บเท่าเดิม หากมีใครสักคนที่ยืนยันว่า “เธอไม่ต้องเจอมันคนเดียวอีกแล้ว”

     

    ความเจ็บปวดของเด็กไม่ควรถูกเปรียบเทียบหรือทำให้เล็กลง

    ในเวลาที่เกิดวิกฤต เรามักปลอบกันด้วยประโยคที่ฟังดูมีเหตุผล เช่น “คนอื่นลำบากกว่านี้ยังไหว” หรือ “อย่างน้อยเธอก็ยังปลอดภัย” แต่คำเหล่านี้แม้จะตั้งใจดี กลับทำหน้าที่เหมือนฝาปิดปากที่ทำให้เด็กเชื่อว่าความเจ็บของตัวเองไม่สำคัญพอจะพูดถึง

    การเปรียบเทียบความทุกข์ อาจทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าตัวเองกำลังช่วยให้มุมมองของอีกฝ่ายกว้างขึ้น แต่สำหรับเด็กที่เพิ่งผ่านประสบการณ์เกินรับไหว การได้ยินว่ามีคนที่ “ทุกข์มากกว่า” ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกเบาลง มีเพียงทำให้เขาเริ่มไม่ไว้ใจความรู้สึกของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะซ่อนมันไว้ตั้งแต่เล็ก

    และนี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรที่อันตราย เมื่อเด็กถูกสอนโดยทางอ้อมว่าความรู้สึกของตัวเอง “มากเกินไป” หรือ “ไม่มีเหตุผลพอ” เขาจะเริ่มฝึกตัดทอนอารมณ์ของตัวเองในทุกสถานการณ์ แม้ในเรื่องที่เขาจำเป็นต้องรู้สึกเต็มที่เพื่อฟื้นฟูตัวเองก็ตาม เด็กที่ถูกทำให้เชื่อว่าบาดแผลเล็กเกินกว่าจะพูดถึง จะค่อย ๆ หัดเก็บงำความรู้สึกจนโลกภายนอกไม่อาจเข้าถึงเขาได้อีก

    ความจริงคือ ความเจ็บปวดไม่ได้มีมาตราวัดว่าของใครหนักกว่า ของใครควรจะรู้สึกมากกว่า บาดแผลของเด็กไม่จำเป็นต้องถูกตัดสินว่า “ควรจะเจ็บแค่ไหน” ถึงจะนับว่าเป็นเรื่องใหญ่พอให้พูดถึง เพราะในโลกของเด็ก เรื่องเล็กในสายตาผู้ใหญ่อาจเป็นรอยแตกขนาดมหึมาที่ทำให้เขารู้สึกว่าพื้นทั้งหมดกำลังจะยุบลง

    การไม่เปรียบเทียบจึงไม่ใช่การโอ๋เกินไป แต่คือการเคารพว่าบาดแผลของเขามีอยู่จริง และสมควรได้รับพื้นที่อย่างเต็มที่ แม้จะเป็นเพียงการนั่งฟัง โดยไม่เสนอทางแก้ใด ๆ เลยก็ตาม


    Trauma-informed Parenting: อยู่กับบาดแผล ไม่ใช่แค่รักษา

    ในวันที่เรามองเห็นบาดแผลของเด็ก สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่มักอยากทำคือ “ซ่อม” เราพาเขาไปเจอผู้เชี่ยวชาญ จัดกิจกรรมให้คลายเครียด หาเหตุผลมาลบภาพจำ แต่บ่อยครั้งเราลืมว่า การเยียวยาไม่ได้เริ่มจากการแก้ไข แต่อยู่ที่การยอมรับและอยู่ข้าง ๆ ให้ได้นานพอ

    แนวคิดของ Trauma-informed Parenting จึงเริ่มจากการเปลี่ยนคำถามจาก “เด็กคนนี้เป็นอะไร” ไปเป็น “เด็กคนนี้ผ่านอะไรมาบ้าง” เพราะคำถามแรกมองเด็กเป็นปัญหาที่ต้องแก้ ส่วนคำถามหลังมองเด็กเป็นมนุษย์ที่เคยผ่านสิ่งใหญ่เกินตัว และต้องการพื้นที่ปลอดภัยให้ซ่อมแซมตัวเอง

    การอยู่กับบาดแผล หมายความว่าเราต้องยอมรับช่วงเวลาที่เขาจะไม่อยากพูด ไม่อยากเล่น หรือไม่อยากเข้าสังคม มันหมายความว่าเราต้องทนเห็นเขากลับไปฝันร้ายเดิม ๆ โดยไม่เร่งรัดให้ “หายเร็ว” และไม่บอกให้เขา “ลืมมันไปซะ” เพราะคำพูดเหล่านี้อาจทำให้เขารู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ กับเขา

    เด็กบางคนจะเล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ราวกับติดอยู่ในลูปของความทรงจำ นั่นไม่ใช่เพราะเขาอยากให้เรื่องเก่าอยู่กับเขาตลอดไป แต่เพราะสมองของเขากำลังพยายามจัดวางเหตุการณ์นั้นในที่ที่ปลอดภัยพอจะเก็บไว้ได้ การที่เราฟังซ้ำ ๆ โดยไม่เบื่อหน่าย คือการยืนยันว่าเขามีสิทธิ์จะเล่า และเล่าเมื่อไหร่ก็ได้

    และในบางครั้ง การอยู่ข้างเด็กหลังวิกฤต ไม่ได้หมายถึงการพูดอะไรเลย แต่อาจหมายถึงการเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น นิ่งพอที่จะให้เขารู้ว่า ต่อให้โลกภายนอกยังไม่มั่นคง แต่ความสัมพันธ์นี้จะไม่หายไปไหน

     

    เด็กที่มีคนอยู่ข้าง ๆ จะกล้ากลับไปแตะบาดแผล และเยียวยาตัวเองได้ในที่สุด

    การฟื้นจาก trauma ไม่ได้เกิดจากการลืม แต่มาจากการที่เขากล้าจำมันได้ โดยไม่ต้องป้องกันตัวเองอีกต่อไป

    ในวันที่บาดแผลยังสด ความทรงจำนั้นเต็มไปด้วยกลิ่น เสียง ภาพ และความรู้สึกที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เด็กจึงเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่อาจพาเขากลับไปตรงนั้น แต่เมื่อมีคนที่เขาไว้ใจอยู่ข้าง ๆ การกลับไปแตะบาดแผลจึงไม่ใช่การทิ่มซ้ำ หากแต่เป็นการทดสอบว่าตอนนี้เขาสามารถเผชิญกับมันได้ โดยมีคนคอยพยุงอยู่ไม่ไกล

    เด็กบางคนอาจเริ่มด้วยการเล่าเพียงเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ พูดเพียงหนึ่งประโยคแล้วเปลี่ยนเรื่อง หรืออาจเล่าในรูปของการเล่นสมมติ วาดภาพ หรือแม้แต่เงียบแล้ววางของบางอย่างลงบนโต๊ะเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า “มันเกี่ยวกับเรื่องนั้น” บทบาทของผู้ใหญ่ไม่ใช่การเร่งให้เรื่องราวสมบูรณ์ แต่คือการเป็นผู้ฟังที่พร้อมจะรับทุกเศษส่วน แม้มันจะกระจัดกระจายและไม่เรียงลำดับก็ตาม

    ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยทำให้เด็กกล้าเสี่ยงที่จะรู้สึกอีกครั้ง แม้จะรู้ว่ามันอาจทำให้เจ็บ การที่เขากล้าหัวเราะในที่ที่เคยร้องไห้ หรือกล้ากลับไปยังสถานที่ที่เคยหลีกเลี่ยง คือสัญญาณของการเริ่มซ่อมตัวเอง ไม่ใช่เพราะบาดแผลหายไป แต่เพราะเขามั่นใจว่าจะไม่ต้องเดินผ่านมันคนเดียวอีก

    และนั่นคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่การลบเรื่องราวเก่าออกจากชีวิต แต่คือการทำให้เขารู้ว่า ต่อให้เรื่องราวนั้นยังอยู่ ก็ยังมีที่ว่างพอสำหรับความสุข ความหวัง และความรักในชีวิตเขาได้พร้อมกัน

     

    สำหรับพ่อแม่ที่รู้สึกไม่พร้อม: การอยู่ตรงนั้นให้ได้ คือของขวัญที่มีค่าที่สุด

    พ่อแม่หลายคนเผชิญหน้ากับบาดแผลของลูกแล้วรู้สึกหมดเรี่ยวแรง เหมือนยืนอยู่ตรงหน้าภูเขาสูงที่ไม่รู้จะปีนยังไง ความรู้สึกผิดค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามา ผิดที่ช่วยไม่ได้มากพอ ผิดที่ปกป้องไม่ได้ทัน หรือผิดที่บางครั้งตัวเองก็แทบไม่ไหวอยู่แล้ว

    แต่ความจริงคือ เด็กไม่ได้ต้องการให้พ่อแม่มีคำตอบเสมอไป เขาต้องการเพียงใครสักคนที่กล้าจะอยู่กับคำถามไปพร้อม ๆ กัน อยู่โดยไม่หนีไปไหนแม้จะยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร การฟังเขาโดยไม่รีบปลอบให้หยุดร้อง การยอมให้เขาเศร้าโดยไม่กลัวว่าบ้านจะกลายเป็นที่หนักเกินไปสำหรับทุกคน การปล่อยให้บาดแผลมีจังหวะการเยียวยาของมันเอง สิ่งเหล่านี้คือการอยู่ตรงนั้นให้ได้จริง ๆ

    การเป็นผู้ใหญ่ที่ “อยู่ได้” ในวันที่โลกของลูกยังไม่มั่นคง อาจดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาใหญ่ ๆ แต่ในสายตาของเด็ก มันคือเส้นใยที่ผูกเขาไว้กับโลก เส้นใยที่บอกเขาว่า ต่อให้ทุกอย่างพังลง เขายังมีพื้นที่ที่แน่นอนให้กลับมา

    บางครั้ง ของขวัญที่มีค่าที่สุดสำหรับลูก ไม่ใช่การปกป้องเขาจากทุกความเจ็บปวด แต่คือการยืนอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เขาเจ็บปวดที่สุด และให้เขารู้ว่า ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เขาไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

     

    วิธีดูแลเด็กที่มีบาดแผลหลังสงคราม ภัยพิบัติ หรือความรุนแรง

    ไม่ใช่เพื่อให้ลืม แต่เพื่อให้เขารู้ว่าไม่ต้องเจอคนเดียว

    1. ฟังโดยไม่ตัดสิน และไม่เร่งรัดให้เล่า
      ให้สิทธิ์เด็กในการเลือกว่าจะเล่าเมื่อไหร่ เล่าแค่ไหน และเล่าอย่างไร บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือน “ไม่พูด” อาจเป็นกระบวนการปกป้องตัวเองของเขา

    2. ไม่เปรียบเทียบความเจ็บปวด
      อย่าลดทอนประสบการณ์ของเขาด้วยประโยคอย่าง “คนอื่นยังแย่กว่า” เพราะจะทำให้เขารู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองไม่สำคัญพอจะถูกพูดถึง

    3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยที่คงเส้นคงวา
      เด็กต้องการความมั่นคงทางอารมณ์จากผู้ใหญ่ที่อยู่กับเขาอย่างสม่ำเสมอ แม้ในวันที่ไม่มีคำตอบหรือวิธีแก้ไข

    4. เปลี่ยนมุมมองจาก “เป็นอะไร” เป็น “ผ่านอะไรมาบ้าง”
      คำถามนี้ช่วยให้เรามองเด็กด้วยสายตาเข้าใจ ไม่ใช่สายตาที่ตีตรา

    5. ยอมรับว่าการเยียวยาไม่มีเส้นตาย

    บาดแผลทางใจไม่เหมือนแผลกายที่ประเมินวันหายได้ อย่ากดดันให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมในเวลาที่เรากำหนด

    1. ใช้กิจกรรมที่ไม่ต้องใช้คำพูด
      การวาดรูป เล่นสมมติ หรือทำกิจกรรมเงียบ ๆ ร่วมกัน อาจเป็นช่องทางที่เขาสื่อสารสิ่งที่รู้สึกได้ง่ายกว่า

    2. ยืนอยู่กับเขาแม้จะไม่รู้จะพูดอะไร
      บางครั้งการอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบและมั่นคง มีค่ามากกว่าคำพูดปลอบใจใด ๆ เพราะมันทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ถูกทิ้ง
  • Maya Angelou: ผู้สอนให้โลกรู้ว่าความทุกข์ทรมานไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเหยื่อ แต่สามารถกลายเป็นแสงสว่างในความมืดได้

    Maya Angelou: ผู้สอนให้โลกรู้ว่าความทุกข์ทรมานไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเหยื่อ แต่สามารถกลายเป็นแสงสว่างในความมืดได้

    Maya Angelou: ผู้สอนให้โลกรู้ว่าความทุกข์ทรมานไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเหยื่อ แต่สามารถกลายเป็นแสงสว่างในความมืดได้

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    เมื่อพูดถึงบุคคลที่สามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังแห่งการเยียวยา เปลี่ยนความเงียบให้กลายเป็นเสียงที่ดังกึ่งไปทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ Maya Angelou ผู้หญิงที่ผ่านความทุกข์ทรมานแล้วกลับมาเล่าเรื่องราวของเธอด้วยความกล้าหาญ เธอไม่ได้เป็นเพียงนักเขียน แต่เป็นแสงสว่างแห่งความหวังให้กับคนทุกเพศทุกวัย ทุกครอบครัว และทุกชุมชน

    สำหรับเราที่อยู่ในสังคมไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดูลูก การปรับตัวของวัยรุ่น หรือแม้กระทั่งการค้นหาตัวตนของตัวเอง การถูกกดทับด้วยสังคมและวัฒนธรรม เรื่องราวของ Maya Angelou จึงเป็นมากกว่าประวัติของคนที่มีชื่อเสียง แต่เป็นบทเรียนที่สามารถให้พลังใจและแรงบันดาลใจแก่เราทุกคน

    วัยเด็กที่แตกสลาย แต่จิตวิญญาณไม่เคยแตกหัก

    Maya Angelou เกิดชื่อ Marguerite Annie Johnson เมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1928 ในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา ในยุคที่สังคมอเมริกันยังคงแบ่งแยกเชื้อชาติอย่างเปิดเผย ชีวิตของเธอเริ่มต้นด้วยความยากลำบากที่ใครหลายคนอาจไม่สามารถผ่านมันไปได้

    เมื่อ Maya อายุเพียง 3 ขวบ พ่อแม่ของเธอหย่าร้าง เธอและพี่ชายต้องถูกส่งไปอยู่กับยายที่รัฐอาร์คันซอว์ ชีวิตในบ้านยายดูเหมือนจะมีความสงบสุข แต่แล้วเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอก็เกิดขึ้น เมื่ออายุ 7 ขวบ เธอถูกชายคนหนึ่งในครอบครัวล่วงละเมิดทางเพศ

    เมื่อ Maya กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอ สิ่งที่ตามมาทำให้เธอตกใจมาก คนร้ายคนนั้นถูกฆ่าตายหลังจากที่เรื่องราวถูกเปิดเผย เหตุการณ์นี้ทำให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ เชื่อว่าเสียงของเธอมีพลังที่อันตราย หลังจากนั้น Maya จึงเลือกที่จะไม่พูดเป็นเวลาเกือบ 5 ปี เธอกลายเป็นเด็กที่เงียบงัน แต่ในใจลึกๆ ความเจ็บปวดนั้นยังคงอยู่

    เรื่องราวของ Maya ในวัยเด็ก อาจทำให้เราในฐานะผู้อ่าน โดยเฉพาะพ่อแม่ รู้สึกหดหู่ใจ อาจเป็นเรื่องที่หนักใจสำหรับใครหลายคน แต่เราอยากให้มองไปที่สิ่งที่ทำให้ Maya กลายเป็น Maya 

    แม้จะผ่านความทรมานที่โหดร้ายเช่นนี้ เธอไม่ได้เลือกที่จะจมอยู่กับความเจ็บปวด เธอไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อไปตลอดชีวิต สิ่งที่เธอทำคือการเลือกเส้นทางแห่งการเยียวยาและการเติบโต เธอเปลี่ยนตัวเองจากเด็กที่ถูกทำร้าย ให้กลายเป็นผู้รอดชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังใจ

    นี่คือบทเรียนแรกที่ Maya บอกกับเรา “ไม่ว่าเราจะเจอกับอะไรในชีวิต เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้มันกำหนดตัวตนของเราหรือไม่”

    การค้นพบพลังแห่งคำพูดและหนังสือ

    ในช่วงที่ Maya เงียบงัน ยายของเธอและครูผู้หนึ่งชื่อ Mrs. Bertha Flowers ได้แนะนำเธอให้รู้จักกับโลกของหนังสือและวรรณกรรม Mrs. Flowers บอกกับ Maya ว่า “คำพูดมีความหมายมากกว่าสิ่งที่เขียนไว้บนกระดาษ คำพูดต้องถูกพูดออกมา มันต้องถูกได้ยิน มันต้องถูกรับฟัง”

    การได้อ่านผลงานของนักเขียนอย่าง Charles Dickens, William Shakespeare, Edgar Allan Poe และนักเขียนผิวดำอย่าง Paul Lawrence Dunbar ได้เปิดโลกใหม่ให้กับ Maya หนังสือกลายเป็นเพื่อนและครูของเธอ เธอเริ่มเข้าใจว่าคำพูดและการเขียนสามารถแปลงความเจ็บปวดให้กลายเป็นสิ่งที่สวยงามและมีความหมายได้ 

    หนังสือได้ช่วยให้ Maya ค้นพบเสียงของตัวเอง

    ความท้าทายในวัยเยาว์: การเป็นแม่วัยรุ่นที่มีความมุ่งมั่น

    เมื่อ Maya อายู 17 ปี เธอตั้งครรภ์และคลอดลูกชาย ชื่อ Guy Johnson การเป็นแม่วัยรุ่นในยุคนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะสำหรับหญิงผิวดำในสังคมอเมริกัน แต่ Maya ไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์นี้ทำลายอนาคตของเธอ

    เธอทำงานหลายอย่างเพื่อเลี้ยงลูก ตั้งแต่การเป็นแม่ครัว คนขับรถราง (เป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้ทำงานนี้ในซานฟรานซิสโก) ไปจนถึงการเป็นนักเต้น ความมุ่งมั่นของเธอในการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่พยายามอย่างที่สุดเพื่อลูกของเธอแสดงให้เห็นถึงพลังใจที่แกร่งกล้า เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมแพ้กับความฝันหรือการพัฒนาตนเอง ในขณะเวลาเดียวกัน เธอก็เป็นแม่ที่ดีให้กับลูกชาย ให้ความรักและการศึกษาที่ดีแก่เขาด้วยเช่นกัน 

    การค้นพบตัวตนใหม่: เส้นทางสู่ศิลปะและการต่อสู้เพื่อสิทธิ

    ในช่วงปี 1950 Maya เริ่มอาชีพเป็นนักร้องและนักเต้นในไนท์คลับ เธอเปลี่ยนชื่อจาก Marguerite เป็น Maya Angelou (ซึ่งนำมาจากชื่อเล่นวัยเด็กและนามสกุลเดิมของสามีคนแรก) การทำงานในวงการบันเทิงทำให้เธอได้พบกับผู้คนที่หลากหลาย ได้เรียนรู้เรื่องเล่าจากเรื่องราวของคนอื่น และสะสมประสบการณ์ชีวิตที่กว้างไกล

    ในปี 1961 Maya ได้เดินทางไปอยู่ที่แอฟริกาเป็นเวลา 2 ปี และอียิปต์เป็นเวลา 1 ปี การเดินทางครั้งนี้เปิดมุมมองใหม่ให้กับเธอ เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เธอมีในตัว และได้เข้าใจว่าความเป็นผู้หญิงผิวสีไม่ได้หมายถึงแค่การถูกกดขี่ แต่ยังหมายถึงความภาคภูมิใจและความแข็งแกร่งด้วย

    เมื่อกลับมาอเมริกา Maya ได้เข้าร่วมขบวนการสิทธิพลเมือง ทำงานร่วมกับ Dr. Martin Luther King Jr. เธอใช้ศิลปะและการเขียนเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เธอเปลี่ยนตัวเองจาก ‘การเป็นเหยื่อ

    ให้กลายเป็นนักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน 

    “I Know Why the Caged Bird Sings”: เมื่อความเจ็บปวดกลายเป็นผลงานชั้นเยี่ยม

    ในปี 1969 เมื่อ Maya อายุ 41 ปี เธอได้ตีพิมพ์หนังสือ “I Know Why the Caged Bird Sings” ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติเล่มแรกของเธอ หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวในวัยเด็กของเธออย่างตรงไปตรงมา รวมถึงเหตุการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศ

    การเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ Maya เพราะเธอต้องเผชิหน้ากับความเจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง แต่เธอก็เชื่อมั่นว่าการแบ่งปันเรื่องราวของเธอจะช่วยคนอื่นที่ก้าวข้ามประสบการณ์ที่คล้ายกันได้

    หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและกลายเป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดของอเมริกาสำหรับหลายคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่เคยผ่านการล่วงละเมิด การอ่านหนังสือของ Maya ทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว และเข้าใจว่าการรอดชีวิตจากความทรมานไม่ได้หมายความว่าต้องเงียบเสียง

    แนวคิดที่เปลี่ยนโลก: “เมื่อเรารู้ดีขึ้น เราทำดีขึ้น”

    สิ่งที่ทำให้ Maya Angelou โดดเด่นไม่ใช่แค่ประสบการณ์ที่เธอผ่านมา แต่เป็นมุมมองต่อชีวิตที่เธอพัฒนาขึ้นมา เธอเชื่อมั่นในพลังของการให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่การให้อภัยคนที่ทำร้ายเธอเพียงเพื่อปลดปล่อยเขา แต่เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธแค้นที่กัดกินจิตใจ

    Maya มักจะพูดว่า “เมื่อเรารู้ดีขึ้น เราทำดีขึ้น” คำพูดนี้สะท้อนความเชื่อของเธอที่ว่าผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเราไม่ควรตัดสินใครจากการกระทำในอดีต เธอเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะเติบโตและกลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

    อีกหนึ่งปรัชญาชีวิตที่สำคัญของ Maya คือการเห็นคุณค่าในตนเอง เธอสอนให้คนอื่นเข้าใจว่าไม่ว่าจะผ่านอะไรมา เราทุกคนมีคุณค่าและสมควรได้รับความรักและความเคารพ 

    แม่และครู: การส่งผ่านภูมิปัญญา

    ตลอดชีวิต Maya ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียนที่เพียงแค่โด่งดัง เธอยังเป็นแม่และครูที่ดีด้วย เธอสอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และมักจะเล่าให้นิสิตฟังว่าการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่อยู่ที่การเปิดใจเรียนรู้จากทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

    ในฐานะแม่ Maya สอนลูกชายให้มีความภาคภูมิใจในตัวเอง เคารพผู้อื่น และไม่ยอมแพ้กับความยากลำบาก เธอเป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้อย่างไร การเลี้ยงลูกแบบ Maya คือการให้ความรักที่มีเงื่อนไข แต่มีขอบเขต การสอนให้ลูกรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และที่สำคัญคือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น

    มรดกที่ยืนยาว: เปลี่ยนโลกด้วยคำพูด

    Maya Angelou เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 แต่มรดกทางความคิดของเธอยังคงมีชีวิตอยู่ ผลงานของเธอได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก เธอได้รับรางวัลและเกียรติยศมากมาย รวมถึงการได้อ่านบทกวีในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดี Bill Clinton

    สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Maya ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการรอดชีวิตจากความทรมานไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นเหยื่อไปตลอดชีวิต เธอแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังในการช่วยเหลือคนอื่นได้

    นำแรงบันดาลใจมาใช้ในบ้านเรา

    ในสังคมไทยที่เรายังคงมีปัญหาเรื่องการล่วงละเมิดเด็ก การเลือกปฏิบัติ และความไม่เท่าเทียมทางสังคม เรื่องราวของ Maya Angelou สอนเราว่า

    สำหรับพ่อแม่ที่กำลังยากลำบาก ความเป็นแม่นักสู้ของ Maya ทำให้เราเข้าใจว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะผ่านความยากลำบากแค่ไหนมา คุณสามารถเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างบ้านที่เป็นที่ปลอดภัย ที่ลูกกล้าเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พ่อแม่ฟังโดยไม่กลัวว่าจะถูกตำหนิ การส่งเสริมให้ลูกอ่านหนังสือและเขียนเรื่องราวของตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือการแสดงให้ลูกเห็นอยู่เสมอว่า ปัญหาและความยากลำบากในชีวิตไม่ทำให้เรายอมแพ้ 

    สำหรับสังคม ไม่ว่าคุณจะมีลูกหรือไม่ เราทุกคนมีหน้าที่ในการปกป้องเด็กและผู้ที่อ่อนแอกว่า การให้โอกาสผู้คนที่ผ่านความยากลำบากมาแล้วได้เริ่มต้นใหม่ และการไม่ตัดสินคนอื่นจากอดีตของพวกเขา จะช่วยสร้างสังคมที่น่าอยู่ และเหมาะสมกับการเติบโตของเด็กได้

    เสียงที่ไม่เคยเงียบ

    วันนี้ แม้ว่า Maya Angelou จะจากไปแล้ว แต่เสียงของเธอยังคงดังก้องอยู่ในใจผู้คนหลายคน ในทุกครั้งที่คนเลือกที่จะลุกขึ้นหลังจากที่เขาล้มลง ในทุกครั้งที่คนเลือกที่จะแบ่งปันเรื่องราวของตนเองเพื่อช่วยคนอื่น และในทุกครั้งที่คนเลือกที่จะให้อภัยแทนที่จะจมอยู่กับความแค้น

    สำหรับเราที่อยู่ในสังคมไทย ที่บางครั้งอาจรู้สึกท้อแท้กับปัญหาต่างๆ ที่เผชิญ เรื่องราวของ Maya Angelou เตือนใจเราว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง เธอบอกกับเราว่าไม่ว่าเราจะมาจากไหน ผ่านอะไรมา เราทุกคนมีศักยภาพที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้

    เธอเคยกล่าวไว้ว่า “การรอดชีวิตคือศิลปะ” และศิลปะนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการมีชีวิตรอดเท่านั้น แต่เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย การมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และความหวัง

    ในท้ายที่สุด นี่คือสิ่งที่ Maya Angelou มอบให้กับเรา คือ การให้เรากลับมาเห็นคุณค่าของตัวเอง ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มาจากไหน เราทุกคนมีเรื่องราว เราทุกคนมีเสียงที่สมควรได้รับการรับฟัง และเราทุกคนมีพลังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้ 

     

    Caption

    ในเดือนมิถุนายน เดือนแห่ง Pride Month Mappa ขอนำเสนอความคิดของ Maya Angelou ผู้สอนให้โลกรู้ว่าความทุกข์ทรมานไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเหยื่อ แต่สามารถกลายเป็นแสงสว่างในความมืดได้ ✨

    .

    🌱 จากวัยเด็กที่แตกสลาย สู่จิตวิญญาณที่ไม่เคยแตกหัก : Maya Angelou เกิดปี 1928 อายุ 3 ขวบ พ่อแม่หย่าร้าง อายุ 7 ขวบ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หลังเล่าเรื่องนี้ คนร้ายถูกฆ่าตาย ทำให้เธอเชื่อว่าเสียงของเธออันตราย จึงเงียบเป็นเวลา 5 ปี 😔

    .

    💪 แต่เธอเลือกเส้นทางแห่งการเยียวยา เปลี่ยนตัวเองจากเหยื่อให้กลายเป็นผู้รอดชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังใจ

    .

    📚 หนังสือเป็นยาวิเศษ ในช่วงที่เธอไม่พูดเลยนั้น ยายและครูได้แนะนำเธอให้ค้นพบกับโลกของหนังสือและวรรณกรรม เธอค้นพบว่าคำพูดสามารถแปลงความเจ็บปวดให้กลายเป็นสิ่งสวยงามได้

    .

    👩‍👧‍👦 แม่วัยรุ่นที่ไม่ยอมแพ้ อายุ 17 ปี มีลูกชาย เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และเป็นแม่วัยรุ่น แทนที่จะรู้สึกว่าโลกลงโทษเธอ เธอกลับใช้พลังทำงานหลายอย่าง – แม่ครัว คนขับรถราง (ผู้หญิงผิวดำคนแรกในซานฟรานซิสโก) และเป็นนักเต้น 🚋

    .

    🎭 จากศิลปินสู่นักสู้เพื่อสิทธิ ปี 1950 เธอเดินทางไปแอฟริกาด้วยอาชีพนักร้องและนักเต้น การเดินทางครั้งนั้นทำให้เธอเข้าใจความภาคภูมิใจในตัวตนของเธอเอง กลับมาร่วมขบวนการสิทธิพลเมืองกับ Dr. Martin Luther King Jr.

    .

    📖 “I Know Why the Caged Bird Sings” ปี 1969 ตีพิมพ์อัตชีวประวัติ เล่าเรื่องวัยเด็กอย่างตรงไปตรงมา เชื่อว่าการแบ่งปันจะช่วยคนอื่นที่ผ่านประสบการณ์คล้ายกัน 🕊️

    .

    💭 “เมื่อเรารู้ดีขึ้น เราทำดีขึ้น” ปรัชญาชีวิตของ Maya เชื่อมั่นในพลังการให้อภัย เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธแค้น ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้

    .

    Maya Angelou ได้บอกกับเราว่า ไม่ว่าผ่านอะไรมา สามารถเป็นคนที่ดีได้ เป็นพ่อแม่ที่ดีได้ เป็นครูที่ดี และมีชีวิตที่ดีได้ เธอพิสูจน์ว่าเราสามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังช่วยเหลือคนอื่น และเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน เราทุกคนมีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้ 🌍💖 ความมืดมิดไม่ได้กำหนดใคร แต่วิธีที่เราตอบสนองต่อมันต่างหากที่กำหนดตัวตนเรา ⭐

     

  • โปรดอยู่ต่อเถอะนะ ก่อนที่เด็กอีกคนจะเงียบหายไป: บทเรียนจากกลุ่ม Please Stay Movement กลุ่มแม่ที่เปลี่ยนความเศร้าโศกของตัวเองให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่ต้องการเห็นเด็กสิงคโปร์คนไหนยุติชีวิตตัวเอง

    โปรดอยู่ต่อเถอะนะ ก่อนที่เด็กอีกคนจะเงียบหายไป: บทเรียนจากกลุ่ม Please Stay Movement กลุ่มแม่ที่เปลี่ยนความเศร้าโศกของตัวเองให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่ต้องการเห็นเด็กสิงคโปร์คนไหนยุติชีวิตตัวเอง

    โปรดอยู่ต่อเถอะนะ ก่อนที่เด็กอีกคนจะเงียบหายไป: บทเรียนจากกลุ่ม Please Stay Movement กลุ่มแม่ที่เปลี่ยนความเศร้าโศกของตัวเองให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่ต้องการเห็นเด็กสิงคโปร์คนไหนยุติชีวิตตัวเอง

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    ทุกวันนี้ เด็กวัยรุ่นหนึ่งคนจากครอบครัวดีๆ ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ กำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต คำถามที่เกิดขึ้นกับพวกเขาไม่ใช่ “จะเรียนอะไรต่อ” หรือ “อยากเป็นอะไรตอนโตขึ้น” แต่เป็น “ควรมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่”

    ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นความจริงที่หดหู่ใจ การยุติชีวิตเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามสำหรับเยาวชนอายุ 15-29 ปี ทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจากการยุติชีวิตมากกว่า 720,000 คนต่อปี ทุกๆ 40 วินาที มีชีวิตหนึ่งที่จากไปด้วยวิธีนี้

    มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแค่ในประเทศไกลๆ ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญวิกฤตนี้อย่างรุนแรง การยุติชีวิตเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของเด็กไทยอายุ 15-19 ปี และสิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ เด็กไทยอายุ 13-17 ปี ถึง 17.6% เคยคิดจริงจังเรื่องการยุติชีวิต หมายความว่าในห้องเรียนที่มีนักเรียน 30 คน อาจมีเด็กถึง 5-6 คนที่เคยคิดจะจบชีวิตตัวเอง

    เมื่อเด็กติดอยู่ใน “กับดักหลายชั้นของสังคม” และพวกเขาไม่รู้ว่าจะพาตัวเองต้องออกจากตรงนั้นอย่างไร

    เพราะอะไรเด็กในยุคนี้ถึงต้องเผชิญกับความมืดมิดจนคิดว่าการยุติชีวิตคือทางออกเดียว คำตอบอาจไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กสมัยนี้อ่อนแอ” หรือ “ผลการเรียนไม่ดี” เด็กวัยรุ่นในปัจจุบันกำลังติดอยู่ใน “กับดักหลายชั้น” ของปัญหาต่างๆ ที่มาพร้อมกันจนหาทางออกไม่ได้

    ชั้นแรกของกับดักคือโซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายเป็นดาบสองคมในชีวิตเด็กๆ การศึกษาพบว่าเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 3 เท่า และการศึกษาระยะยาว 10 ปี เผยให้เห็นว่าเด็กหญิงอายุ 13 ปีที่ใช้โซเชียลมีเดีย 2-3 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงยุติชีวิตสูงขึ้นเมื่อโตเป็นวัยรุ่น เหตุผลมาจาก การถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา การได้รับอิทธิพลจากเนื้อหาเชิงลบ และการเห็นเนื้อหาเกี่ยวกับการยุติชีวิตและทำร้ายตัวเองจนชินตา

    ชั้นที่สองคือผลพวงจากโควิด-19 ที่หลายคนคิดว่าผ่านไปแล้ว แต่ความจริงคือบาดแผลทางจิตใจยังไม่หาย ในช่วงการระบาดใหญ่ ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเยาวชนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทั่วโลก การปิดโรงเรียน การสูญเสียการติดต่อสังคม การแยกตัวที่ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง และการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน ส่งผลให้สมองของเด็กเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าปกติ การศึกษาพบว่าเด็กที่ผ่านการระบาดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสมองที่เร่งขึ้น ส่งผลต่อการประมวลผลอารมณ์

    ชั้นที่สามคือความกดดันทางวิชาการที่กลายเป็นการแข่งขันเอาชีวิต การศึกษาล่าสุดพิสูจน์ว่าความกดดันทางวิชาการเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการยุติชีวิตในวัยรุ่นในไทย การศึกษากับนักเรียนมัธยมพบว่าสาเหตุหลักคือความคาดหวังของพ่อแม่เรื่องผลการเรียน การถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาครอบครัว ความรักวัยรุ่น การขาดทักษะจัดการความเครียด การเลียนแบบจากโซเชียลมีเดีย และการใช้สารเสพติด

    ชั้นสุดท้ายคือการสูญเสียความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย เมื่อเด็กต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าไม่มีใครเป็นพยานหรือตอบสนองต่อการกระทำของตน ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่สำคัญ และเริ่มสงสัยขอบเขตระหว่างความเป็นจริงกับจินตนาการ กลุ่มที่เสี่ยงพิเศษคือเยาวชน LGBTQ+ โดยที่  39% ของเยาวชนกลุ่มนี้เคยคิดจริงจังเรื่องการยุติชีวิต และ 12% เคยพยายามยุติชีวิต รวมถึงเยาวชนในพื้นที่ชนบทที่มีอัตราการยุติชีวิตสูงกว่าในเมือง

    เรื่องราวจากสิงคโปร์: เมื่อความเศร้าโศกของแม่กลายเป็นพลังที่ทำให้ทุกคนในสังคมตระหนักว่าการยุติชีวิตของเด็กและเยาวชนคนหนึ่งเป็นเรื่องของคนทุกคนในสังคม

    ในวันที่ 29 ตุลาคม 2019 กลุ่มแม่ในสิงคโปร์ที่ผ่านความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้ตัดสินใจรวมตัวกัน พวกเธอไม่ได้เลือกที่จะซ่อนความเจ็บปวดในใจ แต่เลือกที่จะเปลี่ยนความเศร้าโศกเป็นแรงผลักดันเพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวอื่นต้องเจอสิ่งที่พวกเธอเจอ

    คุณดอรีน โค เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง PleaseStay Movement เธอสูญเสียลูกชายวัย 11 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 2017 ลูกชายของเธอเป็นเด็กที่กำลังต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าและความกดดันทางวิชาการ เมื่อได้ผลการเรียนที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เขารู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงจนตัดสินใจยุติชีวิต สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคุณดอรีนคือการรู้ว่าลูกชายเธอต่อสู้กับความมืดมิดในใจคนเดียว โดยที่เธอไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร

    คุณอีเลน อีกหนึ่งแม่ในกลุ่ม สูญเสียลูกชายวัย 17 ปี ที่ยุติชีวิตตัวเองในเดือนตุลาคม 2018 แม้ว่าลูกชายของเธอดูจะเป็นเด็กที่มีความสุขจากภายนอก แต่เขากำลังต่อสู้กับความทุกข์ภายในที่ไม่มีใครรู้ สิ่งที่ทำให้อีเลนเจ็บปวดมากที่สุดคือการตระหนักว่าเธอไม่เคยรู้จักลูกชายตัวเองอย่างแท้จริง

    คุณเจนนี่ เตียว คุณตัน เลย์ ผิง และคุณวาเลอรี ลิม สมาชิกของ Please Stay Movement ล้วนเป็นแม่ที่ผ่านประสบการณ์การสูญเสียบุตรหลานในลักษณะเดียวกัน ความเจ็บปวดที่พวกเธอแบ่งปันกันไม่ได้ทำให้พวกเธออ่อนแอลง แต่กลับทำให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อต่อสู้กับปัญหาที่ใหญ่กว่าความเศร้าโศกส่วนตัว

    วิสัยทัศน์ของ PleaseStay Movement คือ “เพื่อให้สิงคโปร์ที่ไม่มีเยาวชนคนใดต้องสูญเสียจากการยุติชีวิต” พันธกิจของพวกเธอคือการมีส่วนร่วมกับรัฐบาล หน่วยงานต่างๆ และสาธารณชนผ่านการแบ่งปันประสบการณ์ การระบุช่องว่างของบริการสุขภาพจิตจากภาครัฐ การเสนอแนวทางแก้ไขทางเลือก เพื่อให้เกิดแนวทางเชิงระบบในการป้องกันการยุติชีวิตในกลุ่มเด็กและเยาวชน

    สิ่งที่พวกเธอขับเคลื่อนไม่ใช่แค่การรณรงค์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ พวกเธอเรียกร้องให้สิงคโปร์มีกลยุทธ์ระดับชาติในการป้องกันการยุติชีวิตที่ประสานงานและบูรณาการ ส่งเสริมการสื่อสารที่รับผิดชอบ เช่น การใช้คำว่า “เสียชีวิตจากการยุติชีวิต” แทน “กระทำอัตวินิบาตกรรม” และผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันหลายภาคส่วน ตั้งแต่รัฐบาล ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน โรงเรียน องค์กรสื่อ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครอง องค์กรศาสนา ไปจนถึงเยาวชนเอง

    ผลจากการขับเคลื่อนของ Please Stay Movement ทำให้กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ต้องยอมรับว่าข้อเสนอของพวกเธอสอดคล้องกับแผนการจัดตั้งหน่วยงานสุขภาพจิตแห่งชาติ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเมื่อความเศร้าโศกส่วนตัวกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสาธารณะ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ 

    การยุติชีวิตของเด็ก: สัญญาณเตือนของสังคม

    เมื่อเด็กตัดสินใจยุติชีวิต สิ่งแรกที่สังคมมักจะทำคือชี้นิ้วไปที่ครอบครัว ตำหนิว่าพ่อแม่ดูแลไม่ดี หรือเด็กอ่อนแอ แต่ความจริงคือ การยุติชีวิตของเด็กไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวหนึ่งๆ มันเป็นสัญญาณเตือนที่สังคมทั้งหมดต้องหยุดและพิจารณา

    เมื่อในสังคมหนึ่งมีเด็กจำนวนมากที่คิดว่าชีวิตไม่มีค่าพอที่จะมีอยู่ต่อไป นั่นหมายความว่าสังคมนั้นมีอะไรบางอย่างผิดพลาดอย่างร้ายแรง อาจเป็นระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันจนเด็กรู้สึกว่าคุณค่าของตนขึ้นอยู่กับผลการเรียนเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ที่ทำให้เด็กไม่มีที่ปลอดภัยในการแสดงความรู้สึกและขอความช่วยเหลือ หรืออาจเป็นความกดดันจากสื่อสังคมที่ทำให้เด็กต้องเผชิญกับการเปรียบเทียบและการตีตราอย่างต่อเนื่อง

    สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันสะสมมาจากการที่เราละเลยความต้องการทางจิตใจของเด็ก การที่เราให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์มากกว่าความสุข การที่เราสร้างสังคมที่เด็กรู้สึกว่าต้องเป็น “เด็กดี” ตลอดเวลาโดยไม่มีพื้นที่ในการผิดพลาดหรือเรียนรู้

    ถึงเด็กๆ ที่กำลังเจ็บปวด จากกองบรรณาธิการ Mappa

    หากตอนนี้มีเด็กๆ กำลังอ่านบทความนี้และรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในความมืดมิด พวกเราอยากให้รู้ว่าพวกเธอไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนหลายล้านคนทั่วโลกที่เคยรู้สึกเหมือนเธอ และพวกเขาผ่านมันมาได้ ความเจ็บปวดที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ไม่ได้ถาวร แม้ว่าจะรู้สึกเหมือนไม่มีทางออก แต่ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนแปลงได้

    มีคนรอที่จะช่วยพวกเธออยู่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน ครู หรือผู้เชี่ยวชาญ มีคนที่พร้อมฟังและช่วยเหลือ และสิ่งสำคัญที่สุด ชีวิตเธอมีความหมาย แม้ว่าตอนนี้เธออาจจะยังมองไม่เห็น แต่เธอมีผลกระทบเชิงบวกต่อคนรอบข้างมากกว่าที่เธอคิด การที่เธอยังคงหายใจอยู่ในวันนี้แสดงว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่เธอคิด

    ถึงพ่อแม่และผู้ใหญ่ทุกคน : พวกเราคือเครือข่ายความปลอดภัย

    สำหรับพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่กำลังกังวลเรื่องเด็กๆ การรู้จักสัญญาณเตือนอาจช่วยชีวิตเด็กๆ ได้ สัญญาณทางพฤติกรรมที่ต้องระวังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการนอนหรือการกิน การถอนตัวจากเพื่อนและครอบครัว การไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ การมอบของสำคัญให้คนอื่น และพฤติกรรมเสี่ยงที่ผิดปกติ

    สัญญาณทางอารมณ์ที่ควรเฝ้าระวังคือความรู้สึกสิ้นหวังหรือไร้ค่า ความโกรธหรือความหงุดหงิดที่รุนแรง ความวิตกกังวลที่รุนแรง และการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็ว ส่วนสัญญาณทางคำพูดที่ต้องตั้งใจฟังคือ “ฉันอยากตาย” “ฉันอยากหายไป” “ทุกคนจะดีกว่าถ้าฉันไม่อยู่” “ฉันไม่ไหวแล้ว” และการพูดถึงความตายบ่อยๆ

    เมื่อสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้แล้ว สิ่งแรกคืออย่าเพิกเฉย แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นการ “หาเรื่อง” หรือ “ต้องการความสนใจ” แต่ทุกสัญญาณต้องถือว่าจริงจัง เราสามารถเริ่มบทสนทนาโดยการถามอย่างตรงไปตรงมาเช่น “ลูก/หนู คิดทำร้ายตัวเองไหม?” การถามไม่ได้เพิ่มความเสี่ยง แต่ทำให้เห็นว่าเราไม่มองข้ามสัญญาณเตือนจากพวกเขา อย่างไรก็ดีการถาม หรือการเปิดบทสนทนานี้มีพื้นฐานความสัมพันธ์เป็นจุดเริ่มต้น การฟังอย่างไม่ตัดสินจึงเป็นทักษะสำคัญ การให้เวลาและพื้นที่ในการแสดงความรู้สึก ไม่ต้องรีบหาทางแก้ จะช่วยสร้างพื้นฐานความสัมพันธ์แบบนี้ จากนั้นต้องขอความช่วยเหลือทันที โดยติดต่อผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาล หรือสายด่วนวิกฤต และสิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวจนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม

    ความสัมพันธ์: “การมีอยู่จริง” ของผู้ใหญ่สักคนในชีวิตเด็ก ก็สามารถลดการยุติชีวิตของเด็กได้

    หัวใจสำคัญของการป้องกันการยุติชีวิตของเด็กและเยาวชนอยู่ที่ความรู้สึกเชื่อมโยงถึงกันในแต่ละความสัมพันธ์ การที่เด็กๆ รู้สึกเชื่อมโยงกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่สักคนในชีวิตของเขา ก็ช่วยลดการยุติชีวิตของตัวเองลงได้อย่างมาก การศึกษาจากทั่วโลกพิสูจน์ว่า การสนับสนุนทางสังคมและการเชื่อมโยงเป็นปัจจัยป้องกันที่สำคัญที่สุด ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นเสาหลักที่สำคัญ เด็กที่รู้สึกได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองมีความเสี่ยงต่อการยุติชีวิตลดลงอย่างมาก แต่ครอบครัวเพียงอย่างเดียวไม่พอ การมีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจในชุมชน เช่น ครู โค้ช หรือผู้นำศาสนา สามารถช่วยป้องกันการยุติชีวิตได้ แม้ในกรณีที่ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองไม่ดี เพื่อนที่แท้จริงก็มีความสำคัญ การมีเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็งและเป็นบวกช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก เด็กที่มีเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจมีความยืดหยุ่นในการจัดการความเครียดมากขึ้น

    โรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งแวดวงสำคัญ สภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ปลอดภัย เป็นมิตร และส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์มีประสิทธิภาพในการป้องกันการยุติชีวิต การสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันต้องใช้ความตั้งใจ เวลา และความอดทน

    การใช้ภาษาที่รักษาชีวิต

    PleaseStay Movement มีการรณรงค์สำคัญ​ที่ชวนให้พวกเราตระหนักถึงความสำคัญของ “ภาษา” และให้ตระหนักว่าแม้แต่คำพูดก็สามารถช่วยชีวิตหรือทำลายชีวิตได้ เมื่อเราพูดถึงคนที่กำลังประสบปัญหา การใช้คำว่า “เป็นคนอ่อนแอ” “ขี้แพ้” “ไม่เข้มแข็ง” จะทำให้พวกเขายิ่งปิดใจ ในขณะที่คำว่า “กำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก” “ต้องการความช่วยเหลือ” จะเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

    สำหรับสื่อ การหลีกเลี่ยงการแบ่งปันรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการ การมุ่งเน้นไปที่ชีวิตของผู้เสียชีวิตมากกว่าการเสียชีวิต การระบุหมายเลขสายด่วนหรือแหล่งช่วยเหลือเสมอ และการส่งเสริมเรื่องราวของผู้รอดชีวิตและความหวัง ล้วนเป็นแนวปฏิบัติที่ช่วยลดการเลียนแบบและเพิ่มการขอความช่วยเหลือ

    สำหรับสาธารณชน การพูดคุยเรื่องการยุติชีวิตอย่างมีสติ การยอมรับว่าความคิดยุติชีวิตและภาวะซึมเศร้าไม่เลือกปฏิบัติ การสนับสนุนให้คนที่กำลังประสบปัญหาขอความช่วยเหลือ และการสานต่อบทสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพจิต จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยทางจิตใจ

    คำแนะนำปฏิบัติที่ทุกคนทำได้

    การสร้างบรรยากาศปลอดภัยในบ้านเริ่มต้นจากการฟังโดยไม่ตัดสิน เมื่อลูกมาเล่าเรื่องที่ดูเหมือน “เรื่องเล็ก” สำหรับผู้ใหญ่ แต่เป็น “เรื่องใหญ่” สำหรับเขา ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขา ไม่ใช่ขนาดของปัญหา การจัดเวลาคุณภาพให้ลูกได้พูดคุยโดยไม่มีการรบกวน ไม่มีมือถือ ไม่มีการตัดสิน เพียงแค่อยู่ด้วยกันและฟัง อาจฟังดูง่าย แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน เวลาที่ให้ความสนใจ 100% เป็นของขวัญที่มีค่าที่สุด

    การแสดงความรักโดยไม่มีเงื่อนไขหมายความว่าให้ลูกรู้ว่าความรักของพ่อแม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเรียนหรือความสำเร็จ การเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของลูก เข้าใจเทคโนโลยี เกม โซเชียลมีเดีย และสิ่งที่ลูกสนใจ เพื่อสามารถพูดคุยได้ จะทำให้พ่อแม่เข้าถึงโลกใจของลูกได้มากขึ้น

    การลดความกดดันที่ไม่จำเป็นเริ่มจากการปรับความคาดหวัง ความฝันของพ่อแม่สำหรับลูกอาจเป็นฝันร้ายของเขา มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขดีกว่าประสบความสำเร็จแต่ทุกข์ การเน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ ชมเชยความพยายามและการเรียนรู้มากกว่าเกรดหรือการแข่งขัน การให้เวลาพักผ่อน และการสอนให้รู้ว่าความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้ จะช่วยลดแรงกดดันที่เด็กรับรู้

    สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา การเรียนรู้สัญญาณเตือนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะครูอยู่กับเด็กทุกวันจึงสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด การสร้างบรรยากาศชั้นเรียนที่ปลอดภัย ห้ามการกลั่นแกล้ง ส่งเสริมการยอมรับความแตกต่าง การลดการแข่งขันที่ไม่จำเป็น โฟกัสที่การเรียนรู้และการพัฒนาตนเองไม่ใช่แค่การแข่งขันเอาชนะคนอื่น และการรู้จักส่งต่อเมื่อสงสัยว่าเด็กมีปัญหา เป็นทักษะที่ครูทุกคนควรมี

    เพื่อนและเยาวชนด้วยกันมีบทบาทสำคัญไม่แพ้ผู้ใหญ่ การเป็นที่ปรึกษาที่ดี ฟังเพื่อนโดยไม่ตัดสิน ไม่ดูถูก และไม่ทิ้งไป การรู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อเพื่อนพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ต้องบอกผู้ใหญ่ทันทีแม้ว่าเพื่อนจะห้าม การไม่แชร์เนื้อหาที่เป็นอันตราย หยุดการแชร์วิธีการทำร้ายตัวเอง หรือเนื้อหาที่ส่งเสริมการยุติชีวิต และการมองหาสัญญาณในโซเชียลมีเดีย หากเห็นเพื่อนโพสต์เนื้อหาที่น่าเป็นห่วงต้องแจ้งผู้ใหญ่

    ชุมชนและผู้นำชุมชนสามารถช่วยได้โดยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย จัดกิจกรรมที่เด็กสามารถมาใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ การฝึกอบรมอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมเบื้องต้นเรื่องการดูแลสุขภาพจิต การลดการตีตราโดยสร้างความเข้าใจว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติที่รักษาได้ และการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือโดยเชื่อมโยงระหว่างครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานสุขภาพ

    เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ

    ต้องกังวลเมื่อลูกเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างผิดปกติมากกว่า 2 สัปดาห์ หยุดทำสิ่งที่เคยสนใจทั้งหมด มีการพูดถึงความตายหรือการหายไป มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่เคยมี หรือไม่นอนไม่กินหรือนอนกินมากผิดปกติ

    ในประเทศไทย สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการ 24 ชั่วโมงฟรี โรงพยาบาลใกล้บ้านส่วนใหญ่มีแผนกจิตเวช มีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เอกชน และที่ปรึกษาในโรงเรียน แต่ต้องเลือกคนที่มีคุณภาพ ในกรณีฉุกเฉิน หากลูกกำลังทำร้ายตัวเองหรือจะทำ ให้โทร 1669 หรือพาไปห้องฉุกเฉินทันที และอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวเด็ดขาด

     

    ให้เด็กๆ จำไว้ว่า “พวกเราอยู่ตรงนี้เสมอ” 

     

    การป้องกันการยุติชีวิตไม่ใช่งานของหมอหรือครูเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม เริ่มต้นจากบ้านของเราเอง แม่ๆ ใน PleaseStay Movement บอกกับเราว่า การที่เราพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดเผย การที่เราแสดงให้ลูกเห็นว่าการขอความช่วยเหลือคือความกล้าหาญไม่ใช่ความอ่อนแอ และการที่เราให้ความรักโดยไม่มีเงื่อนไข คือสิ่งที่อาจช่วยชีวิตลูกเราได้

    ความหวังมาจากการที่เราเข้าใจว่า การยุติชีวิตสามารถป้องกันได้ ตัวเลขจากทั่วโลกพิสูจน์ว่า เมื่อสังคมให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจัง เราสามารถช่วยชีวิตเด็กๆ ได้ ประเทศที่มีแผนป้องกันการยุติชีวิตระดับชาติสามารถลดอัตราได้อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกัน เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

    ทุกคืนที่เราเข้าไปดูลูกก่อนนอน ขณะที่เขาหลับสนิท ใบหน้าผ่อนคลาย เราควรจำไว้ว่าคำว่า “พ่อแม่อยู่ตรงนี้เสมอ” อาจเป็นเชือกช่วยชีวิตเส้นเดียวที่ลูกต้องการ การที่เราแสดงความรักและการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข การที่เราสร้างบ้านที่เป็นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ และการที่เราเปิดใจฟังโดยไม่ตัดสิน เป็นยาที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการยุติชีวิต

    เพราะชีวิตทุกชีวิตมีค่า และอนาคตของพวกเขายังเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่สวยงาม ถ้าเราช่วยกันดูแลและปกป้อง การยุติชีวิตของเด็กไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากเราทุกคนตื่นตัวและดำเนินการร่วมกัน

    แหล่งข้อมูลขอความช่วยเหลือ

    ประเทศไทย

    1. สายด่วนสุขภาพจิต: 1323 (24 ชั่วโมง ฟรี)
    2. สายด่วนป้องกันการยุติชีวิต: 1422

    มูลนิธิ Hope Line: 095-000-1422


    อ้างอิง 


    World Health Organization. (2024). Suicide fact sheet. WHO.

    Department of Mental Health, Thailand. (2024). Suicide prevention in Thailand: A whole-of-society approach.

    UNICEF Thailand. (2022). Poor youth mental health is costing Thailand.

    Arunpongpaisal, S., et al. (2022). Time-series analysis of trends in suicide rates in Thailand 2013–2019. BMC Psychiatry.

    The Jed Foundation. (2024). Mental Health and Suicide Statistics.

    Lancet Western Pacific. (2024). Addressing rising rates of youth suicide.

    The Trevor Project. (2024). National Survey on LGBTQ+ Youth Mental Health.

    Rural Health Information Hub. (2024). Rural youth suicide rates.

    Social Media Victims Law Center. (2025). Social Media & Suicide research.

    Netherlands Institute of Mental Health. (2023). Social media use and self-harm in adolescents.

    IPSOS. (2024). The impact of COVID-19 on youth mental health.

    National Institute of Mental Health. (2023). COVID-19 pandemic associated with worse mental health and accelerated brain development in adolescents.

    Chaniang, S., et al. (2022). Suicide prevention: A qualitative study with Thai secondary school students. Belitung Nursing Journal.

    Healthline. (2022). Impact of COVID-19 lockdown on teens’ mental health.

    Child Bereavement Support Singapore. (2019). PleaseStay Movement founding documents.

    Ibid.

    American Foundation for Suicide Prevention. (2023). Warning signs of suicide.

    Johns Hopkins Medicine. (2024). Teen suicide risk factors.

    Kaiser Permanente. (2024). Warning signs of suicide in children and teens.

    Northwestern Medicine. (2024). Warning signs of teen suicide.

    BMC Psychiatry. (2019). National suicide prevention programs effectiveness study.

    Nordic Council. (2024). Prevention of suicide in Nordic countries.

    Netherlands Youth Mental Health Policy. (2024). Mental health initiatives.

    PMC. (2021). Positive relationships with adults and resilience to suicide attempt.

    Suicide Prevention Resource Center. (2024). Promote social connectedness and support.

    JAMA Network Open. (2020). Association of social support with mental health outcomes.

    PMC. (2024). Social-emotional learning in suicide prevention.

    PleaseStay Movement. (2019). Responsible media reporting guidelines.

    World Health Organization. (2021). LIVE LIFE suicide prevention package.

    Department of Mental Health, Thailand. (2024). HOPE Taskforce operations report.

     

  • จินตนาการส่งด่วน: ช่องว่างของจินตนาการ ความยากจน และเหตุผลที่เด็กคนหนึ่งสามารถพาชีวิตตัวเองไปได้ไกลกว่าเด็กอีกคนหนึ่ง

    จินตนาการส่งด่วน: ช่องว่างของจินตนาการ ความยากจน และเหตุผลที่เด็กคนหนึ่งสามารถพาชีวิตตัวเองไปได้ไกลกว่าเด็กอีกคนหนึ่ง

    จินตนาการส่งด่วน: ช่องว่างของจินตนาการ ความยากจน และเหตุผลที่เด็กคนหนึ่งสามารถพาชีวิตตัวเองไปได้ไกลกว่าเด็กอีกคนหนึ่ง

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    เมื่อซีรีส์  “สงครามส่งด่วน” ทำให้เราตั้งคำถามว่าอะไรทำให้เด็กบางคนฝันไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดของชีวิต

     

    เมื่อ “Mad Unicorn” ซีรีส์ไทยเรื่องใหม่ขึ้นอันดับ 1 ใน Netflix ประเทศไทยและติดอันดับ 4 ของโลกออกฉาย หลายคนต่างชื่นชมเรื่องราวของ “สันติ” หนุ่มจากครอบครัวยากจนในดอยวาวี จังหวัดเชียงใหม่ที่สร้างธุรกิจจนกลายเป็น สตาร์ทอัพ ยูนิคอร์น รายแรกของประเทศไทย ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้พวกเราชาว Mappa ดูแล้วเกิดคำถามว่า “อะไรทำให้เด็กบางคนสามารถฝันและจินตนาการไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดของชีวิต”

     

    แม้ว่า “ความคิด” หรือ “จินตนาการ” อาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น หรือร่ำรวยขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า คนที่ฝ่าฟันข้อจำกัดในชีวิตได้ พวกเขาต้องมีความสามารถในการจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่  

     

    น่าตั้งคำถามร่วมกันว่า เพราะอะไร ‘สันติ’ ที่บ้านอยู่บนดอย ฐานะยากจน มีแม่ผู้เสียสละแต่ก็เศร้าสร้อย มีพ่อใช้ความรุนแรง อยู่ในชุมชนที่เพื่อนพ้องยกพวกตีกัน ถึงสามารถจินตนาการได้ไกลกว่าข้อจำกัดเหล่านั้นของชีวิต 

    ในทางกลับกัน เด็กอีกหลายคนในสังคมไทยกลับติดอยู่ใน “ช่องว่างของจินตนาการ” หรือที่เรียกว่า Imagination Gap คือการที่พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะคิดถึงชีวิตที่ดีไปกว่าสิ่งที่ตัวเองเคยเห็นหรือได้รับมาแล้ว ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพรสวรรค์หรือความขยัน แต่มันคือเรื่องของความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตที่แตกต่าง ซึ่งถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อม สังคม และระบบการศึกษา (Thomas, 2019; Reich, 2017)

    มีตัวอย่างของเด็กชายขอบบางคนที่หน่วยก้านดี มีความสามารถ และเรียนหนังสือดี แต่เมื่อถามถึงความฝันหรือเป้าหมายชีวิต เขากลับตอบว่าอยากเป็นแค่คนขับรถบรรทุก เหตุผลก็คือเขาไม่เคยเห็นชีวิตหรืออาชีพที่แตกต่างจากนี้เลย จินตนาการสูงสุดที่เขามีอยู่จึงเป็นเพียงสิ่งที่เคยสัมผัสผ่านสายตาของตัวเอง นี่แสดงให้เห็นว่าช่องว่างของจินตนาการไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทฤษฎี แต่เป็นปัญหาที่มีอยู่จริงในชีวิตประจำวันของเด็กไทยหลายล้านคน

    การที่เด็กไม่ได้รับ “พื้นที่ให้จินตนาการ” อย่างเพียงพอ (ฐิติกาญจน์ และคณะ, 2567) หลายครอบครัวและโรงเรียนในไทยเต็มไปด้วยการอบรมสั่งสอนที่หนักแน่น แต่แคบเกินกว่าที่เด็กจะได้คิดนอกกรอบ สถานการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้เด็กไม่สามารถจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้

    งานวิจัยจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ., 2567) ชี้ชัดว่าเด็กไทยที่มีฐานะยากจนมักติดอยู่ในกับดักของความคิดที่ว่า “ชีวิตคงไม่ดีไปกว่านี้” เด็กเหล่านี้ขาดความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงชีวิต และระบบการศึกษาก็มักไม่ได้ช่วยเติมเต็มความเชื่อมั่นนี้ และกลับยิ่งตอกย้ำให้เด็กคิดว่าตัวเองเป็น “คนด้อยโอกาส” ซึ่งต่างจากสันติที่ถึงแม้ครอบครัวยากจนแต่ตัวเขายังคงหล่อเลี้ยง “ทุนจินตนาการ” เอาไว้ในชีวิตตัวเองได้

    เรามาอ่านสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า “Imagination Gap” หรือช่องว่างของจินตนาการ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่อธิบายว่า จินตนาการสำคัญอย่างไรกับความพยายามของชีวิต และเพราะอะไรเด็กที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน กลับมีอนาคตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


    เรื่องราวของเด็กสองคน: ความแตกต่างที่เปลี่ยนชะตาชีวิต


    ลองจินตนาการเด็กสองคนที่เกิดในหมู่บ้านเดียวกัน ครอบครัวยากจนเหมือนกัน:

    เด็กคนแรก เติบโตมาพร้อมกับการได้ยินคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” แล้วตอบว่า “อยากเป็นคนขับรถบรรทุก” เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเห็นรอบตัว แม้ว่าเขาจะมีความสามารถ มีหน่วยก้านดี แต่ภาพคิดฝันที่ไปได้ไกลที่สุดเหล่านั้นคือขีดจำกัดของจินตนาการที่เขามี

    เด็กคนที่สอง เหมือนสันติในซีรีส์ แม้จะเติบโตมาท่ามกลางความรุนแรงจากพ่อ ความยากลำบากของแม่ แต่เขากลับมี “ความสามารถในการจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่าครอบครัว และเรื่องเล่าเดิมๆ ของสังคม”

    อะไรทำให้เด็กสองคนนี้แตกต่างกัน?


    สันติ: เด็กที่ทะลุผ่าน “เรื่องเล่าเดิมๆ ของสังคม”


    สันติในซีรีส์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับสิ่งพิเศษใดๆ ไม่ได้มีความสามารถมากกว่าคนอื่น เขาไม่ได้ฉลาดกว่าใคร แต่เขามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป คือเขาพร้อมที่จะมองเห็นโอกาส และมีความกล้าที่จะไม่เชื่อ ‘เรื่องเล่า’ ที่สังคมขีดขอบเขตไว้ให้เขา

    ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ รับเอาคำบอกเล่าแบบเป็นนัยๆ จากสังคมโดยไม่รู้ตัวว่า “เด็กอย่างเรา ควรมีความฝันแค่นี้” “ถ้าพ่อแกเคยติดคุก ชีวิตแกก็อยู่ในคุกนั่นแหล่ะ” หรือสารพัดคำพูดบั่นทอนกำลังใจที่กรอบชีวิตเด็กและเยาวชนหลายคนในปัจจุบัน ตัวละครอย่างสันติกลับใช้เวลาในชีวิตคิดฝันถึง​ “โลกที่ดีกว่าเดิม” โลกใบนี้อาจไม่ใช่ โลกจริงๆ อย่างที่รู้กัน แต่เป็นโลกของเขา โลกของแม่ โลกของน้องชาย และขยับขยายไปถึงการที่โลกมีบริษัทรับส่งของในราคาที่คนเข้าถึงได้ และใครก็สามารถส่งของไปให้กันและกันได้

    เงินในกระเป๋าและรูปลักษณ์ภายนอกไม่ทำให้เขาหดความฝันตัวเองเลย เมื่อต้องไปอยู่ท่ามกลางคนฐานะดี หรือเมื่อผู้ใหญ่รอบข้างออกจะดูแคลนว่า “อย่าฝันใหญ่เกินไป จะผิดหวัง” และแม้เขาจะเผชิญกับความรุนแรงจากพ่อและความยากลำบากในครอบครัว สันติไม่ได้ยอมให้มันกลายเป็นข้ออ้างหรือเหตุผลที่จะยอมแพ้ เขากลับเลือกที่จะใช้ความเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นพลังในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า

    งานวิจัยที่บอกว่า “จินตนาการไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน” 

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับสันติไม่ใช่เรื่องบังเอิญ งานวิจัยหลายชิ้นอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ชัดเจน หนึ่งในนั้นคือประเด็นเรื่อง 

    ภาวะขาดความมุ่งหวัง : Aspirations Failure งานวิจัยที่บอกว่า ความยากจนขโมยความฝัน

    งานวิจัยใน The Economic Journal โดย Dalton, Ghosal และ Mani พบว่า ความยากจนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเงิน แต่เป็นปัญหาของการจินตนาการ 

    เด็กที่เกิดมามีฐานะยากจนมักมี “หน้าต่างความคิด” (Cognitive Window) ที่แคบกว่าเด็กที่มีฐานะ พวกเขาใช้ประสบการณ์ของคนจำนวนน้อยที่อยู่รอบๆ ตัวเขาในการกำหนดความฝัน และความมุ่งหวังของตัวเอง ส่งผลให้เกิด “Aspirations Failure” หรือ ความล้มเหลวในการตั้งความมุ่งหวังให้เท่ากับศักยภาพที่แท้จริง

    งานวิจัยพบว่า Aspirations Failure เป็นผลลัพธ์ของความยากจน ไม่ใช่สาเหตุ นั่นหมายความว่าเด็กไม่ได้เกิดมาโดยไม่มีความฝัน แต่ความยากจนได้ “ขโมย” ความฝันของพวกเขาไป

    งานวิจัยของ Jamie Hanson ยิ่งทำให้เราเข้าใจมากขึ้น โดยยกเอาการวิจัยสมองของเด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลน มักมีพัฒนาการของสมองส่วน hippocampus ต่ำกว่าปกติ

    ทำไมสิ่งนี้สำคัญ? เพราะ hippocampus คือส่วนของสมองที่ควบคุมความสามารถในการจินตนาการและวางแผนอนาคต ซึ่งนี่คือหลักฐานทางชีววิทยาที่อธิบายว่าทำไมเด็กจากครอบครัวยากจนจึง คิดฝันถึงอาชีพได้ไกลไม่เกินพ่อแม่หรือคนในชุมชนของเขา 

     

    การศึกษาทำลายจินตนาการ

    “คะแนนแค่นี้ น่าจะไปเรียนสายอาชีพดีกว่า” 

    “เด็กเงียบๆ แบบนี้ไม่เหมาะเป็นผู้นำหรอก”

    “ไม่ค่อยเก่งคณิต ไม่ต้องไปคิดเรื่องวิทยาศาสตร์”

    “เด็กผู้หญิงไม่ต้องเรียนเก่งเกินไป จะแต่งงานยาก”

    “ดูเพื่อนสิ เก่งกว่าเยอะ เรายังไงจะไปแข่งกับเขาได้”

    “อย่าฝันใหญ่เกินไป เดี๋ยวจะผิดหวัง”

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความยากจนเพียงอย่างเดียว ระบบการศึกษาไทยเองก็มีส่วนในการสร้างช่องว่างทางจินตนาการเช่นกัน 

    ลองคิดดูว่าแต่ละวัน คำพูดจากความผิดหวังของวัยผู้ใหญ่ทำให้เด็กมีความคิดต่อตนเอง (Self Concept) อย่างไรบ้าง

    นอกจากนั้น ตารางเวลาของชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยการบ้าน การสอบ ชั้นเรียน การวัดผลด้วยวิธีการเดียวกัน หรือวัดศักยภาพว่าชีวิตของเด็กหนึ่งคนจะไปได้ไกลแค่ไหน ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาเพียงเท่านั้น 

    ผู้เขียนนึกถึงเรื่องจริงจากกุมารแพทย์ท่านหนึ่งที่เคยเขียนถึงเด็กวัย 7 ขวบคนหนึ่งชอบวาดรูป วันหนึ่งเขาวาดภาพทะเลที่มีหมาว่ายน้ำ เมื่อครูเห็นเข้าก็ตำหนิ “ในทะเลต้องมีแต่กุ้งหอยปูปลา ทะเลมีหมาไม่ได้” เด็กพยายามอธิบายว่าเขาเคยพาหมาไปเที่ยวทะเลจริงๆ แต่ครูกลับว่าเด็กดื้อและตีลงโทษ 

    หลังเหตุการณ์นั้น เด็กคนนั้นก็เลิกวาดรูปไปเลย

    เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า “กรอบความคิดผู้ใหญ่ที่ตายตัว” สามารถทำลายโลกแห่งจินตนาการในใจเด็กได้อย่างรุนแรง

    แล้วลองย้อนกลับไปอ่านคำพูดข้างต้น ที่เด็กๆ ได้ยินอยู่ทุกวัน 

    ว่าคำพูดเหล่านั้นจะทำให้พวกเขาคิดกับชีวิตของตัวเองแบบไหน

    DEMOCRATIZING IMAGINATION : ทำให้ความสามารถในการจินตนาการเป็นเรื่องของทุกคน 

    ถ้าเราเข้าใจแล้วว่าอะไรทำให้เกิดช่องว่างนี้ แล้วเราก็รู้ด้วยว่า “จินตนาการ” คือความสามารถที่มนุษย์ทุกคนมีได้ แล้วเราจะทำให้เด็กๆ ทุกคนมีสิ่งนี้ได้อย่างไร? 

    มาดู 3 ทางเลือกนี้ไปด้วยกัน 

    1.การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้จินตนาการ 

    บางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยพอให้กล้าฝัน เมื่อเด็กได้อยู่ในสถานที่ที่ไม่มีใครตัดสิน ไม่มีใครบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” พวกเขาเริ่มปลดปล่อยจินตนาการที่ถูกกักขังมานาน เริ่มพูดถึงความฝันที่แปลกใหม่ เริ่มวางแผนอนาคตที่กว้างไกลกว่าที่เคยคิด พื้นที่แบบนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ใหญ่โต อาจเป็นแค่การที่ผู้ใหญ่หยุดใช้คำว่า “เป็นไปไม่ได้” และเริ่มถามว่า “แล้วถ้าเป็นไปได้ล่ะ จะเป็นยังไง?” ยกตัวอย่างเช่น ในยุคปัจจุบันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต และการทำงาน แทนที่ผู้ใหญ่จะพูดถึงความน่ากลัว ภาวะการเลิกจ้างงานและแทนที่ด้วย AI เราอาจจะต้องเรียนรู้ใหม่ แล้วชวนพวกเขามองถึงโลก ถึงโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตของพวกเขา เราเรียนรู้มาจากอดีตนักต่อนักแล้วว่า การใช้คำขู่และความกลัว ไม่ได้สร้างแรงจูงใจ หรือบางครั้งมันก็ทำได้ แต่ผลที่ความกลัวทิ้งไว้ก็รุนแรงไม่แพ้กัน 

    2.Cultural Content เรื่องเล่าเร้าพลัง เมื่อเรื่องเล่าในสังคมเปลี่ยน narrative ใหม่ให้กับเด็กไทย 

    เมื่อเด็กได้เห็น “คน” ไม่ว่าอาชีพไหน พื้นฐานชีวิตเป็นอย่างไร ก็ประสบความสำเร็จ อะไรบางอย่างได้ เรื่องราวที่วนเวียนอยู่ในหัวของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไป งานวิจัยเรื่อง Child Sponsorship พบว่าการให้เด็กได้เห็น “ตัวอย่างความสำเร็จ” เพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง 0.25 การมองโลกในแง่ดี 0.26 และความมุ่งหวัง 0.29 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นี่คือพลังของ cultural content ที่สร้างขึ้นอย่างมีเจตนา ไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือในการขยาย “หน้าต่างความคิด” ของผู้ชม “Mad Unicorn” “สงครามส่งด่วน” ทำหน้าที่คล้ายกัน เมื่อเด็กไทยที่กำลังชมซีรีส์เรื่องนี้ ดูสันติผู้มาจากครอบครัวยากจน สามารถสร้างธุรกิจระดับประเทศได้ พวกเขาเริ่มเห็นว่าตัวเองก็สามารถเป็นเหมือนสันติได้ เรื่องเล่าที่เคยจำกัดพวกเขาไว้ เริ่มถูกแทนที่ด้วยเรื่องเล่าใหม่ที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ 

    3.สิ่งสำคัญที่สุด :หยุดทำลายจินตนาการ 

    บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การ “ทำ” อะไร แต่อาจเป็นการ “หยุดทำ” อะไรด้วย หยุดพูดว่า “คะแนนแค่นี้ น่าจะไปเรียนสายอาชีพดีกว่า” เริ่มถามว่า “นอกจากคะแนน แล้วเราเก่งเรื่องอะไรอีกบ้าง?” หยุดพูดว่า “อย่าฝันใหญ่เกินไป จะผิดหวัง” เริ่มพูดว่า “ฝันใหญ่ดีนะ แล้วเราจะเริ่มจากไหนดี?” บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายและเร็วที่สุด เริ่มต้นจากการที่ผู้ใหญ่ตระหนักถึงการกระทำ และคำพูดของตัวเองของเด็กๆ เลิกเล่าเรื่องจากข้อจำกัดเดิมเพื่อให้เด็กมีชีวิตเพียงเพื่อได้มองเห็นแค่กรอบของชีวิตพวกเขา เพราะเมื่อเด็กและเยาวชนมีความสามารถในความฝันและจินตนาการที่ไปพ้นจากเรื่องเล่าในโลกของผู้ใหญ่ เมื่อพวกเขาไม่ยอมให้ใครมากำหนดขอบเขตของความฝัน พวกเขาจำเป็นที่จะต้องมองโลกด้วยดวงตาของตัวเอง ไม่ใช่ดวงตาของคนรุ่นก่อน 

     

    วันนี้ “สงครามส่งด่วน” ที่ต้องส่งไปท่ัวประเทศไทยอาจไม่ใช่พัสดุ แต่เป็น “จินตนาการ” ไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะเป็นไปได้ พวกเรามารีบส่งให้ทั่วไทยแบบ Next Day Delivery เลยนะคะ ^^

     

    แหล่งอ้างอิง:

    • Kara Yorio (2019). “Ebony Elizabeth Thomas on Magic, the Imagination Gap and ‘The Dark Fantastic’.” School Library Journal. slj.comslj.com

    • ปวริศา ตั้งตุลานนท์ (2564). “อย่าปล่อยให้การศึกษาของเด็กไทยจบอยู่แค่ในจินตนาการ – Limited Education 2021.” สำนักข่าว The Standard.thestandard.cothestandard.co

    • เบญจพร สันตสูติ (ประมาณ 2562). “ความคิดที่ถูกตีกรอบทำให้จินตนาการของเด็กหายไป.” เน็ตป๊าม้า (บทความออนไลน์).netpama.comnetpama.com

    • Passanan Assavarak (2025). “การสร้าง Growth Mindset ในเด็กไทยจากชีวิตจริงของนักเรียนช้างเผือก.” KMUTT Contributor Platform.contributor.lib.kmutt.ac.thcontributor.lib.kmutt.ac.th

    • ภาสนันทน์ อัศวรักษ์ (2568). บทความอ้างถึงงานวิจัยเรื่องผลของ Growth Mindset ในโรงเรียนไทย. (สรุปเผยแพร่บน KMUTT Contributor)contributor.lib.kmutt.ac.thcontributor.lib.kmutt.ac.th

    • Equitable Education Fund – EEF (2567). “เมื่อความยากจนส่งผลต่อ Growth Mindset ของเด็ก.” (รายงานเผยแพร่ 30 ม.ค. 2024)research.eef.or.th

    • Constance de Saint Laurent & Vlad Glăveanu (2022). “How to use ‘possibility thinking’ to solve problems creatively.” Psyche (Aeon).psyche.copsyche.co

    • ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล และคณะ (2567). “จินตนาการใหม่ของเยาวชนไทยสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม.” ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว 101 PUB (ตีพิมพ์ 8 ส.ค. 2024)101pub.org101pub.org

    • Brian Reich (2017). The Imagination Gap: Stop Thinking the Way You Should and Start Making Extraordinary Things Happen. (Emerald Publishing) – อ้างถึงใน Porchlight Books Blogporchlightbooks.com
  • ชิ้นเดียวในโลก ชวนอ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ของ ‘ฉัน’ — ‘สิ่งของ’ ความผูกพันที่มากกว่าการใช้สอย แต่คือส่วนหนึ่งของชีวิตและตัวตน

    ชิ้นเดียวในโลก ชวนอ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ของ ‘ฉัน’ — ‘สิ่งของ’ ความผูกพันที่มากกว่าการใช้สอย แต่คือส่วนหนึ่งของชีวิตและตัวตน

    ชิ้นเดียวในโลก ชวนอ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ของ ‘ฉัน’ — ‘สิ่งของ’ ความผูกพันที่มากกว่าการใช้สอย แต่คือส่วนหนึ่งของชีวิตและตัวตน

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    …ตุ๊กตาตัวโปรด เสื้อตัวเก่ง สร้อยเส้นเก่า แก้วใบนั้น ผ้าห่มผืนนี้ หมอนใบเดิม สมุดเล่มหม่น… 

    เคยมีสิ่งของสักชิ้นที่เราพกหรืออยากมีมันอยู่ในชีวิตตลอดไหม บางอย่างมีอยู่แล้วรู้สึกสบายใจ ปลอดภัย ไม่โดดเดี่ยว บางอย่างมีไว้แล้วรู้สึกดี มั่นใจ บางชิ้นมีไว้เพื่อรู้สึกถึงใครบางคน และไม่ว่าสิ่งของนั้นๆ จะถูกทำซ้ำอีกสักกี่ครั้งก็ไม่เท่าชิ้นนี้ กลิ่นนี้ สีนี้ แบบนี้ชิ้นเดียวเท่านั้นที่เราผูกพันและรู้สึกแบบนี้ด้วย 

    การศึกษาทางจิตวิทยาและมานุษยวิทยาบอกว่าสิ่งของบางอย่างเติมเต็มความต้องการทางอารมณ์ได้ และไม่เพียงเท่านั้นเราอาจเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนส่วนขยายของตัวตน เป็นแก่นแกนที่แทรกซึมอยู่ในตัวเรา เมื่อมันสูญหายไปเราจึงรู้สึกถึงความสูญเสียบางอย่างด้วย นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ปลอบประโลมใจจากรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคงที่ได้ประสบพบเจอมาในชีวิต อีกทั้งยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างสิ่งของให้เป็นเหมือนมนุษย์ อย่างที่หลายคนเคยตั้งชื่อให้กับสิ่งของชิ้นโปรดหรือพูดคุยกับมันเหมือนเป็นมนุษย์เช่นกัน เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ผู้คนจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงถึงคน และต้องหาทางที่จะเติมเต็มความต้องการนี้ แม้ว่าจะไม่มีคนอยู่จริง

    มนุษย์และสิ่งของดูจะเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันมาก แต่กลับมีเรื่องราวต่อกันในหลากหลายด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งของจึงบอกกล่าวเรื่องราวที่ลึกซึ้งลงไปข้างในของคนเราได้ บทความนี้อยากชวนอ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง ‘คน’ กับ ‘สิ่งของ’ ที่พวกเขาจะต้องพกตลอด แขวนไว้ในห้อง กอดก่อนนอน วางไว้บนหัวเตียง และบางชิ้นมีชีวิตอยู่กับพวกเขามาตั้งแต่จำความได้

    1

    ‘พี่นก’ ของเจเจ

    เจเจ (นามสมมติ): มีสิ่งหนึ่งที่พกติกตัวตลอดคือ ‘ตุ๊กตานกเพนกวิน’ ชื่อว่า ‘พี่นก’ เป็นของขวัญที่ได้จากแม่ จำไม่ได้ว่าทำไมถึงเลือกตัวนี้เพราะตอนเด็กๆ ที่บ้านมีตุ๊กตาเยอะมาก แต่เราเลือกหยิบมากอดมานอนด้วยทุกคืน ตั้งแต่จำความได้ก็มีพี่นกอยู่ข้างๆ ตลอดแล้ว อยู่ด้วยกันตั้งแต่เกิดจนทำงานแล้วก็ยังนอนกอดทุกวัน ติดมากๆ และรักมากๆ ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ สภาพพี่นกคือเปื่อยยุ่ยตามวันเวลา จนพ่อกับแม่ถึงขั้นเสนอว่าให้หานกเพนกวินตัวใหม่มานอนกอดไหม พี่นกจะไม่ไหวแล้ว แต่เราก็ปฏิเสธเพราะพี่นกมีคุณค่าทางจิตใจมาก ไม่มีอะไรมาแทนพี่นกได้ ถึงจะหาตุ๊กตาตัวอื่นที่คล้ายพี่นกมากแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่ใช่พี่นกอยู่ดี พี่นกอยู่ด้วยกันทุกช่วงเวลาจริงๆ เวลาเหงา ท้อ เสียใจ พูดกับใครไม่ได้ก็ชอบระบายให้พี่นกฟัง ทำทุกอย่างเหมือนพี่นกมีชีวิต เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้แม้แต่คนในครอบครัว เราก็ยังมีพี่นกรับฟัง เหมือนพี่นกเป็นที่พึ่งทางจิตใจและฮีลใจเวลาเหนื่อยได้ดีมากๆ หรือแม้กระทั่งตอนเรามีความสุข เราก็แชร์เรื่องราวให้พี่นกฟังตลอด เป็นตุ๊กตาตัวโปรดที่อยู่ด้วยกันทุกช่วงเวลา เพื่อนๆ รอบข้างรู้จักพี่นกทุกคน พี่นกคือ Comfort Zone ที่ดีที่สุด 

    2

    ‘Vicks’ ของอิ้อิ้  

    อิ้อิ้ (นามสมมติ): 
    ตอนเด็กๆ ไม่สบายบ่อยมาก ชอบคัดจมูกมีน้ำมูก ที่บ้านก็เลยจะให้ทาวิกก่อนนอน ทาที่จมูกและหน้าอกให้หายใจสะดวก ตั้งแต่นั้นมาก็ติดวิก ทาก่อนนอนทุกคืนมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้ เพราะรู้สึกว่ากลิ่นมันทำให้นอนหลับสบาย ทาทุกคืนจนเคยคิดว่ามันจะส่งผลเสียต่อร่างกายไหมนะ (หัวเราะ) เวลาขึ้นเครื่องบิน นั่งรถ หรือเดินทางไปไหนไกลๆ ก็ต้องพกไปด้วย ไปต่างประเทศก็ต้องทาก่อนนอน เหมือนเป็นกลิ่นที่คุ้นเคย ถ้าครั้งไหนไม่ได้พกไปด้วยก็จะรู้สึกกระวนกระวายนิดหน่อย ต้องหาทางซื้อมาทาให้ได้ แต่มันจะมีบางคืนที่ไม่มีจริงๆ ก็ต้องใช้เวลานิดหนึ่งกว่าจะนอนหลับเลยรู้สึกผูกพันกับของสิ่งนี้มากๆ 

    3

    ‘คุณหมีสีม่วง’ ของแป้งร่ำ

    แป้งร่ำ:
    ตุ๊กตาหมีสีม่วงได้มาตอนอายุประมาณ 10 ขวบที่ร้านตุ๊กตา ในกองตุ๊กตากองนั้นจำได้ว่าเป็นกองตุ๊กตาหมีแบบเดียวกันทั้งหมด โดยทุกตัวเป็นสีน้ำตาล แต่มีอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นสีม่วง ความรู้สึกตอนเด็กคือกลัวน้องไม่มีเพื่อนเลยเลือกซื้อตัวนั้นมา จากวันนั้นก็ 19 ปีแล้วที่อยู่กับมันมาจนตอนนี้สีซีดไปหมด แต่ความลับคือก้นหมีมันมีพลังวิเศษ พอดมปั๊บ ทุกครั้งที่กังวลกลัวจนไม่กล้านอนหลับ ก็จะหลับง่ายอย่างประหลาด

    4

    ‘ตุ๊กตาข้างเตียง’ ของ Happy Chachanky

    Happy (นามสมมติ): มีของชิ้นหนึ่งที่เราอยากเล่า คือตุ๊กตาที่น้องกดได้จากตู้กดตุ๊กตา ตอนกลับบ้านช่วงปีใหม่เมื่อ 2 ปีก่อนเราพาน้องไปเลี้ยงข้าวที่ห้างเพราะนานๆ ทีจะกลับบ้านแล้วได้มีโอกาสเจอน้อง พอเรากินข้าวกันเสร็จก็เดินเล่นกับน้องต่อ ไปถ่ายรูปในตู้ถ่ายรูป แล้วน้องก็บอกว่าอยากกดตุ๊กตา เราก็ไปกดกัน กดตัวแรกไม่ได้ น้องก็ไม่ยอมเลิก จะกดให้ได้ แล้วไม่ยอมขอเงินด้วย สุดท้ายกดได้ตุ๊กตาสีเขียวตัวนึง น้องก็เอาให้เรา บอกว่าดีใจที่กดได้ เรารู้สึกรับรู้ได้ว่านี่คือความภูมิใจเล็กๆ ของน้อง เพราะน้องมักจะรู้สึกว่าไม่เคยทำอะไรสำเร็จ เรียนก็ไม่จบ ทำให้คนที่บ้านเสียใจอะไรทำนองนี้ แต่การที่เขากดตุ๊กตาได้แล้วให้เรา คงทำให้น้องรู้สึกได้เป็นผู้ให้บ้างหรือรู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีสิ่งที่ตัวเองทำได้สำเร็จ ก็เลยเก็บตุ๊กตาตัวนั้นกลับมากรุงเทพด้วย เป็นตัวเเทนของน้องห้อยไว้ข้างเตียงตลอด

    เรื่องเล่า ‘ฉัน’ — ‘สิ่งของ’ จากแต่ละคนชวนให้เราได้เห็นว่าการสร้างความผูกพันบางอย่างขึ้นมากับสิ่งของชิ้นหนึ่งๆ นั้นมีความหมายอย่างไรกับชีวิตที่แตกต่างออกไปของแต่ละคน บางครั้งในวันที่เรามองไปไม่พบใคร ก็อาจมีสิ่งของบางชิ้นทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นได้จากความหนักหนาภายในใจ อาจทำให้รู้สึกเชื่อมโยงถึงใครบางคนที่รักได้ในวันที่ไม่ได้เจอกัน อาจเป็นพื้นที่บอกกล่าวความคิดตัวตน  ไปจนถึงทำงานเยียวยาความผิดหวัง ความเสียใจ ความเปล่าเปลี่ยวในหัวใจของเราอยู่ สิ่งของเหล่านั้นจึงกลายเป็นสิ่งของชิ้นเดียวในโลกสำหรับใครบางคน ซุกซ่อนความหมายและมีวิธีใช้งาน วิธีเก็บรักษาอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับพวกเขาและเธอ 

    แล้วคุณล่ะ มีสิ่งของชิ้นเดียวในโลกใบนั้นของคุณไหม? 

     

     

  • ชวนรู้จัก ‘ผู้สูงอายุ’ อย่างเข้าใจ เพราะ ช่องว่างระหว่างวัย อาจเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับความเข้าใจระหว่างกัน

    ชวนรู้จัก ‘ผู้สูงอายุ’ อย่างเข้าใจ เพราะ ช่องว่างระหว่างวัย อาจเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับความเข้าใจระหว่างกัน

    ชวนรู้จัก ‘ผู้สูงอายุ’ อย่างเข้าใจ เพราะ ช่องว่างระหว่างวัย อาจเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับความเข้าใจระหว่างกัน

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    หากกล่าวถึงคำว่า ‘การเหยียดด้วยอายุ’ หรือ ‘วยาคติ’ (หรือที่เราคุ้นเคยกันดีกับคำว่า Ageism ในภาษาอังกฤษ) เชื่อเหลือเกินว่าคุณผู้อ่านหลายท่านอาจนึกภาพตามเป็น 2-3 ภาพสลับกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติกับคนทำงานที่มีอายุน้อยกว่าเลยทำให้เราอาจไร้ซึ่งความเชื่อถือในตัวเขา หรือว่าการที่เรายิ่งโตยิ่งไม่เข้าใจผู้ใหญ่รอบข้าง โดยที่หลายครั้งก็อาจทึกทักไปว่า ‘เรา’ ในฐานะคน Gen Z จะเข้าใจผู้ใหญ่วัย Baby Boomer ได้อย่างไร

    ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้น นอกเหนือไปจากภาพของการเลือกปฏิบัติด้วยอายุแล้วนั้น 

    ยังฉายภาพให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างวัยที่ส่งผลให้ความคิดและโลกทัศน์แตกต่างกันเฉกเช่นเดียวกัน ซึ่งในประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่อาจเข้าใจกันได้ยาก (หรือกับบางคนก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ)

    คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของสังคม แต่กลับถูกผลักออกให้เป็นกลุ่มที่ถูกแปะป้ายว่าพวกเขาเป็นคนที่เข้าใจยาก บุคคลเหล่านั้นคือกลุ่ม ‘ผู้สูงอายุ’ (Eldery) อย่างไม่ต้องสงสัย

    เนื่องจากวันนี้ (1 ตุลาคม) ของทุกปีเป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดให้เป็น ‘วันผู้สูงอายุสากล’ (International Day of Eldery) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณค่าของผู้สูงอายุที่ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ในโลกไว้ให้กับพวกเรา เพราะหากไม่มีอดีตก็ไม่มีปัจจุบันและไร้ซึ่งอนาคตฉันใด การที่เราจะใช้ชีวิตในสังคมโดยไร้ซึ่งการทำความเข้าใจกับผู้คนต่างวัยก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

    วันนี้ Mappa จึงอยากชวนผู้อ่านทุกท่านมาทบทวน ‘ช่องว่าง’ ระหว่างวัยนี้ไปพร้อมๆ กัน เพื่อที่เราอาจจะได้ทบทวนความคิดบางอย่างของเรากันใหม่ และเข้าใจมนุษย์ผู้สูงวัยที่อยู่ใกล้ตัวเราให้มากยิ่งขึ้น

    ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ชี้ว่าผู้คนทั่วโลกมีอายุยืนยาวขึ้น และทุกประเทศกำลังเผชิญความท้าทายในแง่ของระบบสุขภาพว่าจะปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้ทันหรือไม่

    สำหรับประเทศไทยเองก็ไม่ต่างกัน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นด้วยสาเหตุที่อัตราการเกิดลดลง และผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ผนวกกับภาวะทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปยิ่งส่งผลให้อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้อาจเรียกได้ว่าไทยเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Complete Aged Society) แล้ว เพราะประชากรตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั่วประเทศ

    ซึ่งนั่นชี้ให้เรายิ่งเห็นความสำคัญของการทำความเข้าใจกับผู้คนที่ต่างช่วงวัยกับเรามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนในครอบครัวของเราเอง ซึ่งจริงอยู่ที่ว่าเมื่อช่วงวัยต่างความคิดก็อาจจะมีไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง หากแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก เพราะว่าในบางครั้งการพูดคุยกับบุคคลต่างวัยอาจทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ใหม่ๆ ที่อาจช่วยเพิ่มความเข้าใจ และลดขนาดของช่องว่างเหล่านั้นให้น้อยลงๆ จนกลายเป็นความเข้าใจใหม่ได้อย่างดีที่สุด

    การเริ่มทำความเข้าใจกับบุคคลหลากหลายช่วงวัยอาจเริ่มได้ง่ายๆ จากวิธีต่างๆ ดังนี้

    1. ยอมรับและเข้าใจในความต่าง : เพราะว่าเราแต่ละคนเติบโตกันมาจากต่างช่วงวัยซึ่งเป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่จะมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน และอาจต้องทำความเข้าใจว่าค่านิยมที่เรายึดถือของแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกัน

    2. ให้การดูแลและความเอาใจใส่ : เพราะความต้องการของผู้สูงวัยส่วนใหญ่คือการได้รับความใส่ใจจากคนรอบตัว ซึ่งหากเติมเต็มกันและกันได้ในส่วนนี้ เชื่อได้เลยว่าบรรยากาศและความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันจะดีขึ้นอย่างมาก

    3. สนับสนุนการมีชีวิตที่ดีให้กันและกัน : ผ่านการชักชวนไปทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าและสร้างความรู้สึกดีให้กันและกัน ซึ่งนั่นจะช่วยลดอาการวิตกกังวลให้กับผู้สูงวัยรอบตัวเราได้เช่นกัน

    เพราะ ‘ช่องว่าง’ ระหว่างวัย

    อาจเป็นการ ‘เปิดโอกาสใหม่’ ให้กับการเข้าใจระหว่างกัน

    และหลังจากนี้ Mappa เองก็จะนำเสนอเรื่องราวของผู้คนต่างวัยให้มากขึ้น เพราะว่าโลกใหญ่ๆ ใบนี้ไม่ได้มีเพียงคนในช่วงวัยไหนช่วงวัยหนึ่ง แต่ยังมีบุคคลที่ต่างประสบการณ์และต่างวัยที่เรายังสามารถเป็นเพื่อนที่เข้าใจกันได้ ไม่ต่างอะไรจากการทำความเข้าใจเพื่อนในวัยเดียวกัน

    ที่มา :

    https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/ageing-and-health
    https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/contents_detail/2024/20240405104651_11728.pdf
    http://www.thaimentalhealth.com/component/content/article/19-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B9%83%E0%B8%88/626-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5-2565.html?Itemid=101
    https://dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30377

  • ปริศนาที่ยังไม่ถูกไขคำตอบ: ทำไมการศึกษาปฐมวัยที่สำคัญนัก กลับยังไม่เป็นภาคบังคับ?

    ปริศนาที่ยังไม่ถูกไขคำตอบ: ทำไมการศึกษาปฐมวัยที่สำคัญนัก กลับยังไม่เป็นภาคบังคับ?

    ปริศนาที่ยังไม่ถูกไขคำตอบ: ทำไมการศึกษาปฐมวัยที่สำคัญนัก กลับยังไม่เป็นภาคบังคับ?

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    เราพูดถึง “การปูพื้นฐานชีวิต” อย่างจริงจัง แต่กลับละเลยช่วงเวลาที่ชีวิตมนุษย์กำลังตั้งราก… นี่คือเรื่องย้อนแย้งที่โลกยังไม่อยากแก้

    ถ้าคุณตามข่าวการศึกษามาพอสมควร คุณอาจเคยผ่านตาว่าช่วง 6 ปีแรกของชีวิตคือ “หน้าต่างทองคำ” ของการเติบโตทางสมอง สมองของเด็กสร้างการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างเซลล์ประสาทได้ถึงหนึ่งล้านเส้นต่อวินาที และเมื่ออายุเพียง 6 ปี เด็กคนหนึ่งก็มีสมองโตถึง 90% ของขนาดสมองผู้ใหญ่ไปแล้ว

    แต่เมื่อหันกลับมาดูนโยบายการศึกษา เราจะพบสิ่งที่ชวนตั้งคำถาม: การศึกษาปฐมวัยในช่วงการเรียนรู้ที่สำคัญ กลับยังไม่ถูกจัดเป็น “ภาคบังคับ” ไม่ว่าจะเป็นไทย เยอรมนี หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา เรารู้ว่า “ควรทำ” แต่กลับยัง “ไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่รัฐสวัสดิการยังไม่ดีพอ และพ่อแม่ยังต้องแบกภาระหน้าที่หาเช้ากินค่ำ และไม่มีเวลาและความรู้พอที่จะใช้กับลูกในช่วงสำคัญของชีวิตได้

    เรากำลังเล่นเกมที่เริ่มเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เปิดฉาก

    เจมส์ เฮกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยกล่าวไว้ว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะทำได้ คือการลงทุนกับเด็กเล็ก” เพราะผลตอบแทนสูงถึง 7-10 เท่าในระยะยาว ทว่าตัวเลขนี้ดูเหมือนจะเป็นคำเตือนที่ไม่เคยถูกฟังจนจบ

    ในปี 2021 มีเพียง 28% ของประเทศทั่วโลกเท่านั้นที่กำหนดให้เด็กอย่างน้อยหนึ่งปีของการศึกษาปฐมวัยเป็นภาคบังคับ แม้แต่ในประเทศที่เรามองว่า “ก้าวหน้า” เช่น เม็กซิโก ซึ่งประกาศบังคับการเรียนสำหรับเด็กอายุ 3–5 ปีมาตั้งแต่ปี 2002 ก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่า การบังคับเพียงอย่างเดียวไม่พอ หากไร้คุณภาพและความเท่าเทียม

    ความเหลื่อมล้ำเริ่มต้นตั้งแต่สนามเด็กเล่น

    ในประเทศไทย เราได้ยินเสมอว่า “เด็กไทยมีสิทธิเรียนฟรี 15 ปี” — แต่ในความเป็นจริง การศึกษาปฐมวัย 3 ปีแรกนั้นแม้จะ “ฟรี” แต่กลับยังไม่ “ทั่วถึง” และยิ่งไม่เท่าเทียม ครอบครัวที่มีรายได้น้อย เด็กที่อยู่ห่างไกล หรือแม้แต่ครอบครัวในเมืองที่พ่อแม่ทำงานหาเช้ากินค่ำ ยังคงเผชิญกับปัญหาการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ

    เรากำลังทิ้งเด็กจำนวนมากไว้ข้างหลัง ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะได้หยิบดินสอ

    ถ้าเราจริงจังเรื่อง “ความเท่าเทียม” ก็ต้องเริ่มจากศูนย์

    การศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานของระบบสมอง ทักษะ EF (Executive Functions) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการควบคุมอารมณ์ การจดจำ และการวางแผน — ทั้งหมดนี้พัฒนาได้ดีที่สุดในช่วง 0–6 ปีแรกของชีวิต ถ้าพลาดช่วงนี้ไป การ “ซ่อมแซม” ภายหลังต้องใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล และไม่แน่ว่าจะได้ผลเต็มศักยภาพเท่าเดิม

    และยิ่งในศตวรรษที่ 21  ยุคที่ความคิดสร้างสรรค์และความฉลาดทางอารมณ์เป็นทักษะที่แม้ AI ยังเลียนแบบไม่สำเร็จ  การปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็กคือกลยุทธ์ระยะยาวที่ฉลาดที่สุด

    แล้วทำไมโลกถึงยังลังเล?

    คำตอบอาจซับซ้อนเท่าๆ กับระบบนิเวศของการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะการศึกษาปฐมวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “โรงเรียน” แต่เป็นเรื่องของงบประมาณ ระบบสวัสดิการ ทัศนคติของผู้ใหญ่ และสิ่งที่เราให้คุณค่าจริงๆ ในการพัฒนา “มนุษย์”

    หลายประเทศยังคงมองว่าการศึกษาปฐมวัยเป็น “งานของครอบครัว” มากกว่าสิ่งที่รัฐควรอุ้มชู ซึ่งนั่นเป็นจุดที่เราควรตั้งคำถามว่าในโลกที่เปลี่ยนไป และสภาพชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทัศนคติแบบนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ 

    ภาคบังคับไม่ใช่คำตอบเดียว แต่คือจุดเริ่มต้น

    การทำให้การศึกษาปฐมวัยเป็นภาคบังคับ อาจไม่ใช่ไม้เด็ดเดียวที่เปลี่ยนโลกได้ทันที แต่คือการประกาศเจตจำนงทางสังคมว่า “เราเชื่อว่าเด็กทุกคนควรเริ่มต้นชีวิตด้วยโอกาสที่เท่าเทียมกัน” — และจากนั้น เราจึงค่อยสร้างระบบที่รองรับคำประกาศนั้นให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่สโลแกน

    มาตรการที่ควรเดินไปพร้อมกัน ได้แก่

    • การลงทุนในครูปฐมวัยให้มีคุณภาพและค่าตอบแทนที่เหมาะสม

    • การพัฒนาหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก

    • การสร้างแรงจูงใจให้พ่อแม่เห็นคุณค่า และร่วมมือกับระบบการศึกษา

    • และแน่นอน  การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ให้ “เด็กที่ไกลที่สุด” ได้อยู่ในวงของโอกาสนี้ด้วย

    บทสรุปที่ยังไม่มีตอนจบ

    เราอยู่ในยุคที่รู้มากพอจะลงมือ แต่กลับลังเลเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง

    คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “รู้หรือยังว่าการศึกษาปฐมวัยสำคัญ”  เพราะคำตอบนั้นมีอยู่ทุกงานวิจัย และทุกงานประชุมใหญ่ระดับโลก  แต่คำถามจริงๆ คือ ทำไมเรายังไม่ลงมือทำในสิ่งที่เรารู้ว่า “ควรทำ” มานานแล้ว?

    บางที คำถามนี้เองที่ควรถูกบรรจุเข้าไปในหลักสูตรของผู้ใหญ่ มากกว่าเด็กเสียด้วยซ้ำ

     

    CAPTION 

    📚 ปริศนาที่ไม่ถูกไขคำตอบ: ทำไมการศึกษาปฐมวัยที่สำคัญนักกลับยังไม่เป็นภาคบังคับ?

    หลายคนอาจเคยสงสัยทำไมการศึกษาที่วิทยาศาสตร์บอกว่าสำคัญที่สุดต่อชีวิตมนุษย์ กลับไม่ได้รับการผลักดันให้เป็นการศึกษาภาคบังคับในเกือบทุกประเทศทั่วโลก?

    .

    เมื่อสมองเด็ก 0-6 ปีพัฒนาอย่างรวดเร็ว สร้างการเชื่อมโยงใหม่ได้ถึง 1 ล้านเส้นต่อวินาที และที่อายุ 6 ปี สมองจะโตถึง 90% ของสมองผู้ใหญ่ เรายังลังเลที่จะทุ่มเททรัพยากรอย่างเต็มที่เพื่อช่วงวัยนี้ได้อย่างไร?

    .

    นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างเจมส์ เฮกแมน ยืนยันแล้วว่าทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในการศึกษาปฐมวัยให้ผลตอบแทน 7-10 เท่า แต่เหตุใดการลงทุนทั่วโลกยังเฉลี่ยแค่ 0.7% ของ GDP?

    .

    ✅ นักการเมืองมีวาระ 4-5 ปี แต่การลงทุนในเด็กเห็นผลใน 15-20 ปี 

    ✅ ความท้าทายด้านงบประมาณที่ต้องจัดสรรเพิ่มท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง

     ✅ วิกฤตขาดแคลนครูปฐมวัยคุณภาพที่ไม่สามารถแก้ได้ในชั่วข้ามคืน 

    ✅ ความเชื่อและวัฒนธรรมที่มองว่าเด็กเล็กควรอยู่กับครอบครัวมากกว่าโรงเรียน

  • Parenting Myths : 27 มายาคติของการเป็นพ่อแม่

    Parenting Myths : 27 มายาคติของการเป็นพ่อแม่

    Parenting Myths : 27 มายาคติของการเป็นพ่อแม่

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    Mappa ชวนเปิดตา เปิดใจ สำรวจและสะท้อนความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ถูกส่งต่อกันมา

     

    ในโลกของการเป็นพ่อแม่ ที่เต็มไปด้วยคำแนะนำจากทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง และโซเชียลมีเดีย การเป็นพ่อแม่ไม่ใช่แค่บทบาททางกายภาพ แต่คือการเดินทางที่ต้องใช้สติ ความเข้าใจ และความกล้าหาญในการเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ

    หลายความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่เรายึดถือกันมาอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ บางเรื่องกลายเป็นภาระทางใจ บางเรื่องทำให้เกิดความรู้สึกผิด และบางเรื่องก็ปิดกั้นโอกาสในการเติบโตของทั้งเด็กและพ่อแม่

    บทความนี้ชวนคุณสำรวจความเชื่อที่อาจดูเหมือนจริง แต่เมื่อส่องด้วยมุมมองของข้อมูลและการวิจัยแล้ว อาจนำไปสู่ความเข้าใจใหม่เพื่อให้เราทุกคนได้เป็นพ่อแม่ที่อาจจะไม่ต้อง “ดีที่สุด” สำหรับลูก แต่ “ดีพอ” ได้อย่างแท้จริง

     

    ❌ ความเชื่อที่ 1: การเป็นพ่อแม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

    ความจริง: ความเชื่อนี้สร้างแรงกดดันอย่างมากให้กับพ่อแม่มือใหม่ที่อาจกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเลี้ยงลูก ทั้งที่ในความเป็นจริง การเป็นพ่อแม่คือทักษะที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ “ติดตัวมาโดยกำเนิด” โดยเฉพาะในกรณีของแม่ ความเชื่อว่าการเป็นแม่ควร “มาโดยธรรมชาติ” อาจส่งผลให้หลายคนรู้สึกผิดหรือตั้งคำถามกับความสามารถของตนเมื่อเจอปัญหา

    ไม่มีใครเกิดมารับหน้าที่พ่อแม่ได้สมบูรณ์แบบทันที การเรียนรู้ทักษะการเลี้ยงลูกช่วยให้พ่อแม่มีความมั่นใจและทักษะมากขึ้น งานวิจัยยืนยันว่าหลักสูตรการศึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกช่วยเพิ่มความรู้สึกสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ (self-efficacy) และส่งเสริมวิธีเลี้ยงเชิงบวก เช่น การใช้ภาษาสนับสนุน การกำหนดกติกาครอบครัว ทำให้เด็กมีพฤติกรรมดีขึ้นและสัมพันธ์ในครอบครัวเข้มแข็งขึ้น 

    ❌ ความเชื่อที่ 2: พ่อแม่ที่ดีต้องไม่ผิดพลาด ควบคุมอารมณ์ได้เสมอ และไม่โมโหลูกเลย

    ความจริง: ความคาดหวังที่ไม่เป็นจริงว่าพ่อแม่ต้องสงบนิ่ง อดทน และมีความสุขตลอดเวลา สร้างความรู้สึกผิดและวิตกกังวลเมื่อเกิดอารมณ์ด้านลบขึ้น 

    แต่ความจริงแล้วพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์ มีอารมณ์โมโหโกรธเป็นธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือวิธีจัดการและสื่อสารอารมณ์นั้นๆ แทนที่จะเก็บกดจนปะทุออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว การบอกความรู้สึกกับลูก เช่น “แม่รู้สึกโมโหเพราะ…” เมื่อควบคุมตัวเองได้แล้ว ช่วยให้เด็กเข้าใจและเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม. ผู้ปกครองหลายคนกลัวปกปิดความโกรธ แต่งานวิจัยพบว่า เด็กทุกคนอยากแบ่งปันความรู้สึกให้ผู้ปกครองรับรู้ เมื่อพ่อแม่สื่อสารอารมณ์อย่างเหมาะสม (ไม่ใช่การตะโกนหรือลงโทษรุนแรง) เด็กจะกล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง และได้เรียนรู้ว่าทุกคนมีอารมณ์ทั้งบวกและลบตามปกติ

    ❌  ความเชื่อที่ 3: เด็กต้องการเพียงความรักก็พอ

    ความจริง: ความรักเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่เด็กยังต้องการ กำลังใจ และการยืนยันว่าเขาทำได้ดี มากกว่าการวิจารณ์ งานวิจัยชี้ว่า เด็กต้องการกำลังใจมากกว่าการถูกติเตียน การชื่นชมความพยายามหรือพฤติกรรมดีของเด็กช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เช่นเดียวกับคำกล่าวจากนักจิตวิทยาว่าการได้รับคำชมจากพ่อแม่นั้น “เปรียบเสมือนการหยอดกระปุกเติมสายสัมพันธ์ให้แข็งแรงขึ้น การให้กำลังใจเป็นประจำจะทำให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำดีขึ้นต่อไป

    ❌ ความเชื่อที่ 4: การตีลูกไม่เห็นเป็นอะไร ใคร ๆ ก็โดนกันทั้งนั้น

    ความจริง: แม้จะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่การใช้การลงโทษทางร่างกายมีหลักฐานแน่ชัดว่าเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านลบ เช่น ความนับถือตนเองต่ำ ซึมเศร้า และความเครียดทางจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมนี้ยังถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

    การลงโทษทางกายเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ องค์การอนามัยโลกพบว่าการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงทำให้เด็กเจ็บปวด มีความกลัวและโกรธ เกิดความเครียดสะสม และส่งผลเสียต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ  ปัจจุบันจึงสนับสนุนวิธีเลี้ยงดูลูกแบบเชิงบวก เช่น การอธิบายเหตุผลหลังการกระทำหรือทำให้เด็กเห็นผล (consequences) ของพฤติกรรม แทนการตี ทาง UNICEF แนะนำให้พ่อแม่ “ใจเย็นแต่เด็ดขาด” ตอบสนองต่อพฤติกรรมอย่างเคารพและมีเหตุผล แทนที่จะใช้กำลัง  UNICEF ยังแนะนำให้ให้เด็กเลือกเองบ้าง เพื่อเสริมความเป็นอิสระและ “ชมเชยเมื่อลูกทำถูกต้อง” (Catch them being good) เพื่อสร้างแรงจูงใจโดยไม่ต้องใช้ไม้เรียว

    งานวิจัยยืนยันว่ามีวิธีอื่นที่ให้ผลดีในระยะยาวมากกว่าการตี เช่น การใช้ผลลัพธ์ตามธรรมชาติ (natural consequences) การพูดคุย และการตั้งขอบเขตที่ชัดเจน

    ❌ความเชื่อที่ 5:  พ่อแม่ที่ดีไม่ควรปฏิเสธหรือขัดใจลูก

    ความจริง: แนวทางการเลี้ยงลูกแบบตามใจทุกอย่าง (permissive parenting) แม้จะดูนุ่มนวล แต่จริง ๆ แล้วส่งผลเสียต่อการควบคุมตนเองของเด็ก การไม่ตั้งขอบเขตชัดเจนทำให้เด็กปรับตัวต่อโลกความจริงได้ยาก

    การตั้งขอบเขตอย่างเคารพและชัดเจน โดยมีเป้าหมายเพื่อสอน ไม่ใช่ลงโทษ คือหัวใจของวินัยที่ได้ผล

    ❌  ความเชื่อที่ 6:  พ่อแม่ช่วยลูกได้เสมอและตลอดไป

    ความจริง: พ่อแม่ที่ช่วยลูกเกินไปอาจไม่ได้ดีเสมอไป การปล่อยให้เด็ก ฝึกทำสิ่งที่ทำได้เองตามวัย เป็นการสอนความรับผิดชอบและความเป็นอิสระ เช่น ในแผนพัฒนาสุขภาพจิตเด็กไทยก็เน้นให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง ฝึกวินัย และมีความรับผิดชอบตามวัยในทางปฏิบัติ พ่อแม่ควรชี้แนะแนวทางให้คำปรึกษา แทนที่จะแก้ปัญหาแทนลูก เพราะการที่เด็กได้ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองจะสร้างความมั่นใจและทักษะแก้ปัญหา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กเจอปัญหา พ่อแม่อาจถาม “จะทำอย่างไรถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้” แทนการแก้ให้ทุกครั้ง จะช่วยให้เด็กรับผิดชอบและรู้จักหาทางออกด้วยตัวเอง.

    ❌ ความเชื่อที่ 7:   เด็กดีจะไม่ดื้อหรือโวยวาย และเด็กดื้อหรือโวยวายคือเด็กเลี้ยงยากและไม่ดี

    ความจริง: ความเข้าใจผิดนี้มองข้ามข้อเท็จจริงว่าเด็กเรียนรู้ผ่านการทดลอง การทดสอบขอบเขตคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่ต้องการสำรวจความเป็นตัวเองและฝึกควบคุมอารมณ์ สมาคมแพทย์เด็กสแตนฟอร์ดอธิบายว่าการโวยวาย (temper tantrum) เป็น “ส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กปกติ” 

    โดยเฉพาะเด็กในวัย 2-3 ขวบ ซึ่งสถาบันจิตเวชราชานุกูล ยืนยันว่าการร้องอาละวาดเป็นพฤติกรรมปกติของเด็กวัยนี้ แทนที่จะตีตราว่าเด็ก “เก่ง” หรือ “ดื้อ” ควรใช้โอกาสนี้สอนเรื่องการจัดการอารมณ์ ฝึกขอบเขตที่เหมาะสม และสอนลูกใช้คำพูดแทนอาละวาด พ่อแม่จะได้เข้าใจและช่วยให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ๆ ที่ดีขึ้น และสิ่งสำคัญคือการตอบสนองต่อพฤติกรรมเหล่านั้นด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยการตำหนิหรือลงโทษ

    ❌ ความเชื่อที่ 8:  จะต้องไม่มีการทะเลาะวิวาทในบ้านนี้เด็ดขาด

    ความจริง: การทะเลาะหรือการโต้เถียงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติและหลีกเลี่ยงได้ยาก  พ่อแม่จึงควรวางแผนเผชิญหน้าไว้ล่วงหน้า เช่น ตั้งกฎบ้านว่าห้ามใช้กำลังหรือคำหยาบ และสอนวิธีแก้ปัญหาที่เป็นธรรม ยกตัวอย่าง แนวทางของนักจิตวิทยาแนะนำว่า เมื่อพี่น้องมีปัญหายื้อแย่งสิ่งของ ให้ตั้งผลตามมาแบบยุติธรรม เช่น ไม่มีใครได้ดูโทรทัศน์หรือยืมของนั้นจนกว่าเด็กทั้งสองจะตกลงกันได้ วิธีนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าทะเลาะจนไม่มีใครได้รับอะไรไปจะไม่คุ้มค่า และช่วยฝึกการประนีประนอมแทนการใช้กำลัง

    ❌ ความเชื่อที่ 9:  ถ้าลูกไม่ฟัง พ่อแม่ต้องตะโกนเท่านั้นถึงจะสนใจ

    ความจริง: พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กมักมีจุดประสงค์หรือความต้องการที่แฝงอยู่ การตะคอกอาจทำให้เด็กกลัวชั่วคราวแต่ไม่แก้ไขปัญหา เราควรเข้าใจว่าทุกพฤติกรรมของเด็กเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น หลายครั้งเด็กแสดงพฤติกรรมไม่ดีเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ เพราะสำหรับเด็ก ความสนใจคือความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือแย่” เมื่อพ่อแม่ค้นหาสาเหตุจริงจึงแก้ไขได้ถูกจุดกว่า เช่น พูดคุยให้เวลากับลูกให้รู้ว่าถูกมองเห็นหรือหาทางร่วมมือแก้ปัญหา แทนที่จะตะโกนซ้ำๆ

    ❌ ความเชื่อที่ 10:  ห้ามสอนค่านิยมตัวเองให้เด็กโดยเด็ดขาด

    ความจริง: พ่อแม่ควรถ่ายทอดค่านิยมที่สำคัญของครอบครัวให้ลูกได้เรียนรู้ (เช่น ซื่อสัตย์ เมตตา มีความรับผิดชอบ) ไม่ใช่ปล่อยเด็กเลือกเองทั้งหมด. แนวคิด “การเลี้ยงดูด้วยค่านิยม” (values-based parenting) คือการสอนและส่งเสริมหลักการที่ครอบครัวเห็นว่าสำคัญ เช่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความยุติธรรม พ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกว่าเราให้คุณค่ากับอะไร ทำไมถึงสำคัญ และใช้โอกาสต่างๆ เป็นบทเรียน เช่น เมื่อเด็กทำดีควรชมเชยถึงคุณค่าของการกระทำนั้น เพื่อปลูกฝังค่านิยมให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก

    ❌ ความเชื่อที่ 11:   เด็กผู้ชายก็ต้องเป็นแบบนั้นนั่นแหล่ะ (‘Boys will be boys’)

    ความจริง: การยกเว้นพฤติกรรมด้วยข้ออ้างเรื่องเพศเป็นความคิดที่ล้าสมัย เด็กผู้ชายก็มีศักยภาพและความสามารถเท่าเด็กผู้หญิง UNICEF เน้นว่าตั้งแต่วันแรก เด็กชายและเด็กหญิงควรได้รับการเลี้ยงดูอย่างเท่าเทียม (nurtured equally) และพัฒนาการในทุกด้านไม่มีข้อแตกต่างพื้นฐานระหว่างเพศ การสนับสนุนให้เด็กชายต้องแข็งแกร่งหรือจำกัดบทบาทเด็กหญิง จะตอกย้ำค่านิยมจำกัดที่อาจทำร้ายพัฒนาการของเด็ก ผู้ปกครองจึงควรหลีกเลี่ยงการเหมารวม เช่น ไม่สนับสนุนว่าผู้ชายต้องเก่งคณิต เด็กชายก็ควรมีโอกาสทำกิจกรรมหรืองานที่สนใจโดยไม่จำกัดเพศ.

    ❌ ความเชื่อที่ 12:   เด็กคิดเหมือนผู้ใหญ่ 

    ความจริง: เด็กบางเรื่องมีความรู้สึกเทียบเท่าผู้ใหญ่ แต่สมองคิดของเขายังไม่บรรลุนิติภาวะตามผู้ใหญ่ การยอมรับความรู้สึกของเด็กและสอนจัดการอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ แทนที่จะป้องกันเด็กไม่ให้เผชิญความลำบากเลย การสนับสนุนเชิงบวกด้านอารมณ์ (emotion-coaching) เช่น การรับฟัง ช่วยตั้งชื่ออารมณ์และหาทางแก้ปัญหา จะช่วยให้เด็กพัฒนา EQ ได้ดี พ่อแม่ควรใช้ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และสอนเด็กให้คิดหาทางแก้ไข มากกว่าจะตึงหรืออ่อนจนเกินไป เพราะการปล่อยให้เด็กได้เผชิญสถานการณ์ยากๆ บ้างในระดับที่เหมาะสมจะช่วยเสริมความแข็งแรงทางใจ (resilience) ให้กับพวกเขา

    ❌  ความเชื่อที่ 13:  ต้องพยายามให้ ‘ดีที่สุด’ เสมอ

    ความจริง: ความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความสุข องค์การกุมารเวชฯ สหรัฐฯ เตือนว่าเด็กที่ถูกสอนให้เป็นคน ‘ต้องเพอร์เฟ็กต์’ มักเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ความซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลสูง ในทางกลับกัน เด็กที่ได้รับกำลังใจให้ทำเต็มที่โดยไม่คาดหวังความสมบูรณ์แบบ จะมองความผิดพลาดเป็นโอกาสเรียนรู้ งานวิจัยชี้ว่า “เด็กที่สำเร็จอย่างสุขภาพจิตดีจะไม่พอใจจนกว่าจะทำเต็มที่ และมองว่าความผิดพลาดคือโอกาสเติบโต” พ่อแม่จึงควรสนับสนุนความพยายามและกระบวนการเรียนรู้ มากกว่ามุ่งรางวัลหรือผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว.

    ❌  ความเชื่อที่ 14:  ต้องจ่ายเงินแลกให้เด็กทำงานบ้านทุกครั้ง

    ความจริง: การจ่ายเงิน (ค่าแรงหรือค่าขนม) ให้ลูกทำงานบ้านเป็นการให้ค่าตอบแทนภายนอก ไม่จำเป็นเสมอไป การให้เด็กช่วยงานบ้านโดยไม่มีค่าแรงสอนให้เด็กเห็นคุณค่าของการช่วยเหลือครอบครัว and ตระหนักถึงความรับผิดชอบ. นักจิตวิทยาเด็กให้คำแนะนำว่า งานบ้านให้ประโยชน์หลายอย่าง เช่นสอนให้รู้ว่า ‘บางครั้งต้องทำภารกิจให้เสร็จก่อนถึงจะได้พักหรือเล่น’ นอกจากนี้ ถ้าลูกเห็นพ่อแม่ทำงานบ้านอยู่เป็นประจำ เขาจะมีแนวโน้มช่วยเองด้วยเช่นกัน วิธีนี้ช่วยให้เด็กรู้สึกมีส่วนร่วมและเรียนรู้ทักษะชีวิตโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนทุกครั้ง

    ❌  ความเชื่อที่ 15:  ความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกสำคัญที่สุด (มากกว่าความรักระหว่างคู่สมรส)

    ความจริง: ความรักและความสัมพันธ์ของพ่อแม่ต่อกันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็ก การวิจัยพบว่าเด็กที่เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่แต่งงานและมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงมักได้รับผลลัพธ์ด้านพัฒนาการและอารมณ์ที่ดีกว่า ส่วนหนึ่งเพราะครอบครัวที่มั่นคงมักมีทรัพยากรและความใส่ใจมากกว่า ดังนั้น การที่พ่อแม่รักและดูแลกันจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เด็ก เช่น การจัดเวลาให้คู่สมรสไปเดตกันสม่ำเสมอ ช่วยลดความตึงเครียดในครอบครัว ทำให้พ่อแม่มีพลังและเวลาเพียงพอในการเลี้ยงดูลูกได้อย่างเต็มที่

    ❌  ความเชื่อที่ 16:  เมื่อลำบาก เด็กร้อง พ่อแม่ต้องสอนให้สู้ ให้ทน

    ความจริง: ชีวิตย่อมมีช่วงเวลาท้าทาย แต่การอดทนโดนับอาจไม่เพียงพอ นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กระบุว่า เด็กเรียนรู้การรับมือกับความเครียดในระดับพอดี (positive stress) จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เขา นั่นหมายความว่าเราไม่ควรปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหาเรื้อรังโดยไม่มีการแก้ไข แต่ควรช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะรับมือ เช่น การตั้งใจสู้กับปัญหาเล็กๆ อย่างปลอดภัย การขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และปรับเปลี่ยนวิธีแก้ไขเมื่อติดขัด. พ่อแม่ควรเป็นที่พึ่งให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ และเปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การปรับตัวและพัฒนาความยืดหยุ่นของตนต่อไป

     

    ❌ ความเชื่อที่ 17:  ชมลูกให้บ่อย ๆ เข้าไว้

    ความจริง: คำชมเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองของเด็ก แต่การชมที่เน้นผลลัพธ์ เช่น “เก่งมาก” หรือ “ฉลาดจัง” อาจทำให้เด็กกดดันตัวเองและกลัวความล้มเหลว งานวิจัยของ Carol Dweck ชี้ให้เห็นว่าการชมความสามารถโดยกำเนิดสามารถทำให้เด็กหลีกเลี่ยงความท้าทาย เพราะกลัวว่าหากล้มเหลวจะไม่ดู “ฉลาด” อีกต่อไป

    ทางที่ดีกว่าคือการใช้คำชมแบบเน้นกระบวนการ เช่น “หนูตั้งใจมากเลยนะ” หรือ “แม่เห็นว่าลูกพยายามไม่ยอมแพ้เลย” ซึ่งจะช่วยปลูกฝัง growth mindset หรือทัศนคติที่เชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม ซึ่งมีผลต่อความยืดหยุ่นทางอารมณ์และการเผชิญความล้มเหลวในอนาคตของเด็ก

     

    ❌ ความเชื่อที่ 18:  เวลาอยู่กับลูกไม่ต้องเยอะก็ได้ แค่มีคุณภาพก็พอ

    ความจริง: แม้แนวคิดเรื่อง “quality time” จะดูดี แต่การใช้เวลาเพียงช่วงสั้น ๆ อย่างมีคุณภาพ ไม่สามารถทดแทนความต่อเนื่องของการอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริง งานวิจัยชี้ว่า “ปริมาณเวลา” มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคุณภาพ เพราะเด็กต้องการความมั่นคงจากการมีพ่อแม่อยู่ใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน เช่น การกินข้าวด้วยกัน อ่านหนังสือก่อนนอน หรือพูดคุยระหว่างเดินทาง

    ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นโอกาสธรรมชาติในการสอนทักษะชีวิต ให้ความรัก และสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูก การอยู่ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และไว้วางใจในการแบ่งปันเรื่องราวในชีวิต

     

    ❌ ความเชื่อที่ 19:  พ่อแม่ที่ดีต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก

    ความจริง: พ่อแม่จำนวนมากเชื่อว่าการเป็นคนดีคือการเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกจนลืมตัวเอง แต่การไม่ดูแลตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจอาจทำให้หมดไฟ เครียด และขาดความอดทน ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการดูแลลูกอย่างมีคุณภาพ

    งานวิจัยแนะนำว่า self-care เป็นพื้นฐานของการเป็นพ่อแม่ที่ดี เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่มีสุขภาพจิตดี มีขอบเขต และมีเวลาดูแลตัวเอง จะซึมซับพฤติกรรมเหล่านี้ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักดูแลตัวเองเช่นกัน

    ❌ ความเชื่อที่ 20:  พ่อแม่ต้องเห็นตรงกันเสมอ

    ความจริง: ในความเป็นจริง พ่อแม่มักมีภูมิหลัง ประสบการณ์ และมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้มีแนวทางการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกันได้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหา หากจัดการด้วยการสื่อสารอย่างเคารพและสร้างสรรค์

    งานวิจัยระบุว่าการเห็นต่างกันบ้างไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่การแสดงความขัดแย้งต่อหน้าลูกอย่างรุกรานหรือไม่มีการแก้ไขต่างหากที่ส่งผลเสีย การเจรจาให้ได้ข้อตกลงร่วมกันในเรื่องสำคัญ และยอมรับความแตกต่างในเรื่องเล็กน้อย จะช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องการประนีประนอมและการเคารพความหลากหลาย

    ❌ ความเชื่อที่ 21:  พ่อแม่ที่ดีควรรู้เสมอว่าควรทำอย่างไร

    ความจริง: ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่รู้คำตอบทุกข้อ หรือพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ การเป็นพ่อแม่คือกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการลองผิดลองถูก การปรับตัว และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น

    การยอมรับว่าตนเองไม่รู้ และพร้อมจะเรียนรู้ คือสัญญาณของความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ การเปิดใจหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพ่อแม่คนอื่น ๆ จะช่วยเสริมทักษะและความมั่นใจในการเลี้ยงลูก

    ❌ ความเชื่อที่ 22:  พ่อแม่ที่ใช้สื่อดิจิทัลกับลูกบ่อยคือพ่อแม่ที่ไม่ดี

    ความจริง: สื่อดิจิทัลไม่ใช่ศัตรู หากใช้อย่างมีเป้าหมายและเหมาะสมกับวัย การใช้สื่อร่วมกับลูก เช่น การดูสารคดี การอ่านหนังสือแบบอินเตอร์แอคทีฟ หรือการเรียนรู้ออนไลน์ สามารถเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ ความอยากรู้ และความเข้าใจในโลกปัจจุบันได้

    สิ่งสำคัญคือการตั้งขอบเขตเวลา ใช้เนื้อหาที่เหมาะสม และไม่ใช้หน้าจอเป็นพี่เลี้ยงเด็ก สื่อสามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังได้ หากผู้ใหญ่เป็นผู้นำทาง

     

    ❌ ความเชื่อที่ 23:  พ่อแม่ที่ดีต้องทำให้ลูกมีความสุขตลอดเวลา และเด็กต้องมีกิจกรรมหรือมีความบันเทิงตลอดเวลา

    ความจริง: ความสุขไม่ใช่เป้าหมายเดียวของชีวิต เด็กที่ไม่เคยเผชิญความผิดหวังหรือความเบื่ออาจขาดทักษะในการรับมือกับความล้มเหลว ความเบื่อหน่ายเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการ การคิดสร้างสรรค์ และการเล่นอย่างอิสระ

    การจัดกิจกรรมที่หลากหลายมีประโยชน์ แต่ควรเว้นพื้นที่ให้เด็กได้เผชิญกับ “เวลาเปล่า” ที่เขาได้เลือกเองว่าจะใช้ทำอะไร ซึ่งเป็นโอกาสในการรู้จักตัวเอง ฝึกวางแผน และจัดการอารมณ์อย่างเป็นธรรมชาติ

    ❌ ความเชื่อที่ 24:  ไม่ควรพูดคำว่า “ไม่” กับลูก

    ความจริง: การกลัวว่าการพูด “ไม่” จะทำให้ลูกเสียใจหรือไม่รักพ่อแม่ อาจนำไปสู่การเลี้ยงลูกแบบไร้ขอบเขต ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาว เด็กต้องการขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อรู้สึกมั่นคงและเข้าใจโลก

    คำว่า “ไม่” ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม หากสื่อสารอย่างมั่นคงและให้เหตุผลชัดเจน เช่น “แม่เข้าใจว่าหนูอยากดูการ์ตูน แต่ตอนนี้ถึงเวลานอนแล้ว” เด็กจะเรียนรู้การยอมรับกติกา ฝึกการควบคุมตนเอง และเรียนรู้ความเคารพต่อผู้อื่น

    ❌ ความเชื่อที่ 25:  พ่อแม่ควรรู้สึกยอมรับลูกอย่างต่อเนื่องเสมอ

    ความจริง: พ่อแม่เป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์หลากหลาย ไม่สามารถรู้สึกดีกับลูกได้ตลอดเวลา ความรู้สึกหงุดหงิด เหนื่อยล้า หรือผิดหวังเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่าเรารักลูกน้อยลง การยอมรับอารมณ์ของตนเองและเรียนรู้วิธีจัดการอย่างไม่ทำร้ายลูกคือทักษะสำคัญของพ่อแม่ที่มีวุฒิภาวะ

    การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม เช่น การอธิบายความรู้สึกด้วยคำพูดแทนการตะโกน จะทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่าทุกอารมณ์สามารถสื่อสารได้ และพ่อแม่ยังรักลูกแม้ในวันที่รู้สึกไม่ดี

    ❌ ความเชื่อที่ 26:  อุ้มลูกทันทีเมื่อลูกร้องจะทำให้ติดมือ

    ความจริง: การตอบสนองต่อลูกทันทีโดยเฉพาะในวัยทารก ไม่ใช่การทำให้เด็ก “ติดมือ” แต่คือการสร้างความรู้สึกปลอดภัย ความมั่นคง และความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ พัฒนาการทางสมองของเด็กเล็กขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางอารมณ์ที่ได้รับจากผู้ดูแล

    การอุ้ม ปลอบ และตอบสนองต่อเสียงร้องเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแรง และเป็นพื้นฐานของความไว้วางใจที่เด็กจะนำไปใช้กับโลกภายนอกในอนาคต

    ❌ ความเชื่อที่ 27:  พ่อแม่ควรเป็นเพื่อนกับลูก

    ความจริง: แม้การมีความสัมพันธ์แบบเปิดใจเป็นสิ่งที่ดี แต่บทบาทของพ่อแม่ไม่ควรเท่ากับ “เพื่อน” โดยสมบูรณ์ เด็กต้องการผู้นำที่ให้ขอบเขต ปกป้อง และแนะนำ การพยายามเป็นเพื่อนกับลูกมากเกินไปอาจทำให้ขาดความชัดเจนในบทบาทและขอบเขต

    ความสัมพันธ์ที่ดีควรผสมผสานระหว่างความอบอุ่นและความแน่นอน เด็กสามารถรู้สึกใกล้ชิดกับพ่อแม่ และยังรู้ว่าพ่อแม่เป็นผู้นำที่เขาวางใจได้

    สะท้อนความเชื่อ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

    ความเชื่อผิด ๆ ในการเลี้ยงลูกยังคงฝังแน่นในสังคม แม้จะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในงานวิจัย การเชื่อสิ่งเหล่านี้อาจสร้างภาระทางใจ ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์กับลูก และทำให้พลาดโอกาสในการสร้างครอบครัวที่แข็งแรงและมีความสุข

    การเป็นพ่อแม่ไม่ได้มีใคร “เก่งโดยธรรมชาติ” แต่มาจากการเรียนรู้ เติบโต และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครต้องสมบูรณ์แบบ เพราะเด็กต้องการพ่อแม่ที่ “แท้จริง” มากกว่าพ่อแม่ที่ “สมบูรณ์แบบ”

    เมื่อเรากล้าย้อนมองและตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อ ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับทั้งตัวเราเองและลูก การปล่อยมือจากความคาดหวังที่ไม่จำเป็น และหันมายอมรับความเป็นจริงของการเป็นพ่อแม่ คือหนทางสู่ครอบครัวที่มีสุขภาวะอย่างแท้จริง

    เพราะในท้ายที่สุด การเป็นพ่อแม่ คือการที่มนุษย์คนหนึ่ง ช่วยให้มนุษย์อีกคนหนึ่ง ได้เติบโตเต็มศักยภาพทั้งในแบบของเขาเอง และในจังหวะของเขาเอง

     

    อ้างอิง:

      1. American Academy of Pediatrics (AAP)

      2. Dweck, C. (2006). Mindset: The New Psychology of Success.

      3. Gershoff, E. T., & Grogan-Kaylor, A. (2016). Spanking and child outcomes.

      4. National Institutes of Health (NIH)

      5. Siegel, D. J. & Bryson, T. P. (2012). The Whole-Brain Child.

      6. Center on the Developing Child at Harvard University

      7. Zero to Three (National Center for Infants, Toddlers, and Families)

      8. UNICEF Parenting Guidance

      9. Gottman, J. & Declaire, J. (1997). Raising an Emotionally Intelligent Child.

      10. West, Kenneth . The Parenting Myths

     

  • การศึกษาที่ไม่ New Normal กับชีวิตที่ New Normal

    การศึกษาที่ไม่ New Normal กับชีวิตที่ New Normal

    การศึกษาที่ไม่ New Normal กับชีวิตที่ New Normal

    เรื่อง: tippimolk , รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา
    ภาพประกอบ: ปฏิภัทร จันทร์ทอง

    “คำว่า new normal ผมขอสงวนไว้เรียกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะไกลๆ”  

    สวนทางกับคนอื่นๆ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI คือคนที่ตั้งคำถามว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือ New normal หรือความปกติใหม่

    “เพราะตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติ ผมขอเรียกว่าความผิดปกติปัจจุบัน หรือ Current abnormal”

    โดยเฉพาะการเรียนออนไลน์ ที่ ดร.สมเกียรติเชื่อว่า ถ้าเปิดเทอมได้ เปิดเทอมดีกว่า

    “โรงเรียนเป็นหลุมหลบภัย เด็กบางคนเจอความรุนแรงในบ้าน ถึงแม้จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้ แต่โรงเรียนก็ยังคงมีคุณค่าบางอย่าง” 

    ถ้าการเข้ามาของโควิด จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในวงการศึกษา นั่นคือการเรียนรู้ที่จะตัด ‘ไขมัน’ ทั้งหมดทิ้งไป

    “เมื่อเวลาเรียนลดลงไปเยอะ ต้องรื้อและทำหลักสูตรอ้วนในปัจจุบันให้เป็นหลักสูตรที่ lean คงไว้แค่แก่นหรือของที่ต้องรู้จริงๆ สำหรับสอนที่โรงเรียน” 

    เด็กควรได้กลับไปโรงเรียน นี่คือ normal สำหรับประธานฯ TDRI

    แต่ New normal  จริงๆ ของ ดร.สมเกียรติ อาจเป็นชีวิตส่วนตัวที่ต้องปรับให้เป็น ‘ปกติใหม่’ หลังจากสูญเสียคู่ชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว

    “มันก็เป็นสัจธรรมชีวิตนะ ยังไงคนมันก็ต้องจากกัน เพียงจากเร็วไปนิดหนึ่ง Life must go on (ยิ้ม)”

    หากจะหาใครสักคนที่เก่งกว่า ดร.สมเกียรติ คนๆ นั้นคือ ลูกชาย 

    “เขาเข้มแข็ง รู้วิธีแฮนเดิลสถานการณ์ยากๆ สิ่งนี้มันพิสูจน์แล้วว่าเขาเก่งกว่าผม ผมก็เรียนรู้จากลูก”

    Q: ปัจจุบันคำว่าการศึกษาถูกทำให้ดูโบราณ เป็นเรื่องของโรงเรียน ส่วนคำว่าเรียนรู้ ดูร่วมสมัย ทุกคนเรียนรู้ได้ โดยส่วนตัวอาจารย์คิดว่าเราควรแยกการศึกษาและการเรียนรู้ออกจากกันไหม

    การศึกษาฟังดูโรงเรี้ยนโรงเรียน ฉันมีหน้าที่สอน เธอมีหน้าที่เรียน ความรู้มาจากคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน มันไล่มาตามสายพาน เด็กเล็ก ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย 

    แต่การเรียนรู้แปลว่าทุกคนต้องเรียนรู้ เรียนรู้จากกันและกันก็ได้ พ่อแม่เรียนรู้จากลูกก็ได้ ครูเรียนรู้จากนักเรียนก็ได้ นักเรียนเรียนรู้ซึ่งกันและกันก็ได้ 

    โควิดทำให้เรียนรู้เรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง โลกต่อจากนี้มันยากที่จะคาดเดาขึ้นทุกที ทุกคนต้องเป็นคนที่เรียนรู้ ไม่ใช่หยุดนิ่งเหมือนเดิม

    Q: ที่ถูกแล้ว การศึกษาและการเรียนรู้ ควรจะรวมกันไหม

    เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้คนได้รับการเรียนรู้ เพราะสิ่งที่สนุกคือการเรียนรู้ การเรียนรู้มีความตื่นเต้นใหม่ๆ ที่ฝรั่งเรียก Aha Moment! หรือคนไทยเรียกว่า ถึงบางอ้อ! ไม่ว่าจะเรียกการศึกษาหรือการเรียนรู้ว่าอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายต้องทำให้ผู้เรียนถึงบางอ้อ โดยวิธีในห้องเรียน จะออนไลน์ ออนไซต์ หรือในออนเซ็นก็ได้ แต่ขอให้ผู้เรียนถึงบางอ้อ!

    ถ้าพูดถึงการศึกษาเรามักจะคิดว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงการศึกษา แต่ถ้าพูดถึงการเรียนรู้ เราไม่เคยได้ยินคำว่ากระทรวงการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงควรเป็นหน้าที่ของทุกคน ถึงแม้สองคำนี้จะต่างกัน แต่หัวใจปลายทางควรจะเหมือนกัน คือเกิดการเรียนรู้

    Q: อาจารย์เคยเขียนบทความไว้ ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเราอาจกำลังสับสนระหว่าง Current Abnormal (ความผิดปกติปัจจุบัน) กับ New Normal (ความปกติใหม่) อาจารย์ช่วยขยายความทั้งสองคำได้ไหม

    เป็นศัพท์ที่ผมคิดว่าต้องแยก เพราะไม่ได้เหมือนกันทีเดียว คำว่า new normal เป็นคำที่เราเห็นกันทั่วไป ใช้กันสารพัดความหมาย เช่น การสวมหน้ากากอนามัย – มันเป็นปกติใหม่ก็จริง เพราะเราจะเห็นมันต่อจากนี้และจะเห็นยาวไปอย่างน้อยปีนึง แต่หลังจากนี้จะมีความปกติใหม่อีกชุดหนึ่งขึ้นมา ผมเลยอยากจะแยกสองส่วนที่ต่างกัน 

    ผมคิดว่าตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติ สิ่งที่บางคนเรียกว่าปกติ มันไม่ปกติ ผมขอเรียกว่าความผิดปกติปัจจุบัน หรือ New Abnormal ผมไม่คิดว่าเราจะใส่หน้ากากอนามัยไปอีกนาน เพราะปกติเราไม่ได้ใส่กัน ผมจึงไม่คิดว่าคือความปกติ มันคือความไม่ปกติ เว้นแต่เราจินตนาการโลกอีกแบบหนึ่งว่าโลกนั้นจะมี COVID-20  COVID-21 … มันก็คงจะปกติที่เราจะใส่หน้ากากไปตลอด แต่ผมไม่ได้เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้จึงไม่ใช่ความปกติในปัจจุบัน แต่จะเป็นความปกติใหม่ถ้าโรคนี้มาทุกปี และเราไม่ตระหนกกับมันแล้ว เรามีวัคซีนป้องกันแล้ว ดังนั้นคำว่า new normal ผมจึงขอสงวนไว้เรียกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะไกลๆ 

    Q: เฉพาะการศึกษาและการเรียนรู้ ควรมี New Normal ต่อไปหรือเปล่า

    ควรเป็นเช่นนั้น เพราะโลกเปลี่ยน ถ้าการศึกษาและการเรียนรู้ไม่เปลี่ยน มัวติดอยู่กับอดีต ชื่นชมอยู่กับอดีต ก็จะไม่ปฏิรูปการศึกษา 

    ความเป็นปกติใหม่ (new normal) ของการศึกษาไทย อาจเป็น ‘ความปกติ’ ของบางประเทศอยู่แล้ว เช่น การศึกษาที่ทำให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง, การเรียนแบบ active learning แต่เมืองไทยไม่ได้ทำ เรายังอยู่ในแบบเก่า ถ้าเราไปทำแบบเขาอาจจะเรียก new normal ของเราก็ได้ เช่นเดียวกันในสิงคโปร์ ฟินแลนด์ ในภาวะนี้เขาก็ต้องการ new normal ของเขาใหม่เช่นกัน

    เพราะว่าโลกต่อไปจะเปลี่ยนไว ซับซ้อนและคลุมเครือ เราต้องพยายามทำความเข้าใจโลกตลอดเวลาให้ได้ ดังนั้นการศึกษาของหลายประเทศที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็จะไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นต้องมีความปกติใหม่อีกระดับหนึ่ง จะทำอย่างไรให้เด็กเปิดใจกว้างสามารถรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมรับกับสถานการณ์ล่วงหน้าได้ เพราะโลกต่อไปจะวางแผนยากขึ้น

    Q: อาจารย์หมายความว่าถ้าไม่มีโควิด ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในการศึกษา ก็ควรเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว?

    ใช่ แต่โควิดไม่ใช่เหตุการณ์ที่เราจะเจอมันบ่อย ลองถามคุณพ่อคุณแม่ดูสิ ไม่มีใครเคยเจอหรอก ต้องย้อนไปร้อยปีก่อน โรคหวัดสเปน แต่เกิดขึ้นที่อเมริกา เป็นโรคมาจากบรรพบุรุษทรัมป์ ดังนั้นถ้าสหรัฐจะเช็คบิลจีนก็ให้จีนไปเช็คบิลสหรัฐด้วย (หัวเราะ) การเปลี่ยนแปลงของโลกที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เล็กๆ น้อยๆ อาจจะไม่พอ มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วย ฉะนั้นถ้าจะพูดว่าจะเกิดความเป็นปกติใหม่อย่างไร จึงต้องมีต้นเหตุใหญ่ๆ เกิดขึ้นให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

    ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่คนในสังคมต้องเจอ ยกตัวอย่าง 20 ปีที่แล้ว ไอโฟนเขาจะผลิตในจุดที่ราคาถูกที่สุดในโลกและเขาจะไปตั้งโรงงาน เช่น ในจีน เซินเจิ้น อุปกรณ์ถูกผลิตและกระจุกอยู่ที่นั่นหมดเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราเอาของทุกอย่างไปไว้ที่เดียวกัน ถ้าเมืองจีนปิด โรงงานผลิตไม่ได้ อยากซื้อแค่ไหนก็ไม่มีของขาย นั่นแปลว่าในโลกธุรกิจเขาต้องคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไร 

    ดังนั้นถ้าโลกที่เราเคยโตมา มันไม่ใช่โลกที่เราทำงาน ก็แปลว่าคนที่เรียนตอนนี้เพื่อทำงานในอนาคตต้องมีวิธีคิดยืดหยุ่น ปรับตัว และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่เราคาดเดาไม่ได้มากยิ่งขึ้น นี่คือหัวใจและความยาก

    Q: เราควรขอบคุณโควิดไหม 

    มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอย่างไรต่อจากนี้ ถ้าเราแก้ปัญหาได้ เราก็จะขอบคุณโควิด แต่ถ้าเราแก้ปัญหาไม่ได้ มันจะเกิดอีกภาพหนึ่ง ทุกเรื่องมีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย เหมือนคำว่าวิกฤติในภาษาจีนที่แปลว่าทั้งข่าวดีข่าวร้าย ข่าวร้ายคือปิดโรงเรียน กำหนดเปิดเทอมที่เลื่อนไปกรกฎาคมหมายถึงจะต้องไม่มีการระบาดรอบสองแล้ว ถ้าเปิดโรงเรียนไม่ได้จะเปิดออนไลน์ เรียนออนไซต์ ตามแบบที่กระทรวงฯ ทำ 

    แต่อย่าลืมว่า ถ้าโรงเรียนปิด หนึ่ง-มันทำให้เด็กบางส่วนไม่ได้ไปโรงเรียน โรงเรียนไทยไม่ว่าจะดีหรือชั่ว แม้จะตอบโจทย์ทักษะให้เด็กได้ไม่ดีเท่าไร แต่การได้อยู่ในโรงเรียนมันมีคุณค่าอะไรบางอย่าง ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านสังคม ได้เจอคนต่างอายุ ได้เจอสังคมที่ใหญ่ขึ้น สอง-สำหรับเด็กที่ด้อยโอกาส การถูกบังคับให้มาเรียนทำให้เขาไม่ต้องไปอยู่ในตลาดแรงงาน ไม่กลายเป็นแรงงานเด็ก การที่เด็กไปทำงานตั้งแต่เล็ก ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ฝึกทักษะอื่นๆ เขาจึงมีค่าจ้างต่ำตลอดชีวิต 

    ทุกวันนี้เด็กไทยนับหมื่นคนไม่ได้มีอาหารกินที่ดีพอ การมาโรงเรียนจะทำให้เขาได้กินอาหารที่ดีกว่าอยู่บ้าน เช่นเดียวกับเด็กหญิงที่ไม่ได้ไปโรงเรียนก็พบว่ามีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่พบทั่วโลก 

    โรงเรียนจึงกลายเป็นหลุมหลบภัย เด็กบางคนเจอความรุนแรงในบ้าน ถึงแม้จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้ แต่โรงเรียนก็ยังคงมีคุณค่าบางอย่าง ฉะนั้นเด็กไม่ได้ไปโรงเรียนจึงเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร 

    ถ้าจะขอบคุณโควิดแปลว่าต้องเอาเด็กกลับเข้าสู่โรงเรียนได้ แล้วทำให้โรงเรียนมีคุณภาพที่สูงขึ้น 

    ยกตัวอย่าง เด็กไทยเรียนเยอะมาก หลักสูตรอ้วนมาก เรียน 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี ถือว่าเรียนเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่การเรียนเยอะแปลว่าผลการเรียนดีไหม ผลวัดจาก PISA คะแนนเด็กไทยต่ำกว่าประเทศ OECD เกือบร้อยคะแนนเลยนะ แปลว่าเด็กไทยในอายุ 15 เรียนช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้วไป 3 ปีครึ่ง ถึงแม้จะเรียนเยอะมากก็ตาม

     

    Q: ถ้าโควิด-19 จะเปลี่ยนการศึกษาไปในทางที่ดีขึ้น เปลี่ยนได้ยังไง 

    ชัดเจนแล้วว่าตอนนี้ไม่มีเวลาให้เรียนเยอะ เราไม่สามารถสอนแบบเดิมได้ ห้องเรียนมีจำกัด ต้องจัด social space/social distance ห้องแบบเดิม 50 คนไม่ได้ ต้องเหลือ 25 คน แปลว่าเด็กเล็กอาจต้องมาโรงเรียน เด็กโตอาจต้องเรียนออนไลน์ 

    เมื่อเวลาเรียนลดลงไปเยอะ ต้องรื้อและทำหลักสูตรอ้วนในปัจจุบันให้เป็นหลักสูตรที่ lean คงไว้แค่แก่นหรือของที่ต้องรู้จริงๆ สำหรับสอนที่โรงเรียน แล้วเปลี่ยนวิธีการสอนโดยใช้เวลาน้อยลงแต่เรียนให้ได้มากขึ้น 

    ทุกวันนี้ active learning สอนด้วยหลักสูตรกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้ เพราะว่า KPI เยอะ ใน 1 ชั่วโมง ครูต้องเช็คลิสต์เยอะมากว่าสอนครบมไหม แล้วทุกคนชอบเอาทุกอย่างไปฝากไว้กับโรงเรียน เช่น โตไปไม่โกง เห็นผู้ใหญ่ขับรถไม่ดี ก็สอนให้เด็กเคารพกฎจราจร หลายปัญหามาจากผู้ใหญ่แล้วไปไล่แก้ที่เด็ก หลักสูตรที่มันอ้วนอยู่แล้วยังจะมีของแถมมากมายอีก เลยทำ active learning ไม่ได้

    เพราะ active learning คือการจับกลุ่มถกเถียงกัน เล่นเกม พาเด็กออกไปเรียนในสถานที่จริง แต่ครูไทยทำไม่ได้เพราะจะเสียเวลา เช็คลิสต์ไม่ทัน กลัวตัวเองสอนไม่ครบ

    ถ้าปรับหลักสูตรให้ lean สอนแบบ active learning เอาออนไลน์มาใช้บางส่วน เด็กโตก็จะได้ประโยชน์ เพราะการเรียนออนไลน์คือ การริเริ่มให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ถ้าเด็กทำได้แปลว่าต่อไปเด็กเรียนด้วยตัวเองได้ อย่างนี้ควรขอบคุณโควิด 

     

    Q: แล้วบทบาทครอบครัว ควรเป็นอย่างไร 

    ช่วงเปลี่ยนผ่านมันยากมาก ต้องคนมีความพร้อม คนที่เก่งอยู่แล้ว มีพื้นฐานการเรียนอยู่แล้ว เช่น คณิตศาสตร์ ไทย อังกฤษ สามารถเรียนออนไลน์จากทั่วโลกได้เลย จึงจะรอด

    แต่โจทย์ยากคือคนพื้นฐานไม่แน่น ครอบครัวไม่พร้อม พ่อแม่ไม่ได้มีการศึกษาสูง จะเรียนเองไม่ได้ จะให้พ่อแม่สอน พ่อแม่ก็ไม่พร้อม หรือพ่อแม่มีการศึกษาแต่ก็ปากกัดตีนถีบ ต้องทำงาน ไม่มีเวลา และโควิดจะทำให้พ่อแม่จนลงกันหมด 

    ในมุมหนึ่งเวลาพูดเรื่องความเป็นปกติใหม่ ถ้าไปฟังชนชั้นกลาง brainstrom กัน เขาก็จะบอกว่าต้องสนใจสุขภาวะ wellness สุขภาพ อาหารที่ดี นี่คือโลกของชนชั้นกลาง แต่คนที่ไม่มีเวลา ปากกัดตีนถีบ หาเช้ากินค่ำ เจอโควิดมา หาเช้า ค่ำก็ไม่พอกิน เพราะฉะนั้นเขากระเสือกกระสนมาก ไม่มีโอกาสมาคิดว่าจะกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น คือมีกินก็ดีแล้ว โจทย์นี้จะเป็นสองขั้วใหญ่ที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำเลย โจทย์ใหญ่ในช่วงนี้จึงเป็นการแก้ความเหลื่อมล้ำ 

    ความเหลื่อมล้ำมีอยู่แล้ว มีมากด้วย ตอนนี้ยิ่งมีมากขึ้น ครอบครัวที่พร้อมอยู่แล้ว เด็กก็จะพร้อม ครอบครัวที่ไม่พร้อม เด็กก็จะไม่พร้อมและจะมีปัญหา ถ้าเกิดเรียนไม่ได้ เรียนไม่ทัน สุดท้ายก็จะ drop out 

    ราชการไทยเองก็มีแนวโน้มอยากทำทุกส่วนเหมือนๆ กัน เช่น ต้องเปิดโรงเรียนพร้อมกัน แต่ถ้าโรงเรียนในจังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อน้อย และประเมินว่าสามารถเปิดได้ ก็เปิดไปไม่เห็นต้องมารอพร้อมกัน พ่อแม่จะได้ไปทำงาน

    นี่คือส่วนที่ราชการไทยไม่เคยชิน อยากให้หลายๆ ส่วนเปิดพร้อมกันในนามของความเป็นธรรม ก็ต้องเดือดร้อนไปทุกคนเหมือนกัน กระทรวงศึกษาฯ​ อย่าไป one size fit all 

     

    Q: พ่อแม่ควร Relearn เรื่องอะไรบ้าง 

    มีสารพัดโจทย์เลย พ่อแม่อาจจะต้องตกงาน หรือธุรกิจไม่มีลูกค้า จะเกิดความท้าทายเลยว่าจะ relearn เพื่อเอาตัวรอดยังไง นี่ยังไม่ถึงขั้นว่าจะ relearn เพื่อไปสอนลูกยังไงนะ มีโจทย์ใหญ่ๆ เยอะไปหมดเลย ปัญหาคือคนรู้ไหมว่าต้อง relearn เขาน่าจะรู้นะ เพราะเขารู้ว่ากำลังเดือดร้อน ต้องปรับตัว เช่น ร้านอาหาร relearn ว่าจะขายออนไลน์ยังไง เขากำลังเรียนรู้อยู่ว่าจะอยู่กับความผันผวนอย่างไร ควรเปลี่ยนอาชีพไหม 

    การ relearn เรื่องปากท้อง ต้องมาเป็นอันดับ 1 ถ้าปากท้องไม่รอด จะให้พ่อแม่ไปช่วยลูก มันก็หนัก ผมเชื่อว่าคนอยากปรับตัว คำถามคือถ้าเขาอยาก มีกลไกช่วยเขาปรับตัวไหม นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและสังคมต้องช่วยกันคิดว่าอะไรคือกลไกที่สนับสนุนให้เขาเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ 

    Q: นอกจากปากท้องแล้ว พ่อแม่ก็ต้อง Relearn ไปกับลูกด้วย? 

    สำคัญคือ ทำอย่างไรถึงจะฝึกทักษะพื้นฐานให้ลูกได้ หลักการเรียนรู้เหมือนกันหมดเลย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงโต คือ plan do check act ให้เด็กวางแผนการเล่น-วันนี้เขาจะเล่นอะไร ปล่อยให้เด็กเล่น จากนั้นให้มา reflex ว่าเขาพบอะไร

    ถ้าจะให้พ่อแม่ช่วยเขา พ่อแม่ก็ต้องมี plan do check act หรือ design thinking ของตัวเองเหมือนกัน 

    ถ้าพ่อแม่ design thinking เป็น ก็สอนลูกได้ ให้ลูกไปเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็น ทักษะสำคัญที่เด็กควรเรียนรู้คือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ความยืดหยุ่น ซึ่งหลายๆ เรื่องมันเป็น soft skill นะ ภาษาไทย คณิตศาสตร์แบบเดิมก็ต้องมีอยู่ เพราะมันคือพื้นฐานในการเรียน 

    โจทย์สำคัญคือ มีพ่อแม่กลุ่มหนึ่ง-ทำได้เพราะมีเวลา กลุ่มสอง-ทำได้แต่ไม่มีเวลา กลุ่มสาม-ทำไม่ได้แต่มีเวลา กลุ่มสี่-ทำไม่ได้และไม่มีเวลาด้วย ถึงต้องมีกลไกข้างนอกมาช่วย

    Q: Ecosystem ของการเรียนรู้จะเปลี่ยนไปไหม 

    ecosystem เปลี่ยน คนเรียนคือทุกคน ไม่ใช่แค่เด็กต้องเรียน พ่อแม่ ครูก็ต้องเรียนทักษะใหม่ สอนแบบใหม่ รัฐบาลก็ต้องเรียนรู้การบริการการศึกษาแบบใหม่ เพราะฉะนั้น ecosystem คือทุกคนต้องเรียนรู้ และไม่ใช่การสอนที่ถูกผูกขาดโดยไม่กี่หน่วยงานหรือเฉพาะรัฐบาลหรือกระทรวง แต่คนสอนต้องเต็มไปหมดเลย 

     

    Q: อาจารย์เขียนในบทความไว้ว่า การจะเรียกว่า New Normal ได้หรือไม่ ต้องมีตัวแปรหลายอย่าง ทั้งตัวแปรที่เรารู้แล้ว ตัวแปรที่เรารู้ว่ายังไม่รู้ และตัวแปรที่เราไม่รู้ว่าเราก็ไม่รู้ ตัวนี้มันจะเป็นยังไง 

    นั่นสิ ถ้าพูดออกมาได้ มันก็รู้สิ (หัวเราะ) จะมีเซอร์ไพรส์อีกตลอดเวลา ซึ่งเป็นเซอร์ไพรส์ที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญมากๆ เพราะภาครัฐชอบคิดว่าตัวเองรู้ ยกตัวอย่างง่ายๆ การวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะคิดว่าตัวเองรู้ แล้วเป็นไง รู้ไหมว่าจะมีโควิด ไม่รู้ พอไปพูด เขาก็บอกว่ามีอยู่ ไปค้นดูสิ มีคำว่าโรคระบาดใหม่ แล้วไง คุณมีคีย์เวิร์ดก็จริง แต่คุณทำอะไรไม่ถูก คุณแจกเงินแล้วคนยังด่าว่าคุณประมาณการณ์แล้วยังผิดพลาดเยอะมาก คิดว่าจะมีคนมาขอความช่วยเหลือสัก 3 ล้าน โผล่มาจริงๆ สิบกว่าล้านแล้ว 

    คุณจะเห็นว่ามีสิ่งที่คุณไม่รู้เยอะ และถ้ามีสิ่งที่คุณไม่รู้เยอะ และถ้าคุณรู้ว่ามีสิ่งที่คุณไม่รู้ คุณก็จะไม่ทระนงมาก คุณก็จะไม่ไปสั่งชาวบ้านเยอะมากว่าต้องทำอย่างนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ 

    ภาคเอกชนไม่มีที่ไหนวางแผนธุรกิจ 20 ปี เพราะเขารู้ว่าเขาไม่รู้ แค่ยอดขายปีหน้าจะเป็นยังไง ฉันยังไม่รู้เลย แล้วคุณไปรู้มาได้ยังไง 20 ปี นี่เป็นความมหัศจรรย์แบบหนึ่งนะ 

    Q: อาจารย์บอกว่าความรู้ปัจจุบัน เปลี่ยนไว ซับซ้อน ไม่แน่นอน คลุมเครือ ถัดจากนี้จะยิ่งยากมากขึ้นเรื่อยๆ 

    ถูกต้อง ยกตัวอย่าง ถ้าเราจะขอบคุณโควิด ในฐานะตัวเร่ง (catalyst) ให้คุณทำอะไรบางอย่างในสิ่งที่คุณอยากจะทำอยู่แล้วแต่คุณยังไม่ได้ทำ อันนี้ก็ควรจะขอบคุณ

    อีกอย่าง ถ้าเราคิดถึงโรคระบาดที่มีมาก่อนอย่าง ซาร์ส เมอร์ส ซึ่งมันเป็นโคโรนาไวรัสเหมือนกันนะ ถ้าคิดว่านี่คือวัคซีน มันเตือนคุณแล้วนะว่าเดี๋ยวจะมาแบบนี้ แล้วโควิดมันมา โอเค เราไม่ได้เตรียม เพราะเราคิดว่าเมอร์สกับซาร์ส มันกระจอกมาก พอโควิดมามันถึงเป็นเรื่องใหญ่ เอาล่ะ ไม่เป็นไร​ โควิดรอบนี้คือวัคซีนนะ ที่เตือนว่าโรคใหม่ มันจะเปลี่ยนไว ไม่แน่นอน จะซับซ้อน จะคลุมเครือนะ ถ้าคุณเห็นแบบนี้ คุณก็เอามาทบทวน มาคิดซะว่า เออ จริงนะ เรารู้นะว่าจะมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะแยะเลย เพราะฉะนั้นเราจะจัดการเรียนรู้ยังไงเพื่อให้คนอยู่กับโลกใหม่ มันต้องไม่ใช่ความรู้แบบตายตัวนะ 

    ความรู้แบบตายตัวคือระบบสุริยจักรวาล มีดาวเคราะห์กี่ดวง คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต นี่คือความรู้ที่ตายตัว แล้วความรู้ที่ตายตัวจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดโควิด มันไม่ใช่ความรู้ที่เอาไปใช้ได้ ความรู้ที่ใช้ได้หลายเรื่องจะเป็น practical knowledge หรือความรู้ที่นำไปปฎิบัติได้ 

    การศึกษาต้องเปลี่ยนไปสู่ practical knowledge ความอยากเรียนรู้ ความสนใจในการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ให้เป็น เพราะคุณจะเจอความรู้ที่สับสนตลอด เช่น ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี ประธานาธิบดีอเมริกาบอกว่าไม่ต้องใส่ จนคนในทำเนียบขาวติด ถึงได้บอกว่าต้องใส่แล้ว เดี๋ยวกูติดด้วย (หัวเราะ)

    ถ้าระบบการศึกษาเป็นแบบตายตัว สูตรเดียว ไม่เน้นการปฏิบัติจริง ทำให้คนเกิดปัญญาจริงและไตร่ตรองเองได้จริง มันไปไม่รอด ถ้ามองว่านี่เป็นวัคซีน คุณก็จะขอบคุณโควิดอีกแบบหนึ่ง มันจะเปลี่ยนวิธีคิดของเราว่าโลกของเรามันบ่แน่ดอก 

     

    Q: ห้างร้านเตรียมเปิด พ่อแม่หลายคนต้องกลับไปทำงานเพื่อปากท้อง ขณะที่โรงเรียนยังไม่เปิด จะทำอย่างไร

    นี่เป็นโจทย์เดียวกับตอนปิดเทอม ถ้าสมมุติว่ากรกฎาคมเปิดเทอม ก็แปลว่าอีก 2 เดือน พ่อแม่ก็คงหาวิธีจัดการได้ 

    จัดการยังไงกับลูกเล็ก จะเอาลูกไปฝากใคร ผมคิดว่ายังดีลได้อยู่ ถ้าไม่ยาวเกินไปนะ แต่ถ้ายาวไป เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน แล้วเด็ก drop out นี่คือปัญหาใหญ่ ต้องระวังอย่าให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น 

    เปิดห้างแล้ว เปิดเมืองแล้ว เดี๋ยวมันจะกลับมารอบสองนะ ถ้าคิดเป็นอนุสติว่า เราจะอยู่กับโลกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไง แปลว่าคิดอะไร ต้องมีแผน 1 แผน 2 แผน 3 แล้วการศึกษาสอนไหม แผน 1 แผน 2 ไม่ได้สอน มันมีแผนเดียว มีความจริงที่ถูกต้องอยู่เซ็ตเดียว 

     
     

    Q: ถ้าเราลองมองไปถึงตอนมีวัคซีนแล้ว แล้วโควิดช่วยตัดเอาส่วนเกินที่ไม่จำเป็นต่อการเรียนรู้ออกไป ภาพจะเป็นอย่างไร 

    ถ้าจัดการอย่างนั้นได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แปลว่าเราเรียนรู้ได้เยอะ ถ้าเราทำได้จริง หลังจากนี้เราจะค่อนข้างสบายใจว่าเราทำได้ 

    เหมือนเราสอนเด็ก ตอนเล็กๆ เขาทำอะไรหลายๆ อย่างไม่ได้ เช่น ลูกผมเล็กๆ ใส่เสื้อติดกระดุมมันยากมากเลยนะ พอเขาใส่เสื้อครั้งแรกได้ ติดกระดุมได้ เขาจะดีใจ มีความมั่นใจ เช่นเดียวกัน ถ้าเราสามารถปรับระบบให้เข้ากับภาวะโควิดระบาด ถ้าเราไปถึงตรงนั้นได้ ผมว่าเรามีกำลังใจนะ 

    ที่ผ่านมา 10-20 ปี คนไทยกำลังใจหายไปเยอะนะ การเมืองก็ทะเลาะกัน รัฐบาลก็ห่วย เศรษฐกิจก็โตช้า แต่ถ้ารอบนี้เราโชว์ตัวเองว่าเราทำได้ รัฐบาลโชว์ว่ามี capacity จัดการได้ พร้อมจะเปลี่ยน พร้อมจะแก้กฎที่ล้าสมัย พร้อมจะโยนทิ้งหลายอย่าง ซึ่งในมุมหนึ่งรัฐบาลก็ทำได้บางอย่างนะ แต่ถ้าเราสามารถจัดการเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เช่น ปรับการเปิดเรียน แบบไม่ต้องพร้อมกันทั้งประเทศ ให้แต่ละพื้นที่ ให้แต่ละท้องที่ ตัดสินใจได้เอง เลือกตำราได้เอง เลือกสื่อการเรียนได้ กำหนดคาบได้เอง ก็จะพิสูจน์ว่าท้องถิ่นและจังหวัดมีปัญญาจัดการศึกษานะ เพราะฉะนั้นคนก็จะเลิกสงสัยในการกระจายอำนาจ

    สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเมืองไทยขาดไปคือ can do spirit คือการบอกว่าคนไทยทำได้ แต่พอบอกว่าทำได้มันวิ่งไปชนตอทุกที ตอจำนวนมากคือรัฐบาล คือผู้ใหญ่ที่ไม่ฟังเด็ก ถ้าโชว์ว่าทำได้หลังจากนั้นไม่ต้องห่วงนะ มันจะมีความมั่นใจ มีผลงาน มีความไว้ใจ และจะไปสู่จุดใหม่ การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะไม่กระโดดทีเดียวแต่จะเป็นเกลียว พอทำได้ก็จะไปได้ดีขึ้น  

     
     

    Q: ทำอย่างไรถึงจะจูงใจให้พ่อแม่เชื่อและคิดตามว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ที่บ้าน 

    A ถ้าพ่อแม่มีสปิริตคิดว่าเราไม่รู้ ไม่เป็นไรเราพร้อมเรียนรู้ไปกับลูก เรียนรู้พร้อมๆ กัน ถ้าอย่างนี้มันได้ใจ แปลว่าถ้าลูกเรียนรู้วิชานี้นะ เขายังไม่รู้ เราเองเคยเรียนรู้นานจนลืมไปแล้วว่าเราเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่อย่างน้อยวันนี้เรารู้ว่าเราจะ Google ไปที่ไหน เราจะไปดูคลิปที่ไหน แล้วเราก็จะมาเรียนรู้พร้อมกับลูก อย่างนี้ผมว่าอาจจะเป็นไปได้มากกว่า

    อีกอย่างหนึ่งถ้าพ่อแม่มีประสบการณ์หรือทำงานจนเชี่ยวชาญอะไรบางอย่าง ก็คงเป็นกำลังใจส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาจะนำมาถ่ายทอดให้ลูกได้ 

    ค่านิยมในสังคมที่อยู่นิ่งมานาน คือคนที่มีประสบการณ์ คนที่มีอำนาจมากกว่าจะรู้คำตอบของสังคม แต่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงผันผวนโกลาหลขนาดนี้ คนต้องมีความกล้าที่จะบอกว่าฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรามาหาคำตอบด้วยกันสิ พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน ตั้งแต่เกิดมาพ่อก็ไม่เคยเจอโรคระบาดแบบนี้ เรามาศึกษาด้วยกันสิว่าเราจะอยู่กับโควิดยังไง ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการติดทักษะให้ลูก และเปิดกว้าง  

    Q: แต่ก่อนเราจะคิดว่าการเรียนคือการไปโรงเรียน ครูคือคนให้ความรู้ แต่พอโควิดเข้ามา จะทำให้นิยามของการเรียนเปลี่ยนไปไหม

    เอาที่ฐานคิดก่อนว่าทำยังไงให้เด็กได้เรียนรู้ จะด้วยวิธีอะไรก็ได้ ถ้าครู รัฐบาล พ่อแม่ ทุกคนเชื่อว่าการเรียนรู้สำคัญต่ออนาคตของเด็ก คือการลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาซึ่งมันไม่ควรหยุดนิ่ง พอตั้งโจทย์อย่างนี้แล้วจะทำยังไงก็ได้ แล้วไปเรียนรู้กันว่าจะแก้โจทย์นี้ยังไง ถ้าโรงเรียนเปิดได้ก็ทำที่โรงเรียน ถ้าห้องมันแน่น ต้องจัดระยะห่างก็ต้องทำ ถ้าเว้นระยะห่างแล้วไม่พอ ต้องแบ่งเรียนเป็นกะไหม ทำอะไรก็แล้วแต่ขอให้เอาเด็กเป็นตัวตั้งว่าเราจะส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ให้ดีที่สุด 

    แม้สถานการณ์จะไม่เอื้อ ลองคิดดูจะมีได้กี่วิธี ถ้ามีสปิริตแบบนี้ต่อไปปัญหาอะไรเข้ามาก็จะแก้ได้ เพราะเรียนจากปัญหาจริง แก้ปัญหาจริงได้ 

     

    Q: ปีที่แล้วเราทราบข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตอาจารย์ อาจารย์มีวิธีเปลี่ยนผ่านรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง เท่าที่สังเกต เราเห็นอาจารย์ทำงานเยอะ หรือมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

    นั่นสิ พูดมากเหลือเกิน (หัวเราะ) จริงๆ ก็เป็นสัจธรรมชีวิตนะ ยังไงคนก็ต้องจากกัน เพียงจากเร็วไปนิดหนึ่ง ก็แค่นั้น ถ้าคิดแบบนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องปกตินะ สุดท้ายไม่เราจากเขาไปก่อน เขาก็จากเราไปก่อน เป็นเรื่องธรรมดา life must go on (ยิ้ม) ไม่มีอะไร

    คนปรับตัวเก่งกว่าผมก็คือลูกชาย ผมก็เรียนรู้จากเขา เขาปรับตัวได้ ทั้งๆ ที่คนที่ควรช็อกมากกว่าใครคือเขา เพราะเขาสนิทกับแม่มาก ผมก็ไปแทนที่ส่วนหนึ่งเท่าที่แทนได้ ตอนนี้เขาก็ยังปิดเทอมยาว ก็มีโอกาสได้ใช้ชีวิตด้วยกัน ได้คุยกัน ได้เล่นกัน เรียนรู้อะไรสนุกๆ ด้วยกันเยอะ 

     
     

    Q: แสดงว่าลูกชายต้องมีพื้นฐานแข็งแรงพอสมควร? 

    ใช่ๆ แม่เขาสอนดี ไม่รู้แม่เขาพูดยังไงนะ แต่บอกว่า แม่ไม่ได้อยู่กับลูกตลอดไปนะ แต่แน่นอนตอนที่พูดไม่มีใครรู้ว่าแปลว่าอะไร ซึ่งก็ถูก เพราะยังไงก็ไม่มีทางอยู่กับลูกไปตลอดหรอก

    เขาสอนให้ลูกนั่งสมาธิ สอนให้ลูกมีทัศนคติที่ดี รู้จักช่วยเหลือคนอื่น และสอนให้เข้มแข็ง ปรากฏว่ามันก็พิสูจน์แล้วว่าเขาเก่งกว่าผม ผมก็เรียนรู้จากลูก

    Q: อาจารย์ได้เรียนรู้อะไรจากลูกบ้างคะ

    (หัวเราะ) อืม เรียนรู้อะไรนะ (นิ่งคิด) เรียนรู้วิธีการแฮนเดิลสถานการณ์ยากๆ มั้ง เขาก็พูดว่า เขาอยากทำให้แม่ภูมิใจในตัวเขา เออ พอเห็นลูกสบายใจ ผมก็สบายใจขึ้นเยอะ สุดท้ายเราก็คิดว่าเราไปคิดแทนเนอะ ว่าคนนั้นจะเป็นยังไง คนนี้จะเป็นยังไง สุดท้ายแต่ละคนเขาก็หาโซลูชั่นของเขาได้ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง (ยิ้ม)

    Q: ลูกชายอายุ 18 วัยรุ่นน่าจะต้องหาวิธีดีลกับอารมณ์ตัวเอง คุณพ่ออย่างอาจารย์อยู่ตรงไหน หรือเข้าไปช่วยอย่างไรบ้าง

    จริงๆ ตอนอยู่ด้วยกันเขาจะอยู่กับแม่เยอะ สนิทกับแม่ เล่นด้วยกันเป็นเพื่อน แต่พอเขาไปเรียนโรงเรียนประจำ ได้เจอกับเพื่อน เขาก็จะมีสังคมวงกว้าง มีเพื่อนเยอะ เขาสามารถ set goal ในชีวิตประจำวัน เช่นวันนี้จะเล่นนั่น เล่นนี่ จะท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ วันนี้จะทำแคลคูลัส วันนี้จะขอไปวิ่ง เขาจะมีแผนของเขา แล้วพอเขาทำตามแผนได้ เขาก็จะโอเค 

    ถ้าผมจะไปช่วยเขานิดนึงก็คงเป็นช่วงสมัครเข้ามหาวิทยาลัยหลายที่ ก็จะมีทั้งที่ที่ตอบรับและที่ที่ไม่ตอบรับ ที่ที่ไม่ตอบรับเขาก็จะเสียใจ ก็ให้กำลังใจเขา ว่า โอ้ย ชีวิตยังอีกไกลเลย ชีวิตมันไม่ใช่แค่การเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ได้มหา’ลัยนี้ก็ยังมีมหา’ลัยดีอื่นๆ ตอบรับมา อย่าไปสร้างความคาดหวัง อย่าไปกดดันเขา

    ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กเจเนอเรชั่นโควิดทั้งเด็กที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็จะรู้สึกว่ามหา’ลัยจะได้เปิดหรือเปล่า ผมคิดว่าเทอมแรกนี้ได้เรียนออนไลน์แน่ๆ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม เด็กที่เรียนจบปี 4 ยิ่งแย่นะ งานไม่มี เรียนต่อจะไปได้หรือเปล่าหว่า จะมีสตางค์ไปเรียนไหม อยากให้เข้าใจความทุกข์ของคนอื่น