ผู้เขียน: MAPPA

  • Nakanoshima Children’s Book Forest ป่าหนังสือกลางเมืองที่เด็กๆ จะถูกโอบล้อมด้วยหนังสือและสถาปัตยกรรมที่เคารพความเป็นเด็ก

    Nakanoshima Children’s Book Forest ป่าหนังสือกลางเมืองที่เด็กๆ จะถูกโอบล้อมด้วยหนังสือและสถาปัตยกรรมที่เคารพความเป็นเด็ก

    Nakanoshima Children’s Book Forest ป่าหนังสือกลางเมืองที่เด็กๆ จะถูกโอบล้อมด้วยหนังสือและสถาปัตยกรรมที่เคารพความเป็นเด็ก

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    แม่บีอยากเล่าถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับครอบครัว และคนรักหนังสือภาพทุกคนในเมืองโอซาก้า นั่นก็คือ “Nakanoshima Children’s Book Forest”  หรือ “ป่าหนังสือสำหรับเด็กนากาโนะชิมะ” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่แม่บีประทับใจมากๆ นอกจากสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจออกแบบพื้นที่มาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เหมาะกับการอ่านหนังสือของเด็กๆ และเคารพธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กๆ  การเดินเข้ามายังพื้นที่นี้ยังเหมือนเข้าสู่โลกอีกใบที่อบอวลด้วยความตั้งใจดีของผู้ใหญ่ที่เข้าใจ ที่ไม่มองเด็กเป็นเพียงผู้รับ แต่เป็น “ผู้อ่าน” ที่มีหัวใจและสายตาเฉพาะตัว 

    เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นห้องสมุดในความหมายเดิมๆ ไม่มีป้ายเขียนว่า  “ห้ามเสียงดัง” ไม่มีตู้หนังสือวางเรียงเป็นระเบียบจัดตามเลขดิวอี้ เด็กๆ สามารถเดินเตาะแตะ ปีนขึ้นลง นั่งเอกเขนกตามขั้นบันได หรือแอบอยู่ในมุมลับใต้ดิน เพื่ออ่านหนังสือเล่มที่ดึงดูดพวกเขา หรือจะเข้าไปนั่งอยู่ท่ามกลางหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง “เรื่องกินเรื่องใหญ่” หรือ “สัตว์โลกผองเพื่อน” โถงสูงสามชั้นที่บรรจุหนังสือที่หลากหลายไม่ได้ถูกจัดตามหมวดหมู่ของผู้ใหญ่ แต่ตามโลกภายและความสงสัยของเด็กๆ ที่อาจจะอยากรู้เรื่องของแมวในสวน การตายของคุณตา การวิ่ง การกระโดด หรือแม้แต่คำถามว่า “อนาคตจะเป็นอย่างไรนะ?”  ทุกสิ่งที่นี่ถูกออกแบบให้เคารพธรรมชาติของเด็กในการอ่าน จนแม่บีสงสัยว่าเขาเก็บข้อมูลการออกแบบทั้งพื้นที่และหมวดหมู่หนังสือยังไง 

    นั่นคือเหตุผลที่สถานที่นี้ดึงดูดแม่บีที่มีอาชีพเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ และต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม และเอามาแบ่งปันชาว Mappa ด้วยกันค่ะ 

    จากแรงบันดาลใจของสถาปนิกสู่ป่าหนังสือ

    โครงการ Nakanoshima Children’s Book Forest ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดของสถาปนิกชื่อดัง ทาดาโอะ อันโด (Tadao Ando) ชาวโอซาก้า ผู้ต้องการ “ตอบแทน” บ้านเกิดด้วยการสร้างสถานที่ที่เด็กๆ จะได้สัมผัสความสุขของการค้นพบและการอ่านหนังสืออย่างอิสระ เขาระดมทุนจากภาคประชาชนเพื่อสร้างพื้นที่นี้และบริจาคอาคารทั้งหมดให้เทศบาลนครโอซาก้าโดยไม่เก็บค่าเข้าชม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

    วัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งคือเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และจินตนาการสำหรับเด็ก ที่ซึ่งพวกเขาได้ “พบกับหนังสือ สนุกกับหนังสือ และเรียนรู้จากหนังสือ” ตามธรรมชาติ สถานที่นี้มุ่งหวังจะปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และความรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ ให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความหวังและแรงบันดาลใจในอนาคต  ชื่อ “Book Forest” หรือ “ป่าแห่งหนังสือ” สื่อถึงแนวคิดที่ว่าหนังสือมากมายถูกจัดวางราวกับป่าให้เด็กๆ ได้เดินสำรวจอย่างเสรี โดยมีบรรยากาศเป็นกันเองที่แตกต่างจากห้องสมุดแบบดั้งเดิม มุ่งเน้นประสบการณ์เชิงบวกในการอ่านและเรียนรู้นอกห้องเรียน

    สถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็น “พื้นที่เรียนรู้” สำหรับเด็ก

    บรรยากาศภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest ที่ออกแบบเป็นโถงสูงสามชั้น มีบันไดไม้ขนาดใหญ่และชั้นหนังสือเต็มผนัง เด็กๆ สามารถนั่งอ่านหนังสือได้ทุกที่อย่างอิสระ

    ตามที่เล่าให้ฟัง อาคารแห่งนี้ออกแบบโดย ทาดาโอะ อันโด สถาปนิกที่มีชื่อเสียงด้านการใช้คอนกรีตเปลือยและแสงธรรมชาติสร้างความรู้สึกสงบเรียบง่าย คอนเซ็ปต์การออกแบบมุ่งเน้นให้ “เด็กเป็นศูนย์กลาง” (children-centered design) ทั้งในแง่มิติของพื้นที่และบรรยากาศ ภายนอกอาคารมีรูปทรงโค้งอ่อนช้อยขนานไปกับริมแม่น้ำโดจิมะ (Dojima) ที่ไหลผ่านสวนนากาโนะชิมะ ทำให้ตัวอาคารดูกลมกลืนกับภูมิทัศน์ริมน้ำ ด้านทิศตะวันออกของอาคารต่อเชื่อมกับชานระเบียงริมน้ำ เป็นลานกว้างโปร่งพร้อมหลังคาชายคาสูง 5 เมตร บริเวณทางเข้ามีประติมากรรมรูปแอปเปิลสีเขียวขนาดยักษ์ ชื่อ “Youth” ซึ่งอันโดสร้างขึ้นเพื่อสื่อข้อความว่า “ตราบใดที่เรามีความหวังในใจ เราก็ยังเยาว์วัยอยู่เสมอ” ประติมากรรมนี้กลายเป็นจุดสนใจที่กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ของเด็กๆ (และผู้ใหญ่) ว่า “ทำไมถึงมีแอปเปิลเขียวอยู่ที่นี่กันนะ?” “ความเยาว์วัยนิรันดร์หมายความว่าอะไร?”

    ภายในอาคารเป็นพื้นที่โถงสูง สามชั้น โปร่งโล่งที่เปิดถึงกัน (“atrium”) มีผนังโดยรอบสูงจรดเพดานที่กลายเป็นชั้นวางหนังสือทั้งหมด ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลาง “ป่าแห่งหนังสือ” จริงๆ สถาปนิกได้ผนวกชั้นหนังสือเข้ากับโครงสร้างอาคารอย่างแนบเนียน ทำให้หนังสือกว่า 20,000 เล่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในที่มีชีวิตชีวา  ปกหนังสือหลากสีที่หันหน้าออกมาทำหน้าที่ทั้งดึงดูดสายตาเด็กๆ ตรงกลางมีบันไดไม้ขนาดใหญ่ความกว้างเต็มห้องที่เชื่อมแต่ละชั้น และมีทางเดินสะพานเล็กๆ พาดเชื่อมระหว่างชั้นในบางจุด ภาพรวมทำให้พื้นที่ภายในคล้าย เขาวงกตสามมิติ ที่เด็กๆ สามารถปีนป่ายและเดินสำรวจไปตามบันไดและทางเดินต่างระดับได้อย่างสนุกสนาน การออกแบบนี้ตั้งใจให้เด็กเกิดความรู้สึกของการผจญภัยและการค้นพบขณะเดินผ่าน “ป่าแห่งหนังสือ”  เช่น ระหว่างที่เดินไปก็จะเห็นวิวแม่น้ำลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ ระหว่างชั้นหนังสือเป็นระยะ สร้างความประหลาดใจและเชื่อมโยงโลกภายนอกเข้ากับโลกของหนังสือบางจุดมีชานพักเล็กๆ ยื่นออกมาคล้าย “ฐานกระโดดน้ำ” ให้เด็กๆ แอบมองลงมาเห็นโถงด้านล่าง ซึ่งชวนให้สงสัยและอยากลองไปสำรวจดู นอกจากนี้ยังมีซอกมุมลับต่างๆ เช่น ห้องอ่านหนังสือทรงกระบอกใต้ดิน ห้องนี้มีแสงธรรมชาติส่องผ่านช่องวงกลมบนเพดานลงมา ให้บรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือใช้ความคิด (ภายในห้องนี้จัดหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ชีวิตและความตาย” เพื่อให้เด็กๆ ได้ใคร่ครวญประสบการณ์ชีวิตอย่างลึกซึ้งในบรรยากาศสบายๆ) พื้นที่ใช้งานต่างๆ ถูกออกแบบอย่างใส่ใจต่อสเกลของเด็ก เช่น บันไดขั้นเตี้ยๆ ที่เด็กสามารถนั่งหย่อนขาได้พอดี โซฟาริมหน้าต่างสำหรับนั่งอ่านสบายๆ พร้อมชมวิวแม่น้ำ และมุมเสื่อสำหรับนั่งพื้น เป็นต้น พื้นที่เหล่านี้รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดกิจกรรมเล่านิทานหรืออ่านหนังสือเป็นกลุ่ม ไปจนถึงมุมนั่งอ่านเงียบๆ คนเดียว ผู้ใช้สามารถเลือกนั่งอ่านหนังสือได้ทุกที่ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นบนขั้นบันได ทางเดิน หรือม้านั่งภายนอกอาคาร หากวันไหนอากาศดี เด็กๆ ยังสามารถถือหนังสือออกไปนั่งอ่านบนสนามหญ้าหรือม้านั่งในสวนข้างนอกได้ด้วย (ทางห้องสมุดมีบริการเสื่อปิกนิกไว้ให้ยืมสำหรับปูนั่งอ่านบนสนามหญ้า)  กล่าวได้ว่าสภาพแวดล้อมทั้งหมดทั้งภายในและพื้นที่โดยรอบอาคารล้วนส่งเสริมให้เด็กๆ รู้สึกอิสระและเพลิดเพลินกับการอ่านอย่างเป็นธรรมชาติ

    แม่บีนึกถึงคำพูดของ Loris Malaguzzi นักการศึกษาชาวอิตาลี ผู้ก่อตั้งแนวคิดการศึกษาปฐมวัยแบบเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia Approach) ที่บอกว่า “สภาพแวดล้อมเป็นครูคนที่สาม” (The environment is the third teacher) Malaguzzi เชื่อว่าสภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กเทียบเท่ากับครูและเพื่อนร่วมชั้น เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบตัว  สถาปัตยกรรมที่นี่เหมือนถูกออกแบบมาด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ ทุกองค์ประกอบทางกายภาพล้วนเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นตัวของตัวเอง  การจัดวางแบบเปิดโล่งและการมีทางเดินเชื่อมถึงกันตลอดสามชั้นกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นและอยากสำรวจ การซ่อน “ขุมทรัพย์” ไว้ตามมุมต่างๆ เช่น ห้องลับหรือชั้นหนังสือที่มีช่องมองวิว ช่วยกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง (inquiry-based learning) ขนาดสเกลของเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่ที่เหมาะกับเด็ก ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจเสมือนเป็น “เจ้าของพื้นที่” สามารถนั่งนอนอ่านได้ตามอัธยาศัย ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีอิสระและลดความเป็นทางการที่อาจขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การเปิดรับแสงธรรมชาติและมองเห็นต้นไม้แม่น้ำภายนอกยังช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย กระตุ้นประสาทสัมผัสและสมาธิไปพร้อมกัน ตัวแม่บีเองเวลาที่ตื่นเต้นมองหนังสือภาพที่อยู่ด้านหน้าจนตาล้า พอสักพักหนึ่งก็สามารถมองออกไปที่ธรรมชาติและกลับมาโฟกัสหนังสือใหม่ได้

     

    ถ้าจะให้พูดถึงสถาปัตยกรรมของ Nakanoshima Children’s Book Forest แม่บีมองเห็นว่านักออกแบบได้หลอมรวมแนวคิดด้านการศึกษาเข้าไว้กับการออกแบบพื้นที่ ทำให้การอ่านหนังสือกลายเป็นประสบการณ์ที่สนุก น่าค้นหา และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจสำหรับเด็กๆ ทุกคน

    ไม่ใช่ห้องสมุดเก็บหนังสือ แต่คัดเลือกหนังสืออย่างละเอียดละออโดยภัณฑารักษ์

    นอกจากสถาปัตยกรรมและพื้นที่ที่น่าตื่นเต้นแล้ว แม่บีจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เลย ภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest มีคลังหนังสือภาพขนาดใหญ่ประมาณ 20,000 เล่ม ครอบคลุมหนังสือหลากหลายประเภทและเนื้อหา เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างกว้างขวางที่สุด  หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือเด็กและเยาวชน ภาษาญี่ปุ่น ทั้งนิทานภาพ วรรณกรรมเยาวชน และสารคดีสำหรับเด็ก แต่ก็มีหนังสือต่างประเทศอยู่จำนวนหนึ่งด้วย เพื่อให้เด็กได้สัมผัสภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น หนังสือนิทานภาษาอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหนังสือบางส่วนที่แม้ผู้ใหญ่เองก็สนใจได้ เช่น นวนิยาย บทกวี หรือหนังสือศิลปะ ที่คัดสรรมาเพื่อกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ของทุกวัย โดยหนังสือทั้งหมดนี้เปิดให้ผู้อ่านหยิบอ่านได้อย่างเสรีภายในพื้นที่ บรรดาหนังสือจำนวนมากได้รับบริจาคหรือมอบให้โดยประชาชนทั่วไปที่ร่วมตอบรับคำเชิญชวนของอันโดในการสร้าง “ป่าแห่งหนังสือ” แห่งนี้ จึงถือได้ว่าเป็นคลังความรู้ที่เกิดจากพลังการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง แม่บีได้ถามเจ้าหน้าที่ที่นั่น เขาเล่าว่าปัจจุบันทางห้องสมุดมีนโยบายคัดเลือกหนังสืออย่างเข้มงวดและยังไม่เปิดรับบริจาคหนังสือเพิ่มเติมโดยตรง เพื่อควบคุมคุณภาพเนื้อหาตามแนวทางที่วางไว้

     

    12 หมวดหมู่หนังสือที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก “ค้นพบหนังสือ”

    จุดเด่นของการจัดหนังสือที่นี่คือ แนวทางการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ยึดตามระบบห้องสมุดทั่วไป พื้นที่นี้ไม่ได้จัดตามหมวดดิวอี้หรือแบ่งตามกลุ่มอายุอย่างตายตัว แม่บีประทับใจเรื่องนี้มาก เพราะหนังสือภาพควรเป็นสิ่งที่เด็กสามารถเลือกได้โดยไม่ได้ต้องจำกัดอายุ ที่นี่ใช้วิธีจัดหนังสือตาม “หัวข้อความสนใจ” ทีมภัณฑารักษ์ (แม่บีถามย้ำแล้วเขาใช้คำว่า “Curator” ไม่ใช่ “Librarian”) นำโดย คุณโยชิทาคา ฮาบะ (Yoshitaka Haba) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหนังสือ มาคัดสรรหนังสือหลากหลายประเภท โดยไม่จำกัดยุคสมัยหรือแนวเรื่อง แต่เน้นเลือกหนังสือที่สามารถพูดคุยกับสายตาไร้เดียงสาและความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็กๆ 

    โดยจัดเรียงหนังสือออกเป็น 12 หมวดหมู่หัวข้อใหญ่ กระจายอยู่ตามชั้นต่างๆ ของ “ป่า” แห่งนี้ 

    หัวข้อทั้ง 12 นี้น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ 

    1. ธรรมชาติและการละเล่น (Nature and Play)
      รวมหนังสือที่ชวนให้เด็กสำรวจโลกธรรมชาติ ดอกไม้ แมลง ป่า ทะเล ไปจนถึงเรื่องราวของการเล่น การปีนป่าย และโลกกลางแจ้ง และความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์
    2. ร่างกายเคลื่อนไหว (Moving Bodies)
      หนังสือเกี่ยวกับกีฬา การเต้นรำ การเคลื่อนไหวของร่างกาย ไปจนถึงชีววิทยาเบื้องต้น ช่วยให้เด็กเข้าใจร่างกายของตนเองและเพลิดเพลินกับพลังของการเคลื่อนไหว สำหรับเด็กที่ชอบกิจกรรมแต่อาจไม่ค่อยอ่านหนังสือ เขาก็จะแนะนำให้ลองอ่านเรื่องฮีโร่นักกีฬา กติกา เทคนิคกีฬา เป็นต้น
    3. สัตว์โลกผองเพื่อน (Animals)
      รวบรวมสารานุกรมและนิทานเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวไปจนถึงสัตว์ป่านานาชาติ รวมทั้งไดโนเสาร์และสัตว์ในตำนาน เด็กที่รักสัตว์จะนั่งจมอยู่ในหัวข้อนี้อย่างแน่นอน 
    4. ชีวิตประจำวัน (Everyday Life)
      เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว เช่น ครอบครัว โรงเรียน ความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต ช่วยสะท้อนและตั้งคำถามกับโลกที่เด็กอยู่ทุกวัน
    5. เรื่องกินเรื่องใหญ่ (Food and Eating)
      นิทานและสารคดีเกี่ยวกับอาหาร การทำอาหาร พืชผัก การกินอย่างรู้เท่าทัน สื่อสารเรื่องวัฒนธรรมผ่านรสชาติและประสบการณ์
    6. โอซาก้า → ญี่ปุ่น → โลก (Osaka → Japan → World)
      เรียงลำดับความใกล้ไกลจากเมืองบ้านเกิดไปยังโลกกว้าง เพื่อให้เด็กเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวแล้วค่อยๆ เปิดรับความหลากหลายของวัฒนธรรม
    7. สิ่งสวยงาม (Beauty)
      ศิลปะ ดนตรี สี เสียง และภาพ พื้นที่ที่ปลูกฝังความชื่นชมในความงามและกระตุ้น art appreciation ตั้งแต่วัยเด็ก
    8. เรื่องเล่าและภาษา (Stories and Words)
      นิทาน บทกวี กลอน คำศัพท์ ภาษา การเล่นคำ – หนังสือที่สานสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพลังของถ้อยคำและการสื่อสาร
    9. อนาคตจะเป็นอย่างไรนะ? (What Will the Future Be Like?)
      หนังสือที่กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เช่น นิยายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หุ่นยนต์ สิ่งประดิษฐ์
    10. คิดเรื่องอนาคต (Thinking about the Future)
      ตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือความยั่งยืน เป็นพื้นที่ฝึก critical thinking และ global citizenship
    11. การมีชีวิตอยู่ / การตาย (Living / Dying)
      นิทานที่พูดถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความพลัดพราก หรือการเปลี่ยนผ่านชีวิต ด้วยวิธีที่อ่อนโยน เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับวัยเด็ก เพื่อพัฒนาความเข้าใจทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ช่วยให้เด็กเข้าใจการมีชีวิต และการจากลาอย่างเป็นธรรมชาติและมีความหวัง 
    12. สำหรับผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็ก (For Adults Around Children)
      หมวดนี้เป็นพิเศษที่แตกต่างจากหมวดอื่น และทำให้แม่บีรู้สึกว่าเขาออกแบบมาอย่างละเอียดจริงๆ เพราะพื้นทีอ่านหนังสือภาพสำหรับเด็ก เด็กจะมาเองไม่ได้ ผู้ใหญ่ต้องพามา ดังนั้นพื้นที่นี้เขาจึงรวบรวมหนังสือสำหรับพ่อแม่ ครู และผู้ดูแลเด็ก เช่น หนังสือแนะนำการเลี้ยงดูเด็ก การศึกษา จิตวิทยาเด็ก ฯลฯ เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้วิธีส่งเสริมเด็กๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ควบคู่กับเด็ก ช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

    แนวทางจัดหมวดหมู่เชิงแนวคิดเช่นนี้ ทำให้เด็กๆ สามารถเดินไปยังชั้นหนังสือหัวข้อที่ตนเองสนใจได้ทันที เด็กที่รักสัตว์ก็จะถูกดึงดูดด้วยป้าย “สัตว์” เด็กที่ชอบวิ่งเล่นก็อาจตรงไปที่หมวด “ร่างกายเคลื่อนไหว” ส่งเสริมการเลือกอ่านตามความสนใจใฝ่รู้ของเด็ก (interest-based learning) แทนการบังคับให้เด็กเลือกตามระดับหรือหมวดแบบเดิมๆ ผลคือเด็กมีแนวโน้มจะพบหนังสือที่ “โดนใจ” ตนเองจริงๆ และเกิดแรงบันดาลใจในการอ่านมากขึ้น 

     

    นอกจากนี้ การที่หนังสือหลายเล่มถูกจัดวางแบบโชว์ปกหันออก (outward-facing) เต็มผนัง ก็ช่วยดึงความสนใจเด็กเล็กๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่คล่องให้เลือกหยิบหนังสือจากภาพหน้าปกที่ตนสนใจได้ง่าย ในขณะที่บางส่วนก็ถูกซ่อนให้ดูลึกลับและสงบนิ่งเล็กน้อยอย่างหมวดหมู่ชีวิตและการตาย จะอยู่ในห้องทรงกระบอกเป็นต้น

    เราจะเห็นได้ว่า การออกแบบคลังหนังสือและการจัดวางของ Book Forest ถูกออกแบบมาอย่างแยบคายเพื่อสร้างประสบการณ์ “ค้นพบหนังสือ” ที่สนุกและเปี่ยมความหมาย เมื่อเดินเข้ามาใน “ป่า” แห่งนี้พวกเขาสามารถเดินดูไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยให้ความสนใจของตนเองนำทางไปสู่หนังสือเล่มถัดไป ชั้นหนังสือที่เรียงรายด้วยปกที่ดึงดูดสายตาและหัวข้อที่กระตุ้นความอยากรู้ ทำให้การหาอ่านหนังสือกลายเป็นการผจญภัยที่เด็กๆ เป็นผู้กำหนดเส้นทางเอง สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาที่ว่า “เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเขามีแรงจูงใจจากภายในและได้เลือกเรียนสิ่งที่ตนสนใจ” ห้องสมุดแห่งนี้จึงแตกต่างจากห้องสมุดทั่วไปตรงที่ไม่ได้มุ่งให้เด็กอ่านหนังสือตามรายการบรรณารักษ์หรือหลักสูตร หากแต่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กจะ “สนุกกับการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน” ด้วยตัวเอง อันเป็นรากฐานของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านระยะยาว

    หมวดหมู่ 00 “ชั้นหนังสือของคนนั้น” กับกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ 

    นอกจากสถาปัตยกรรมและหนังสือที่เป็นแรงดึงดูดแล้ว ภายใน Nakanoshima Children’s Book Forest ยังมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบจัดขึ้นเป็นประจำ เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของเด็กๆ ในมิติที่กว้างยิ่งขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ออกแบบมาให้สอดคล้องกับความสนใจของเด็กและสนุกสนาน ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ทางสังคม ไปพร้อมกับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ตัวอย่างกิจกรรมที่จัดขึ้น ได้แก่ กิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างความคิดสร้างสรรค์ เช่นการประดิษฐ์​กจิกรรมส่งเสริมการอ่านกลางแจ้ง ที่ใช้พื้นที่สวนรอบๆ ห้องสมุด กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมกับหนังสือ เช่นการเชิญนักวาดภาพประกอบนิทานมาวาดภาพสด (Live Painting) ประกอบการเล่านิทาน หรือการจัดแสดงละครหุ่น กิจกรรมเล่านิทาน (Storytelling) หรือกิจกรรมเสวนาที่ทางห้องสมุดเชิญบุคคลสร้างแรงบันดาลใจจากวงการต่างๆ มาพูดคุยกับเด็ก เช่น “Session in the Forest” ที่เคยจัดให้ ทาดาโอะ อันโด (สถาปนิกผู้ออกแบบสถานที่นี้) สนทนากับ ฮารุโอมิ โฮโซโนะ (Hosono Haruomi ศิลปินนักดนตรีระดับตำนานของญี่ปุ่น) ในหัวข้อ “สิ่งที่อยากบอกกับเด็กๆ” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งมีทั้งเด็กโตและผู้ปกครองได้ฟังมุมมองและประสบการณ์ชีวิตจากทั้งสองท่านอย่างใกล้ชิด

     

    แม่บีได้มีโอกาสเหลือบไปเห็น หมวดหมู่ 00 หรือ มุม “ชั้นหนังสือของคนนั้น” (Ano hito no hondana) ที่จัดขึ้นใกล้ทางเข้า ซึ่งตอนนั้นมีการนำหนังสือที่ศ.ชินยะ ยามานากะ (Shinya Yamanaka) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของที่นี่ เคยอ่านในวัยเด็กหรือหนังสือที่ท่านแนะนำมาจัดแสดงไว้

    สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่เก็บหนังสือ แต่กลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและดึงดูดให้เด็กอยากกลับมาอีกบ่อยๆ

     

    คุณตาคามิชิไบกับห้องทรงกระบอกที่เปิดการอ่านในรูปแบบใหม่ในยุคดิจิตัล

     

    นอกจากนี้ เมื่อเดินลงไปยังชั้นล่างสุดของ พื้นที่นี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่ อย่างตอนที่แม่บีไปมีการติดตั้งผลงานสื่อผสมของทีม Rhizomatiks Design ที่สร้างสรรค์เป็น “หนังสือภาพเคลื่อนไหว” ฉายบนผนังห้องทรงกระบอกโดยหยิบยกคำศัพท์หรือฉากสำคัญจากหนังสือนิทานมาทำเป็นภาพเคลื่อนไหวคล้ายละครภาพเงา ในรูปแบบ kamishibai ซึ่งถ้าใครเคยอ่านหนังสือคุณตาคามิชิไบ (หนังสือแปลโดยมูลนิธิเอสซีจี)​ ที่เป็นคนพานิทานเงาผ่านกล่องตู้สี่เหลี่ยมขี่จักรยานไปเล่าให้เด็กๆ ฟังในพื้นที่ต่างๆ จะเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่วิธีการนี้ถูกปรับให้มาเป็นรูปแบบดิจิตอล เด็กๆ ที่เข้าไปในห้องนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศเสมือนหลุดเข้าไปอยู่ในนิทาน ช่วยกระตุ้นจินตนาการและเชื่อมโยงการอ่านกับภาพและเสียง เป็นการเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย 

    พื้นที่เคารพธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก

    Nakanoshima Children’s Book Forest สร้างขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อว่า “เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขาได้มีอิสระในการสำรวจและค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง” แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมและกิจกรรมทุกอย่างที่นี่จึงมุ่งสนับสนุน “การเรียนรู้ตามธรรมชาติ” (natural learning) หรือการเรียนรู้อย่างเป็นไปเองของเด็กๆ แต่ละคน แม่บีขอสรุปแบบ learning designer’s nerd มาให้อ่านกันเล็กน้อย

     

    • ส่งเสริมการเรียนรู้แบบนำตนเอง (self-directed learning): เด็กที่มาที่ Book Forest สามารถเลือกเส้นทางการอ่านและการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเดินเลือกหนังสือตามหมวดที่ตนสนใจ การตัดสินใจหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่านเพราะหน้าปกหรือหัวข้อถูกใจ ไปจนถึงการเลือกที่นั่งอ่านที่รู้สึกสบายใจ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยกำหนดหรือบังคับทิศทางอย่างเข้มงวด การจัดหนังสือเป็นหมวดหมู่หัวข้อเปิดกว้าง แทนการจัดแบบห้องสมุดดั้งเดิม ช่วยกระตุ้นให้เด็ก “ลองหยิบ” หนังสือได้ง่ายขึ้น และเกิดการเรียนรู้ด้วยการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นในการออกแบบที่กระตุ้นให้เด็กอยากสำรวจ เช่น ลิ้นชักลับในขั้นบันไดในมุมเด็กเล็ก ที่เด็กๆ สามารถเปิดออกมาเจอหนังสือนิทานซ่อนไว้ข้างในได้ เมื่อเด็กน้อยพบหนังสือในลิ้นชักก็ดีใจร้อง “อ๊ะ!” แล้วหยิบออกมาดูทีละเล่มๆ อย่างตื่นเต้น ประสบการณ์เล็กๆ นี้คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็ก คือตัวอย่างของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
    • การเรียนรู้ผ่านการเล่นและการเคลื่อนไหว (play-based & kinesthetic learning): ที่นี่เข้าใจเปนอย่างดีว่าเด็กอยู่นิ่งได้ไม่นาน ^^ การออกแบบพื้นที่แห่งนี้จึงต่างจากห้องสมุดทั่วไปที่มักเน้นให้เด็กนั่งเงียบๆ อยู่กับที่ ที่ Book Forest เด็กๆ ได้ขยับร่างกายและเล่นระหว่างการเรียนรู้ ตลอดเวลา เช่น การเดินวิ่งขึ้นลงบันไดใหญ่เพื่อหยิบหนังสือ การปีนขึ้นมุมบันไดเตี้ยๆ ในโซนเด็กเล็กที่ออกแบบให้เหมือนบ้านต้นไม้หลังเล็ก เด็กจะรู้สึกสนุกและไม่อุดอู้อยู่กับที่ สิ่งแวดล้อมนี้ตอบสนองธรรมชาติของเด็กที่ชอบเคลื่อนไหว จึงช่วยให้การอ่านและการเรียนรู้ไม่น่าเบื่อ 
    • บรรยากาศที่กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์: ทั้งสถาปัตยกรรมและสื่อการเรียนรู้ในห้องสมุดนี้ล้วนจุดประกายจินตนาการ เด็กๆ ได้เห็นภาพปกหนังสือหลากหลายสีสันรอบตัว ได้ยินเรื่องเล่าจากกิจกรรม ได้ชมภาพเคลื่อนไหวจากนิทานบนผนัง สิ่งเหล่านี้สร้างประสบการณ์หลายประสาทสัมผัส ซึ่งเอื้อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและติดตรึงในความทรงจำ 
    • เรียนรู้แบบองค์รวมที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง: แนวทางของ Book Forest รวมเอาการเรียนรู้ด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เด็กไม่ได้แค่เรียนรู้จากตัวหนังสือเท่านั้น แต่ยังได้ซึมซับทักษะชีวิตและคุณค่าทางสังคม เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมเล่านิทานฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ฝึกการฟัง การตั้งคำถาม การเข้าร่วมเวิร์กช็อปได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่มและเคารพความคิดเพื่อน และการมีหมวดหนังสือสำหรับผู้ปกครองช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในครอบครัว (children-and-parent learning) พ่อแม่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกหรือการศึกษา ทำให้เข้าใจการเรียนรู้ของเด็กและสามารถสนับสนุนได้ดีขึ้น เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เกื้อหนุนการเรียนรู้ตามธรรมชาติ

       

    และนี่คือความประทับใจต่อ Nakanoshima Children’s Book Forest ที่แม่บีมองเห็นว่าพื้นที่นี้ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ของเด็กในทุกมิติ ทั้งกาย ใจ และสังคม เด็กๆ ได้เรียนรู้ตามจังหวะของตนเองอย่างสนุกและผ่อนคลาย พวกเขาได้สำรวจโลกกว้างผ่านหนังสือหลากหลาย ได้เล่นและเคลื่อนไหวควบคู่การอ่าน ได้ซึมซับแรงบันดาลใจจากผู้ใหญ่ใจดีและวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รักการอ่าน รักการเรียนรู้ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต 

    อยากให้มีพื้นที่แบบนี้ที่ประเทศไทยบ้างจัง ^^

  • It Might Be…More Than Just a Picture Book  โลกธรรมดาในสายตา Shinsuke Yoshitake

    It Might Be…More Than Just a Picture Book โลกธรรมดาในสายตา Shinsuke Yoshitake

    It Might Be…More Than Just a Picture Book โลกธรรมดาในสายตา Shinsuke Yoshitake

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    โลกที่เต็มไปด้วยคำถาม: การเดินทางในนิทรรศการ Shinsuke Yoshitake และบทสนทนาระหว่างหนังสือภาพกับความคิด

    แม่บีไปดูนิทรรศการน่ารักงานนึงที่โตเกียวมาค่ะ

    แล้วอยากนำมาเล่าให้กับชาว Mappa และสานอักษร ฟัง 

    นิทรรศการนี้จัดขึ้นที่ Creative Museum Tokyo ใสชื่อยาวเหยียดว่า “It Might Be a Yoshitake Shinsuke Exhibition: Expanded Edition”

    ชื่อที่ชวนยิ้มนี้คือประตูสู่โลกของศิลปินในดวงใจของครอบครัวแม่บี ผู้สร้างสรรค์งานหนังสือภาพสำหรับเด็ก (และผู้ใหญ่) ภายใต้ความเชื่อว่าทุกอย่างในชีวิต “อาจจะเป็นอะไรบางอย่างที่มากกว่าที่เห็นก็ได้”

    แนะนำ Shinsuke Yoshitake

    Shinsuke Yoshitake (ชินสุเกะ โยชิทาเกะ) เป็นนักวาดภาพประกอบและนักเขียนหนังสือภาพสำหรับเด็กชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจากผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่แปลกใหม่ เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2516 ที่เมืองชิกาซากิ จังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ สาขาศิลปะและการออกแบบแบบบูรณาการ

    เขาเริ่มต้นอาชีพในฐานะนักวาดภาพประกอบและศิลปินสร้างสรรค์ โดยมีความสนใจในศิลปะการสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ เช่น การสร้างหุ่นจำลองและอุปกรณ์ประกอบฉาก ในช่วงปี 1998 เขาได้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอศิลปะร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “Pantagraph” ในปี 2007

    ผลงานเดบิวต์ของเขาคือหนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง It Might Be an Apple (りんごかもしれない) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2013 หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล MOE Picture Book Award และรางวัลศิลปะจาก Sankeisha Children’s Publishing Culture Awards

    ผลงานอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง ได้แก่: Still Stuck, What Happens Next?, Can I Build Another Me?, The Boring Book, และ There Must Be More Than That! ซึ่งหนังสือของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 10 ภาษา และได้รับการยกย่องจากสื่อระดับนานาชาติ เช่น The New York Times แน่นอนว่าครองใจครอบครัวนักอ่านชาวไทยด้วยเช่นกัน

    คุณชินสุเกะมักจะเริ่มต้นงานของเขาด้วยการร่างภาพด้วยดินสอกลไกและใช้ปากกาขนาด 0.3 มม. เป็นลายเส้นที่เด็กๆ เห็นที่ไหนก็จำได้ทันที เป็นวิธีการที่เรียบง่าย โดยเขาเคยกล่าวว่าแรงบันดาลใจของเขามาจากความต้องการที่จะบันทึกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่อาจถูกลืมเลือนไปหากไม่ถูกจดบันทึกไว้ทันที 

    มันเลยต้องเป็นวิธีง่ายๆ แบบนั้น 

    ผลงานของโยชิทาเกะได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการต่างๆ รวมถึง “ヨシタケシンスケ展かもしれない” ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ Kurayoshi Museum ในปี 2023 และเวอร์ชันล่าสุด ณ Creative Museum Tokyo ในปี 2025 นี้ เขายังได้รับรางวัลจากงาน Bologna Ragazzi Award และได้รับการยกย่องจาก The New York Times ว่าเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์หนังสือภาพสำหรับเด็กที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก

    It Might Be… ความธรรมดาที่พาเราคิดไกล: อ่านโลกผ่านสายตา Shinsuke Yoshitake

    แม่บีเดินเข้าไปในนิทรรศการ “It Might Be a Yoshitake Shinsuke Exhibition” ด้วยความเบิกบานและตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ เพราะอ่านหนังสือของชินสุเกะให้ลูกๆ ฟังตั้งแต่เค้ายังเด็ก และเป็นนักเขียนคนโปรดของบ้านเราทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นลูกสาว ลูกชาย ซึ่งตอนนี้เป็นวัยรุ่นแล้ว หรือคุณพ่อ ก็ตาม  การได้เห็นกระบวนการคิดและสร้างสรรค์งานของเขา เลยเป็นเรื่องชวนตื่นเต้นของเราทั้งครอบครัว 

    ระหว่างทางของนิทรรศการ แม่บีพบว่าคุณชินสุเกะเป็นคนที่มีการจัดระบบความคิดได้เป็นระเบียบมากๆ เขาจัดบันทึกใส่กล่องแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย ภายในงานมีการแสดงภาพร่างเล็กๆ หลายพันชิ้นที่บางครั้งเขาก็วาดไว้แก้เบื่อ ตอนเครียด หรือแค่เพราะอยากวาด ซึ่งกลายเป็นคลังความคิดสร้างสรรค์พร้อมใช้ เป็นเรื่องเรียบง่ายและทำให้เห็นว่ากระบวนการทำงานของนักสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งห่างไกล แต่เป็นสิ่งที่เริ่มได้จากการสังเกตสิ่งเล็กๆ  รอบตัว 

    นอกจากนั้น แม่บีพบว่า ไม่ใช่แค่เด็กที่ได้เล่นกับภาพ แต่เป็นผู้ใหญ่อย่างเราเองต่างหากที่ได้กลับไปเจอความรู้สึกบางอย่างที่เราอาจลืมไปแล้ว อย่างเช่น ความกล้าที่จะสงสัย ความสุขที่ไม่ต้องรีบหาข้อสรุป และความงดงามของสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน และสิ่งเหล่านั้นคือไฮไลท์ในงานของชินสุเกะ แทบทุกเล่มที่เขาเขียนขึ้น

    หนังสือภาพที่ทุกอย่างเริ่มต้นจากคำถามเล็กๆ

    ชินสุเกะ ไม่ได้วาดโลกเพื่อบอกว่า “โลกเป็นอย่างไร” เขาวาดเพื่อชวนเราตั้งคำถามว่า “โลกอาจจะเป็นอะไรได้บ้าง” หนังสือเล่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยคือ It Might Be an Apple ที่เกี่ยวกับเด็กชายที่ตั้งคำถามกับแอปเปิ้ลบนโต๊ะ ไม่ได้แค่สงสัยว่าเป็นผลไม้อะไร แต่เขาสงสัยถึงความจริง ความลวง และสิ่งที่เราเลือกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แม่บีคิดว่า สำหรับเด็ก การตั้งคำถามเช่นนี้คือการฝึก “กล้ามเนื้อความคิด” แบบที่โรงเรียนมักลืมให้ความสำคัญ เป็นสิ่งที่พูดสอนยากมากๆ และคุณชินสุเกะเรียบเรียงหนังสืออกมาได้ดีมากๆ 

    ความสงสัยคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

    ในฐานะแม่และนักวิจัยด้านการเรียนรู้ แม่บีเห็นว่าสิ่งที่ Yoshitake ทำ คือการสอนแบบที่ไม่ต้องสอน เขาวางกับดักเล็กๆ ไว้ในแต่ละหน้า ไม่ใช่เพื่อให้เด็กตกใจ แต่เพื่อให้เขาหยุดแล้วตั้งคำถาม ความสงสัยจึงไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของความรู้ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความเข้าใจตัวเอง

    เขาเคยเล่าว่า “บางทีสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา คือสิ่งที่ธรรมดาจนถ้าไม่รีบจด มันจะหายไป” เช่น การเห็นสตอเบอร์รี่อยู่ในถุงผ้าของผู้หญิงคนหนึ่งบนรถไฟ หรือการที่ลูกตื่นนอนมาด้วยผมยุ่งๆ ทั้งหัว สิ่งเหล่านี้คือ “ร่องรอยความเป็นมนุษย์” ที่เขาหยิบมาเล่าได้อย่างตลก ขำขัน มีสาระ และแฝงด้วยปรัชญา

    แรงบันดาลใจจากผมยุ่งและความเบื่อหน่าย

    ใน Still Stuck เด็กชายที่ถอดเสื้อไม่ออกอาจเป็นเพียงตัวแทนของเด็กดื้อถ้าเรามองเพียงผิวเผิน แต่ความเป็นจริงแล้วเขาคือภาพแทนของความรู้สึกติดขัดในชีวิตที่ผู้ใหญ่เองก็มีไม่ต่างกัน ชินสุเกะไม่รีบช่วยเด็กคนนั้นออกจากเสื้อ หรือพาไปที่ปลายทางที่เป็น how to ของการถอดเสื้อ แต่ปล่อยให้เขาสำรวจความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความอึดอัด ความไม่เข้าใจตัวเอง และสุดท้าย ความสามารถในการรับมือกับมันได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแม่บีคิดว่าการบรรจุทักษะเหล่านี้ในหนังสือนิทานภาพเพียงไม่กี่หน้า ทำให้เราเข้าใจได้มากเลยทีเดียว 

    ศิลปะของความไม่สมบูรณ์แบบ

    หนึ่งในสิ่งที่แม่บีรู้สึกว่าเป็นแก่นกลางของงาน Yoshitake คือความตั้งใจในการสังเกตชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ และถ่ายทอดมันออกมาอย่างไม่ลืมรากที่เรียบง่ายของความคิดสร้างสรรค์ เบื้องหลังความเรียบง่ายในงานของ Yoshitake แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนทางเทคนิค เขามีวิธีการเปลี่ยนเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นงานเล่าที่ทั้งน่ารักและเฉียบแหลมในเวลาเดียวกัน เช่น การตั้งคำถามแบบ “what if” กับสิ่งรอบตัวอย่างแอปเปิ้ล หนังยาง หรือผมยุ่ง  แล้วนำไปสู่อีกโลกหนึ่งของความเป็นไปได้

    เส้นลายปากกาของเขาเน้นการเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่เปี่ยมชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการดึงผมหรือขมวดคิ้ว ล้วนทำให้ภาพดูมีชีวิตและชวนหัวเราะได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตัวละครมักถูกจับในจังหวะที่ไม่สมบูรณ์ เช่น กำลังพยายามหลุดจากเสื้อ หรือกำลังค้างอยู่ในท่าที่ยังไม่เสร็จสิ้น นี่ทำให้เกิดพลังของภาพที่เคลื่อนไหวในหัวผู้อ่านอยู่ตลอดเวลา และผู้อ่านก็เชื่อมโยงประสบการณ์นั้นได้เช่นกัน เพราะเรื่องธณรมดาเหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน

    นอกจากนั้น งานส่วนใหญ่ของชินสุเกะ เขามักจงใจเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้อ่านแทรกตัวเข้าไป เช่น การไม่ตั้งชื่อตัวละคร การไม่บอกว่าฉากอยู่ที่ไหน หรือแม้แต่ปล่อยให้คำพูดดูธรรมดาไปเลย แต่เมื่อรวมกับภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดป่วนๆ ความตลก และความเหงา มันกลับกลายเป็นเรื่องราวที่ผู้อ่านแต่ละคนจะเติมความหมายของตัวเองเข้าไปได้อย่างเป็นอิสระ และไม่ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพและคำของชินสุเกะจะลึกซึ้ง หรือเป็นปรัชญามากแค่ไหน เขาไว้ใจว่าผู้อ่านของเขาจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้เสมอ

    Metacognition: การรอคอยให้ความเงียบชวนมองความคิด และปูทางไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

    เมื่อเราเจอปัญหาใดๆ สิ่งแรกที่จะพุ่งมากลบทุกสิ่งอย่างไว้ก็คือ “อารมณ์เชิงลบ” ทำให้เรารีบขจัดปัญหาออกไปเร็วๆ แต่ละทิ้งการทำความเข้าใจกลไกของตัวเราหรือธรรมชาติ เราค้นพบว่าสิ่งที่ชินสุเกะให้ไว้ในหนังสือแทบทุกเล่มก่อนจะเข้าสู่การคิดวิเคราะห์ คือ “การรอคอย” ให้อารมณ์ค่อยๆ เบาบางลง จนอยู่ในสภาวะนิ่งและเงียบ หรือสภาวะที่พร้อมเรียนรู้นั่นเอง

    สื่งหนึ่งที่เราถอดรหัสได้จากงานของชินสุเกะ คือความเงียบของฉากและตัวละคร จะสังเกตได้ว่า ส่วนใหญ่ในฉากที่ดำเนินไปในงานของชินสุเกะจะไม่มีเสียงดัง ไม่มีเรื่องราวเยอะ ในขณะที่ตัวละคร (มักจะ) พูดคุยกับความคิดของตัวเอง หรือหากมีปฏิสัมพันธ์ก็จะเป็นการพูดคุยเพียงแค่ 1-2 คน ซึ่งมันคือความเงียบ 

    และความเงียบนี้เอง ทำให้เห็นความรู้สึก และความนึกคิดตัวละครอย่างชัดเจน  และเป็นการรับรู้ความรู้สึกแบบไม่แทรกแซง ไม่ตัดสิน และส่วนใหญ่แทบจะเป็นความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของเรา (และเด็กๆ) ทั้งสิ้น บางอันตลก บางอันใช้ได้ บางอันใช้ไม่ได้ แต่มันคล้ายกับเวลาที่เราคิดถึงเรื่องบางเรื่อง ปัญหาบางอย่าง แล้วความคิดมันทำงานอย่างอัตโนมัติ ค่อยๆ ประกอบเรื่องราว ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า และสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา และท้ายสุดในบางครั้ง การแก้ปัญหามันเกิดขึ้นได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมักจะสร้างสรรค์กว่าเวลาที่เรารีบร้อนเข้าไป ‘จัดการ’ กับปัญหาเหล่านั้นทันที 

    คุณชินสุเกะใช้ ‘จังหวะของหนังสือ’ บอกเราว่าเมื่อเจอปัญหา ติดตัน หรือคิดไม่ออก ลองมองเข้าไปในความคิดและวิธีคิดของเราดูสิ โดยบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นภาพในหนังสือภาพ ให้พวกเราได้เห็นความคิดที่ค่อยๆ ดำเนินไป จริงๆ คล้ายกับศัพท์ทางการศึกษาที่เรียกกระบวนการนี้ว่า Metacognition หรือการคิดและตระหนักรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิด และค่อยๆ นำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวทุกคน 

    ครอบครัวในโลกจริง ไม่ใช่ในนิทาน

    ครั้งหนึ่ง Mappa เคยสัมภาษณ์คุณชินสุเกะ ด้วยการชักชวนของสำนักพิมพ์อมรินทร์ คิดส์ เขามักพูดถึงครอบครัวในแง่มุมที่น่ารัก เขาให้เครดิตลูกๆ ว่าเป็นแรงบันดาลใจหลักในการคิดไอเดียหนังสือ เขาเคยกล่าวว่า “ผมอาจจไม่ได้ทำงานหนังสือเลยก็ได้ ถ้าผมไม่ได้เป็นพ่อ และผมมักจะได้ไอเดียใหม่ๆ จากการเลี้ยงดูลูกๆ ของผมอยู่เสมอ” นอกจากนั้น เขามักย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่เขาเคยสงสัยตอนเป็นเด็ก ประสบการณ์ทั้งการเป็นพ่อ และการจำตัวเองตอนที่ยังเป็นเด็กได้อยู่นั้น ทำให้แม่บีคิดว่าเขาจึงสร้างสรรค์งานที่โดนใจทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ไปพร้อมๆ กัน

    แม่บีชอบมากเวลาที่เขาพูดถึงหนังสือของตัวเองว่าเป็น “แฟนตาซีของคนเป็นพ่อที่อยากจะเลี้ยงลูกได้แบบนั้น” เพราะมันเต็มไปด้วยความจริง และความปรารถนาดีที่ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ เขาไม่พยายามวาดภาพครอบครัวที่อบอุ่นตลอดเวลา แต่ยอมรับว่า ความเหนื่อย ความขัดแย้ง และความเข้าใจผิด คือบางส่วนของความสัมพันธ์ที่งดงามพอๆ กับความรัก

    ในหนังสืออย่าง I Can Be Anything แม่บีชอบความสัมพันธ์แม่ลูกที่ไม่ได้ราบเรียบหรือน่ารักเกินจริง แต่เต็มไปด้วยความผิดพลาด การคาดเดาผิด ความเหนื่อยใจเล็กๆ และความอบอุ่นที่มีอยู่ท่ามกลางความธรรมดานั้น ในโลกของ ชินสุเกะ ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ใช่แบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นพื้นที่ของการต่อรอง เหนื่อยล้า และหัวเราะร่วมกัน

    นิทรรศการที่เปิดเผยความคิดดิบๆ

    สิ่งที่แม่บีชอบที่สุดในนิทรรศการนี้ คือพื้นที่ที่เขาจัดวางภาพร่างหลายพันชิ้นให้คนดูได้เห็นแบบไม่ปิดบัง ดังที่เกริ่นไว้ตอนต้น ทั้งกระดาษยับ ความคิดที่ยังไม่เสร็จ หรือแม้แต่แนวคิดที่ถูกโยนทิ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้บอกเราว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับ “คนเก่ง” แต่มันคือผลลัพธ์ของการเล่น การลอง และการอยู่กับตัวเองโดยไม่ให้ร้ายตัวเอง

    ความธรรมดาที่พาเราไปไกลกว่าที่คิด

    แม่บีเชื่อว่างานของคุณชินสุเกะ ไม่เพียงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ทั่วไป แต่ยังเชื่อมโยงลึกกับแนวคิด Critical Thinking และ Philosophy for Children (P4C) อย่างเป็นธรรมชาติและมีพลัง แม่บีขอยกมาสัก 1-2 เล่ม เพื่อจะได้เห็นงานของชินสุเกะได้อย่างชัดเจนขึ้น 

    It Might Be an Apple ✦ กับ Critical Thinking

    หนังสือ It Might Be an Apple คือแบบฝึกคิดขนาดย่อมที่ชวนให้เด็กสงสัยในสิ่งที่เห็น เด็กชายในเรื่องไม่ได้เชื่อทันทีว่าสิ่งที่เห็นคือ “แอปเปิ้ล” แต่เริ่มตั้งคำถาม สำรวจความเป็นไปได้ ตั้งสมมติฐาน และคิดต่อยอด กระบวนการนี้สะท้อนวงจรของ Critical Thinking อย่างแท้จริง ทั้งการคิดแยกแขนง (divergent thinking) การไม่ด่วนสรุป และการตั้งสมมติฐานเชิงจินตนาการ

    หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่คล้ายบทเรียนเบื้องต้นของการคิดเชิงวิพากษ์ที่สนุก สด และไม่ต้องสอนตรงๆ เหมือนตำรา

    Still Stuck & The Boring Book ✦ กับ P4C หรือ Philosophy for Children

    ในขณะที่ It Might Be an Apple เน้นทักษะคิดวิเคราะห์ Still Stuck และ The Boring Book กลับเข้าใกล้บทสนทนาเชิงปรัชญาแบบที่ใช้ใน P4C อย่างน่าทึ่ง

    ในหนังสือภาพ Still Stuck เด็กชายที่ถอดเสื้อไม่ได้กลายเป็นภาพแทนของภาวะ “ติดขัด” ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน ตั้งคำถามแบบ P4C ได้ว่า: “เมื่อไรที่เราควรยอมรับปัญหา?”  “ความช่วยเหลือคืออะไร?”  “ถ้าติดขัดแล้วสนุก มันยังเรียกว่าปัญหาไหม?”

    ใน The Boring Book แทนที่จะบอกว่า “ความเบื่อคือสิ่งไม่ดี” Yoshitake กลับตั้งคำถามว่า “ความเบื่อมีประโยชน์ไหม?”  “ถ้าเราเบื่อ ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา หรืออยู่ที่โลก?”

    คำถามเหล่านี้เปิดประตูสู่บทสนทนาเชิงปรัชญาเกี่ยวกับความเบื่อ ความอดทน และการแปรเปลี่ยนมุมมองต่อประสบการณ์ชีวิต

    เด็กที่อ่านหนังสือเหล่านี้ไม่เพียงได้รับความบันเทิง แต่ยังได้ฝึกตั้งคำถาม ได้ถอยกลับมาทบทวนความรู้สึกของตนเอง และเริ่มทำความเข้าใจสิ่งธรรมดาด้วยสายตาใหม่

    เราจะเห็นได้ว่า งานของชินสุเกะนั้นแตกต่างจากวรรณกรรมเด็กแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจนในหลายมิติ แม่บีเห็นว่าเขาไม่ได้มองหนังสือภาพเป็นเพียงช่องทางในการถ่ายทอดบทเรียนด้านศีลธรรม แต่ใช้มันเป็นพื้นที่เปิดของความสงสัย ความย้อนแย้ง และความหมายที่ไม่ตายตัว นี่แหละค่ะ ที่แม่บีคิดว่าเป็นสิ่งที่ชินสุเกะกำลังทำอยู่ สร้างสนามเด็กเล่นทางความคิด ที่เบา สนุก แต่ลึก และเปลี่ยนวิธีคิดของผู้อ่านได้จริงๆ

    สิ่งเหล่านี้ทำให้แม่บีเชื่อว่าชินสุเกะไม่ได้เขียนหนังสือเด็ก แต่เขากำลังเสนอรูปแบบใหม่ของการเล่าเรื่อง ที่เคารพผู้อ่านตัวน้อยในฐานะมนุษย์ที่ซับซ้อน มีอารมณ์ มีความคิด และสมควรได้รับหนังสือที่ไว้ใจพวกเขาอย่างแท้จริง

    It might be..more than just a picture book

    หนังสือของชินสุเกะ ไม่เคยบอกเราว่าต้องคิดแบบไหน เขาแค่ให้เราเห็นว่า เรามีสิทธิจะตั้งคำถามกับทุกอย่าง แม้แต่กับสิ่งที่เราเคยคิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว แม่บีคิดว่านี่คือบทเรียนใหญ่ที่สุดในยุคที่เราถูกถาโถมด้วยความรู้ และบางทีก็ถูกกล่อมให้เชื่อในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ตั้งคำถามเอง

    เขายังกล้าปล่อยให้บางความรู้สึกยังค้างอยู่ ไม่จำเป็นต้องรีบแก้ ไม่จำเป็นต้องคลี่คลาย เช่น เด็กที่มีความลับที่ไม่อยากบอกใคร หรือพ่อแม่ที่มีความหวังซ้อนอยู่ใต้ความเหนื่อย สิ่งเหล่านี้คือความจริงของชีวิตที่วรรณกรรมเด็กมักไม่กล้าแตะ ชินสุเกะทำให้มันปรากฏโดยไม่ทำให้หนักเกินไป แต่ก็ไม่เบาเกินไป ในงานนิทรรศการ เขายังได้พูดถึงเรื่อง ‘ความลับของเด็ก’ ซึ่งเป็นหัวข้อที่แม่บีคิดว่าน่าสนใจมาก เขาเคยให้เด็กๆ วาดรูปของ ‘ความลับ’ ที่ไม่ต้องให้ใครดู แล้วให้พับทิ้งไปเลย เขาถูกถามว่ามันอันตรายไหมถ้าเด็กมีความลับกับพ่อแม่ แต่เขาตอบว่า “Possessing secrets is surely a part of what it is to be human…” และพูดต่อว่าเด็กควรได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าควรแบ่งปันอะไร และควรเก็บอะไรไว้กับตัวเอง สิ่งนี้สะท้อนความเคารพที่เขามีต่อโลกภายในของเด็กอย่างลึกซึ้ง

    สำหรับคนทำงานหนังสือเด็ก พ่อแม่ หรือครู Shinsuke Yoshitake คือคนที่ทำให้เราเห็นว่า หนังสือภาพไม่ใช่แค่ของเล่น หรือเครื่องมือ แต่คือพื้นที่ที่เด็กได้สร้างความหมาย และผู้ใหญ่ก็ได้กลับมาทบทวนความหมายของชีวิตตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

    แม่บีคิดว่าหนังสือของชินสุเกะไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการเล่าเรื่อง แต่เขากำลังเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใจว่า “หนังสือเด็ก” ควรเป็นอย่างไร และเขากำลังผลักขอบเขตของมันออกไปให้ไกลขึ้น ลึกขึ้น และเป็นมนุษย์มากขึ้น

    (หมายเหตุ: นิทรรศการ “It Might Be a Yoshitake Shinsuke Exhibition: Expanded Edition” จัดแสดงที่ Creative Museum Tokyo ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2025)

     

    ขอบคุณภาพจาก Nippon.com และ เวบไซต์ Creative Museum Tokyo

  • โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใคร มีอะไรเป็นของตัวเองหรือยัง? ยังไม่ออกดอกออกผล ใช่ว่าจะหยุดเติบโต อ่านเรื่องว้าวุ่นของวัยรุ่นปวดหลัง กับความสำเร็จ(รูป)ที่ชวนปวดหัว

    โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใคร มีอะไรเป็นของตัวเองหรือยัง? ยังไม่ออกดอกออกผล ใช่ว่าจะหยุดเติบโต อ่านเรื่องว้าวุ่นของวัยรุ่นปวดหลัง กับความสำเร็จ(รูป)ที่ชวนปวดหัว

    โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใคร มีอะไรเป็นของตัวเองหรือยัง? ยังไม่ออกดอกออกผล ใช่ว่าจะหยุดเติบโต อ่านเรื่องว้าวุ่นของวัยรุ่นปวดหลัง กับความสำเร็จ(รูป)ที่ชวนปวดหัว

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: สิริกร พรอนงค์

    รถ บ้าน งาน คอนโด เงินเดือน แฟน ไปจนถึงชีวิตที่สงบสุข 

    อายุเท่านี้มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง?

    ทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร การเงินเป็นยังไง มีแฟนหรือยัง แต่งงานปีไหน ? คำถามในทำนองถามไถ่สารทุกข์สุกดิบจากบรรดาญาติมิตร เพื่อนๆ ไปจนถึงป้าลุงข้างบ้านที่วัยรุ่นปวดหลังทั้งหลายคุ้นชิน แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้อาจมาพร้อมกับความห่วงใยรวมถึงความเคยชินโดยปกติทั่วไป แต่ในทางหนึ่งมันก็สะท้อนวิธีการมอง “คุณค่า” ในตัวคนเราของสังคมที่หล่อหลอมให้เราถามไถ่กันถึงแต่เรื่องของ “ความสำเร็จ” เพื่อประเมินความเป็นมาเป็นไปหรือการ “เติบโต” ของแต่ละคน จนบางครั้งดูเหมือนว่าการเติบโตขึ้นนั้นสัมพันธ์อยู่กับเงินทองในบัญชี รถที่ขับ เสื้อผ้าที่ใส่ ไปจนถึงหน้าที่การงานที่มั่นคง ดังที่ Devon Price, Ph.d. นักจิตวิทยาสังคม กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ในตอนหนึ่งของ Laziness Does Not Exist หนังสือที่ศึกษารากฐานทางจิตวิทยาของความขี้เกียจอย่างหลากด้านว่าการยึดติดอยู่ในกรอบว่าด้วยความสำเร็จของสังคมสามารถกลายมาเป็นตัววัดคุณค่าของคนเราได้อย่างแนบเนียน เมื่อเรายึดติดอยู่กับกรอบความคิดว่าด้วยความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนเราก็ยิ่งจะจัดลำดับ วัดคุณค่า ตัดสินทุกๆ อย่างที่เราทำมากขึ้นเท่านั้น  

    ภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจสังคมและลึกลงไปกว่านั้นคือความซับซ้อนของชีวิตคนเราซึ่งแตกต่างกันออกไป  เราอาจไม่สามารถประเมินชีวิตของใครได้อย่างหมดจดจากหน้าที่การงาน เงินเดือน หรือวิถีชีวิตแบบที่พวกเขาเลือกเดิน โดยเฉพาะในวัยตั้งต้นค้นหาคำตอบบางอย่างจากโลกการทำงาน ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะต้องเผชิญเงื่อนไขมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงบทบาทชีวิตจากวัยที่ผ่านพ้นมา การปะทะกับความคาดหวังของคนรอบข้างรวมถึงสังคม สำหรับหลายคนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย 

    ชวนอ่าน 3 แง่มุมจากชาววัยรุ่นปวดหลัง ทั้งที่จบมาหมาดใหม่และทำงานมาได้สักระยะ 

    • พวกเขารู้สึกอย่างไรกับชีวิตในวัยทำงาน
    • และรู้สึกอย่างไรกับคำถามในทำนองที่ว่า “อายุ 2x มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง” 

     

    1

    ต้นกล้า  (นามสมมติ) อายุ 27 อาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่น

    มีอีโค่คาร์หนึ่งคันเป็นของตัวเอง

    เราทำงานมาสามปีแล้วแต่ยังอยู่ที่เดิมที่เดียวมาตลอด รู้สึกเบื่อและเหนื่อยกับภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น แต่เงินเดือนไม่ได้เพิ่มตามในอัตราส่วนที่เท่ากัน สาเหตุที่ทำอยู่ที่เดิมมาตลอดเพราะตอนที่เริ่มทำงานเราค่อนข้างได้เงินเดือนเยอะเมื่อเทียบกับเพื่อนที่จบพร้อมกัน แต่ผ่านมาสามปี เงินเดือนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจากตอนสตาร์ตจนเพื่อนหลายคนแซงไปแล้ว ก็เลยเริ่มทำเรซูเม่ มีไปสัมภาษณ์งานใหม่ด้วย แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธไปเพราะคำนวนหลายอย่างแล้วอยู่ที่เดิมน่าจะดีกว่า ตอนนี้เหมือนทำงานไปพลางหางานใหม่ไปพลางแบบแกล้ง ๆ จะลาออกไปเลยก็ไม่ได้เพราะเพิ่งมีภาระชิ้นใหม่เพิ่มเข้ามาในชีวิตซึ่งก็คือรถยนต์หนึ่งคัน

    วัยนี้สำหรับเราเคว้งหลายเรื่องมาก แม้เวลาส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับการทำงานแต่เรากลับไม่ค่อยเคว้งเรื่องงานนอกเวลางานเท่าไหร่ เรื่องที่ทำงานจบในที่ทำงาน ส่วนเรื่องนอกเหนือจากงานก็มีแบ่งไปเคว้งในเวลางานบ้าง (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ครอบครัว กับเงินที่มี ทำให้อดคิดไม่ได้หลายอย่าง ในตอนที่อยากพักสมองไม่ต้องหาคำตอบให้ใครหรือสิ่งใด เราก็จะพยายาม distract ตัวเองออกจากสิ่งเหล่านั้นด้วยการฟังเพลงของศิลปินที่ชอบ ฟังยูทูปช่องที่ชอบ เล่นเกม ไปยิม ขับรถเล่น ล้างห้องน้ำ ก็หาไรทำก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไปเพื่อปลดตัวเองจากอะไรก็ตามชั่วคราวเพื่อจะได้มีแรงวิ่งหนีออกจากความรู้สึกที่ตัวเองไม่ชอบต่อไปได้เรื่อย ๆ

    เราชอบอ่านพันทิปเจอกระทู้ประเภทอายุเท่านี้เงินเดือนเท่านี้ หรือวางแผนเกษียณก่อนวัยหรืออะไรก็ตามที่ทำให้คิดว่า แบบนี้แก่ไปมีหวังลำบากแน่ถ้ายังทำไม่ได้เหมือนคนอื่น หุ้นก็เล่นไม่เป็น ลงทุนก็ทำไม่เป็น ฮาร์ดสกิลก็ไม่มีอะไรเลย ทำไมคนในวัยเดียวกันเก่งจังมีนู่นนี่นั่นแล้ว มีครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นดูเพียบพร้อมในขณะที่เรามีภาระก้อนใหญ่คือมรดกหนี้จากที่บ้าน (≈1.2ล้าน) กับรถยนต์ที่ตัดสินใจออกเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็เลยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อยากหางานใหม่เพื่ออัพเงินเดือน จะได้มีเงินเผื่อใช้จ่ายซื้อความสุขให้ตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างใช้ชีวิตวัยทำงานไปพลาง ๆ จนกว่าจะหาจุดลงตัวในหลาย ๆ เรื่องของตัวเองได้

    2

    พลอย (นามสมมติ) นิสิตจบใหม่ อายุ 22 ปี  

    มีค่าปรับหนังสือเป็นของตัวเอง

    รู้สึกว่าการหางานที่ค่อนข้างท้าทายมันมีความยากคือการเปรียบเทียบสวัสดิการ เพราะว่าหลายที่มีสวัสดิการที่น่าพึงพอใจ มันก็เหมือนเป็นข้อบังคับที่เราต้องเลือกงาน เพราะทุกคนต้องใช้เงินและมีงานทำเพื่อหารายได้ มันเลยเป็นความกังวลว่าทำไมเราต้องพยายามเอาตัวเองเข้าไปทำงานในสถานที่ที่เราได้สวัสดิการที่ไม่ดีเพื่อให้เราประทังชีวิตได้ แต่ในอีกมุมการมีงานก็ดีกว่าการที่ไม่มีงานเลย เพราะว่าการไม่มีงาน (ไม่มีรายได้จากทางไหนเลย) มันเป็นความไม่แน่นอนอย่างหนึ่งด้วย 

    คำถามที่ว่า “อายุเท่านี้มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง” เป็นคำถามที่เราไม่ค่อยได้เจอกับตัวเท่าไหร่ แต่มันเหมือนเป็นคำถามที่พอเราได้รับรู้แล้ว เราต้องพยามกดดันตัวเองว่าเรา ‘ควร’ มีอะไรบางอย่างเหมือนกับคนในวัยเดียวกันหรือคนในวัยไม่ต่างกันนัก ในตอนนี้เราคิดว่าเรามีเงินเก็บประมาณหนึ่งมีเงินสำหรับพอลงทุนบางอย่างแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็คิดว่ายังไม่พออยู่ดี เพราะในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและคาดการณ์ไม่ได้เลย ความไม่แน่นอนนี่แหละคือความแน่นอน เราคิดว่าเงินเก็บและสิ่งของที่เราเก็บไว้บางอย่างมันค่อนข้างสำคัญนะ เพื่อที่จะวางแผนอนาคตต่อไป เพื่อที่จะสร้างความมั่นคงแล้วก็ตอบสนองต่อเป้าหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและแผนที่อยากที่จะทำต่อในปัจจุบัน

    ทั้งนี้จากคำถามเรามีความเห็นว่า การที่จะมีอะไรสักอย่างหนึ่งหรือความรู้สึกว่าต้องมีอะไรสักอย่างตามค่านิยมเราคิดว่ามันไม่จำเป็น เพราะแต่ละคนมีความต้องการ มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนมีรถตั้งแต่อายุ 20 ในขณะที่หลายคนที่อายุ 20 ไม่มีรถก็ไม่ได้แปลว่าคนอายุ 20 ที่ไม่มีรถเป็นคนล้มเหลว เราว่าไม่ควรที่จะเอาเรื่องของอายุมาตัดสินกัน  

    3

    พีพี (นามสมมติ) อายุ 24 ปี อาชีพ ผู้สื่อข่าว 

    มีเครื่องฟอกอากาศเป็นของตัวเอง

    ย้อนไปตั้งแต่เด็ก เราเป็นคนที่โตมากับขนบ ด้วยความที่เราเป็น LGBTQ+ เราก็จะอยู่ในค่านิยมที่ว่าจะต้องเรียนให้เลิศ จริงๆ เรารู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ถึงขนาดบังคับให้เราต้องกดดันตัวเองนะ คือเราก็ยอมรับเอาความคิดนี้มา เพราะเราอยากมีชีวิตที่ดี เราเป็นลูกชาวบ้านอยู่ต่างจังหวัด เราก็อยากไต่เต้า ขวนขวายผ่านการศึกษา เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประเด็นที่มันขาดหายไปคือ ‘ตัวตนของเรา’ มันหายไประหว่างทางด้วยระบบการศึกษาไทย ก็คือเราไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร เราเป็นคนที่ไม่มีความฝัน เรียนจบมาจนวันสุดท้ายที่ส่งธีสิสก็ยังไม่รู้เลยว่าเราจะไปทำมาหากินอะไร รู้สึกว่าฉันแค่เรียนดีมาตลอดทำงานปัง ทุกอย่างคะแนนเต็ม ได้เกียรตินิยม ได้ใบปริญญามาแล้วจะยังไงต่อวะ สุดท้ายมันก็เจอวิกฤติจากช่วงการเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนมาวัยทำงาน รู้สึกหลงทาง รู้สึกสับสน มืดแปดด้าน ครอบครัวก็ถามว่าจะทำอะไร จะทำงานหรือยัง หางานได้หรือยัง เราก็ ‘อึ้งงงงง’ (เน้นเสียง) คือเรียนจบมายังไม่ทันได้พักเลย ต้องหาแล้ว ชีวิตจะต้องรันต่อ 

    ทีนี้เราก็พยายามทำทุกโอกาสที่เข้ามาคือเราเป็นฟรีแลนซ์เขียนบทความตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ กลายเป็นว่ามีโอกาสหนึ่งเข้ามาจากการแนะนำของรุ่นพี่ก็คืองานข่าว พอเริ่มงานแรก เครียดมาก ร้องไห้ต่อกันเจ็ดวัน จำความรู้สึกได้เลยว่าโทรหาเพื่อนแล้วบอกเพื่อนว่า ‘มึงหรือกูไม่ไหววะ หรือกุยอมดีวะ’  เรารู้สึกว่าโลกการทำงานมันไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาดเลยอะ ไม่เหมือนตอนเรียนที่เรารู้สึกว่าเราลองผิดลองถูกได้ ทำผิดก็โดนหักคะแนน เขียนไม่เลิศก็คะแนนไม่ดี แต่คือชีวิตการทำงานทำให้รู้สึกว่าถ้าเราผิดพลาดคือเราต้องรับผิดชอบงานของเราที่มันจะไปกระทบคนอื่น 

    คำถามที่ถามตัวเองในงานแรกคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่เก่งหรือเปล่า” คือจากที่เราเป็นคนมั่นมาโดยตลอด เราประสบความสำเร็จ คะแนนดีมาตลอด เราคิดว่าเราเป็นตัวแม่ ‘ก็มาดิ’ พอมาทำงานจริงเรารู้สึกว่าเราตัวเล็กในองค์กรมาก เราตัวลีบ เราไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าลองทำ เราไม่ค่อยมีปากมีเสียง มันเกิดคำถามว่าเราทำหน้าที่ของตัวเองดีหรือยัง ทำไปเรื่อยก็มาถึงจุดที่ถามว่าเราเหมาะกับเส้นทางนี้อยู่ไหม 

    พอเปลี่ยนงานมันเริ่มรู้สึกเหมือนมั่นคงขึ้น เข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่โจทย์กลายเป็นโจทย์ใหม่ คือเราไม่ได้หลงทางในแบบที่เรารู้สึกตอนจบใหม่ๆ แล้ว มันกลายเป็นรู้สึกว่าสิ่งที่ทำคืองาน คือหน้าที่ไปแล้ว แม้ว่าจะได้คำตอบหรือเปล่าว่าชอบมันไหม งานหลักเป็นสิ่งที่ไม่ได้ชอบมากก็ได้ แต่เส้นคือ “แค่ทนกับมันได้หรือเปล่า” ถ้ายังทนกับมันได้ก็ทำต่อไปได้ ส่วนสิ่งที่ชอบเราก็ทำเสริมไป เช่น การเขียนบทความ 

    ส่วนแนวคิดเรื่องความมั่นคงในวัยนี้ เราเองไม่มีแพลนที่จะมีบ้าน มีรถ มีคอนโด หรือหนี้เป็นก้อน ไม่ได้มองว่าจะต้องได้เงินเดือนมากๆ ในอายุเท่านี้ จำได้เลยว่าวันนั้นนั่งอ่านสกู๊ปประมาณว่าคนรุ่นใหม่เขาไม่นิยมซื้อบ้านกันแล้ว เราก็มองหน้ากับเพื่อน แล้วพูดว่า ‘ก็จริง’ เมื่อวานฉันเพิ่งสั่งกระเป๋าแบรนด์เนมซึ่งกินเงินเดือนเราเป็นครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ ทำไมฉันต้องซีเรียสกับความมั่นคงขนาดนั้น ทั้งที่ฉันอยากเอนจอยกับโมเมนต์ อยากใช้ชีวิตในช่วงนี้ให้เต็มที่ เพราะถ้าแก่กว่านี้อาจกินเที่ยวไม่สนุกแบบนี้ด้วยซ้ำ 

    ส่วนประโยคคำถามที่ว่า “อายุเท่านี้มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง”  ประโยคนี้ใช้ไม่ได้กับทุกคน เรามีปัจจัยและชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนประสบความสำเร็จในอายุที่น้อยมาก เขาอาจมีแรงผลัก มีทุนทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ มันไม่มีทางเหมือนกัน การศึกษาไม่เหมือนกัน การซับพอร์ตลูกไม่เหมือนกัน มันไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเดียวกันได้อยู่แล้ว ถามว่าทุกวันนี้เรามีอะไร ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นชิ้นใหญ่ชิ้นโต เพราะตอนนี้ก็เช่าห้องพักอยู่ ยังโน่นนี่อยู่ เราไม่ได้มองว่ามันมีความสำคัญมากที่จะต้องมีอะไรเหมือนใครในเวลานี้ 

    การตัดสินใจเปลี่ยนงาน การดีลกับเงื่อนไขของงานที่ไม่ได้ชอบ
    การพยายามเก็บเงิน การดูแลครอบครัว 
    การนั่งใส่ใจตั้งคำถามแล้วมองหาคำตอบให้กับตัวเองว่า
    เราอยากจะทำงานอะไรจริงๆ กันแน่

    ฟังเรื่องราวของวัยรุ่นสร้างตัวทั้งสามคนแล้วก็ได้เห็นแง่มุมต่อชีวิตในวันวัยนี้ที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังเห็นได้ว่าการเดินทางของแต่ละคนเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขสังคม รวมถึงชีวิต ตัวตน และแนวคิดต่อคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ที่แตกต่างกัน และพวกเขาก็ต่างกำลังเติบโตในแบบของตัวเองผ่านการก้าวผ่านโจทย์ในช่วงชีวิตนี้ที่ไม่ได้ง่ายเลย ทั้งต้องผ่านการร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน ต้องผ่านวังวนของความกังวลใจหลายต่อหลายครั้ง ผ่านความเคว้งคว้างว่างเปล่า ผ่านเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่มั่นคงพอจะให้หายห่วง ผ่านโลกสวัสดิการที่อ่อนแอ และอีกมากมายที่วัยรุ่นปวดหลังจะต้องปะทะสังสรรค์-ต่อรองกับเงื่อนไขเหล่านี้เพื่อหาช่องทางเติบโตต่อไป การก้าวแต่ละสเต็ปของตัวเอง การยืนอยู่ที่เดิมได้ในแต่ละวัน หรือแม้แต่การถอยหลังกลับไปตั้งหลักใหม่ ล้วนใช้พลังงานชีวิตและความมุ่งมั่นไม่น้อย ถ้าหากว่าฤดูกาลออกดอกออกผลจะเดินทางมายังไม่ถึงก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

    อ้างอิง 
    Devon Price.(2565).ผ่อนชีวิต บิดขี้เกียจ[Laziness Does Not Exist](พิมพ์ครั้งที่ 1)(พรรษรัตน์ พลสุวรรณา, ผู้แปล).กรุงเทพฯ: broccoli, (ต้นฉบับพิมพ์ ค.ศ. 2021)  

     

  • สิบปีของ BICT FEST กับการค่อยๆ ขยายประตูโรงละครให้กว้างขึ้นทีละนิด : เพราะโรงละครและศิลปะการแสดงมีพื้นที่กว้างพอที่จะโอบรับและเปิดใจให้กับมนุษย์ทุกคน

    สิบปีของ BICT FEST กับการค่อยๆ ขยายประตูโรงละครให้กว้างขึ้นทีละนิด : เพราะโรงละครและศิลปะการแสดงมีพื้นที่กว้างพอที่จะโอบรับและเปิดใจให้กับมนุษย์ทุกคน

    สิบปีของ BICT FEST กับการค่อยๆ ขยายประตูโรงละครให้กว้างขึ้นทีละนิด : เพราะโรงละครและศิลปะการแสดงมีพื้นที่กว้างพอที่จะโอบรับและเปิดใจให้กับมนุษย์ทุกคน

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    พื้นที่ศิลปะการแสดงเป็นของใคร?

    คำถามนี้ฟังดูเรียบง่าย เพราะเราอาจตอบได้ทันทีว่า “ก็เป็นของทุกคน” แต่เมื่อมองลึกลงไป เราจะพบว่าโรงละครหรือพื้นที่ศิลปะการแสดงจำนวนไม่น้อยยังถูกออกแบบขึ้นบนเงื่อนไขบางอย่าง เราคาดหวังให้ผู้ชมรู้ว่าเมื่อไรควรเงียบ เมื่อไรควรหัวเราะ เมื่อไรควรปรบมือ และควรนั่งนิ่งอยู่กับที่ตลอดการแสดง เราคาดหวังให้ผู้แสดงมีร่างกายที่แข็งแรง เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว และอยู่ในมาตรฐานที่ศิลปะการแสดงคุ้นเคย

    เมื่อมองเช่นนี้ พื้นที่ศิลปะการแสดงจึงอาจเปิดประตูต้อนรับทุกคนในทางกายภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรู้สึกว่า “ที่นี่เป็นพื้นที่ของฉัน”

    ในปี 2026 BICT Fest ชวนผู้ชมร่วมเดินทางกับ Frolic การแสดงเต้นร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ร่วมกับ Stopgap Dance Company จากสหราชอาณาจักร โดยนักแสดงไทยที่มีและไม่มีความพิการเคลื่อนไหวบนเวทีเดียวกัน ผ่านภาษาของการเคลื่อนไหวร่างกาย การเล่น และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

    สิ่งที่น่าสนใจของ Frolic คือการที่การแสดงชุดนี้ไม่ได้ทำให้ความแตกต่างทางกายภาพหายไป แต่ปล่อยให้ความแตกต่างปรากฏอยู่บนเวทีอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างกายแต่ละคนมีจังหวะ วิธีเคลื่อนไหว และข้อจำกัดของตัวเองทั้งสิ้นไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร แต่ทั้งหมดกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการแสดง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อนหรือทำให้เหมือน ๆ กัน

    สำหรับหลายคน Frolic อาจเป็นไฮไลต์ของ BICT Fest ปีนี้ แต่หากมองย้อนกลับไปตลอดสิบปีที่ผ่านมา การแสดงลักษณะนี้แทบไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นสิ่งที่เทศกาลค่อย ๆ ป้อนคำถามให้กับวงการศิลปะการแสดงและผู้ชมมาตลอดว่า

    “เราจะทำอย่างไรให้โรงละครเป็นพื้นที่ของทุกคนได้จริง”

    คำตอบของ BICT ไม่เคยมาในรูปของถ้อยแถลงหรือคำประกาศ หากอยู่ในรูปของการแสดงแต่ละเรื่องที่ค่อย ๆ ทำหน้าที่ผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นทีละนิด

    ประตูบานแรก : ถ้าโรงละครเป็นของทุกคน ทำไมเด็กเล็กถึงยังไม่มีที่นั่งของตัวเอง?

    เมื่อ BICT Fest เริ่มต้นขึ้นในปี 2016 หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ชื่อของศิลปินที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่คือการตัดสินใจนำเสนอการแสดงอย่าง Alibabach โดยคณะละครโปรตุเกส Companhia de Música Teatral ซึ่งออกแบบมาสำหรับเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ

    การเลือกเช่นนี้ดูเหมือนเป็นเพียงการเพิ่มโปรแกรมสำหรับครอบครัว แต่หากมองให้ลึกลงไป มันกำลังท้าทายความเชื่อเดิมของโลกศิลปะการแสดง

    เพราะเป็นเวลานานที่เรามองว่าเด็กเล็ก “ยังไม่พร้อม” สำหรับโรงละคร พวกเขานั่งไม่นิ่ง ส่งเสียงร้อง วิ่งเล่น หรือมีสมาธิได้ไม่นาน จึงมักถูกกันออกจากพื้นที่แห่งนี้โดยปริยาย

    แต่ศิลปะการแสดงสำหรับเด็กปฐมวัยในหลายประเทศกลับตั้งต้นจากความเชื่ออีกแบบหนึ่ง เด็กไม่จำเป็นต้องเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดจึงจะเข้าถึงศิลปะได้ เพราะก่อนจะเรียนรู้ผ่านภาษา มนุษย์ทุกคนเรียนรู้ผ่านแสง สี เสียง จังหวะ การสัมผัส การเคลื่อนไหว และการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น

    คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เด็กพร้อมสำหรับโรงละครหรือยัง”

    แต่อาจเป็นว่า “โรงละครพร้อมสำหรับเด็กหรือยัง”

    เพียงแค่เปลี่ยนคำถาม ประตูบานแรกก็เริ่มเปิดออก

    โรงละครไม่ใช่พื้นที่ที่เด็กต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถเป็นพื้นที่ที่ผู้ใหญ่เรียนรู้จะออกแบบประสบการณ์ใหม่ให้เหมาะกับเด็กได้เช่นกัน

    ประตูบานที่สอง : ถ้าเด็กดูศิลปะการแสดงได้ แล้วเด็กมีสิทธิ์สร้างศิลปะการแสดงหรือไม่?

    เมื่อประตูเปิดรับผู้ชมกลุ่มใหม่แล้ว BICT Fest ก็เริ่มตั้งคำถามต่อไปว่า การมีส่วนร่วมของเด็กควรหยุดอยู่แค่การนั่งดูหรือไม่

    ในปี 2018 การแสดง horses พาเด็กห้าคนและผู้ใหญ่ห้าคนขึ้นมาแบ่งปันพื้นที่เดียวกันบนเวที ความสำคัญของการแสดงชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่อยู่ที่การทำให้ความสัมพันธ์ที่เราคุ้นชินในชีวิตประจำวันเริ่มสั่นคลอน

    นอกโรงละคร ผู้ใหญ่คือผู้กำหนดกติกา เด็กคือผู้เรียนรู้กติกา

    แต่บนเวทีแห่งนี้ เด็กไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ตาม หากเป็นผู้สร้างจังหวะ ความหมาย และความสัมพันธ์ร่วมกับผู้ใหญ่

    เวทีจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจอย่างแยบยล โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงคำว่า “อำนาจ” เลยแม้แต่ครั้งเดียว

    ในปีเดียวกัน Babymime Show @ Star Wars ยังชวนผู้ชมมองโลกผ่านประสบการณ์ของเด็กออทิสติก ไม่ใช่เพื่ออธิบายว่าอาการออทิสติกคืออะไร แต่เพื่อชวนให้เราตระหนักว่า การรับรู้โลกของมนุษย์นั้นหลากหลายกว่าที่เราคิด

    บางที ปัญหาอาจไม่ใช่ว่ามีคนที่ “แตกต่าง”

    แต่อาจเป็นเพราะเราคุ้นชินกับการออกแบบโลกให้รองรับวิธีการรับรู้เพียงแบบเดียว

    BICT ไม่ได้ให้คำตอบกับผู้ชม

    แต่กำลังชวนให้เราตั้งคำถามใหม่กับความเคยชินของตัวเอง

    ประตูไม่ได้เปิดกว้างขึ้นเพียงสำหรับผู้คน แต่เปิดกว้างสำหรับพื้นที่

    เมื่อพูดถึงการเข้าถึงศิลปะ เรามักคิดถึงการสร้างอาคาร สร้างโรงละคร หรือเพิ่มจำนวนการแสดง

    แต่ BICT กลับเลือกตั้งคำถามอีกแบบหนึ่ง

    ถ้าผู้ชมเดินทางมาหาโรงละครไม่ได้ ทำไมโรงละครจะเดินทางไปหาผู้ชมไม่ได้

    แนวคิดนี้ค่อย ๆ ปรากฏชัดผ่านโครงการ BICT on the MOVE ปี 2023 ที่พาการแสดงออกจากพื้นที่ศิลปะเดิม ไปสู่โรงเรียนและชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ

    คำว่า “การเข้าถึง” จึงไม่ได้หมายถึงการเปิดประตูรออยู่เฉย ๆ แต่หมายถึงการที่นักแสดงยอมก้าวออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคย

    ในเวลาใกล้เคียงกัน ผลงานอย่าง The Choreography และ Little Night และ To Copy ในปี 2024 ก็ชวนผู้ชมตั้งคำถามอีกข้อหนึ่ง

    ทำไมผู้ชมจึงต้องนั่งนิ่งอยู่ในความมืดเสมอไป

    ทำไมการรับชมจึงต้องเกิดขึ้นผ่านดวงตาเพียงอย่างเดียว

    เมื่อผู้ชมได้ขยับร่างกาย ได้เล่น ได้ทดลอง และได้มีส่วนร่วมในการสร้างประสบการณ์ร่วมกับศิลปิน ความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้แสดง” กับ “ผู้ชม” ก็เริ่มพร่าเลือนลง

    ศิลปะการแสดงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บนเวทีเท่านั้น

    แต่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

     

    ประตูบานที่กว้างที่สุด

    หากตลอดสิบปีที่ผ่านมา BICT ค่อย ๆ ขยายความหมายของคำว่า “ผู้ชม”

    ปี 2026 ก็เป็นปีที่เทศกาลกำลังขยายความหมายของคำว่า “ผู้แสดง”

    คำถามที่ Frolic กำลังถามคือ 

    ทำไมเราจึงยังเชื่อว่ามีร่างกายแบบมาตรฐานสำหรับการเต้น

    เมื่อเราพูดถึงการเต้น เรามักนึกถึงความพร้อมเพรียง ความสมดุล หรือเทคนิคที่สมบูรณ์แบบ แต่หากมองการเคลื่อนไหวในฐานะภาษาของมนุษย์ เราจะพบว่าร่างกายทุกแบบต่างมีจังหวะ มีน้ำหนัก และมีความงามในแบบของตัวเอง

    บนเวทีของ Frolic นักแสดงที่มีและไม่มีความพิการไม่ได้พยายามเคลื่อนไหวให้เหมือนกัน

    พวกเขากำลังแสดงให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันไม่ได้เกิดจากการลบความแตกต่างออกไป แต่เกิดจากการออกแบบพื้นที่ที่ทำให้ความแตกต่างสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้

    นั่นอาจเป็นความหมายของคำว่า inclusive ที่ลึกกว่าการ “เปิดโอกาส”

    เพราะการเปิดโอกาสยังมีใครบางคนเป็นผู้มอบ

    แต่การสร้างพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน คือการทำให้ไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นผู้อนุญาตอีกต่อไป

    สิบปีของการผลักประตูของศิลปะการแสดงสำหรับเด็กและเยาวชนให้กว้างขึ้น

    เมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจพบว่า BICT Fest ไม่ได้ขยายโรงละครด้วยการสร้างอาคารที่ใหญ่ขึ้น

    แต่ขยายความหมายของศิลปะการแสดงไปทีละคำถาม

    จากคำถามว่า เด็กเล็กมีที่นั่งในโรงละครหรือไม่

    สู่คำถามว่า เด็กมีสิทธิสร้างเรื่องราวของตัวเองหรือไม่

    จากคำถามว่า ศิลปะควรรอผู้ชมหรือเดินทางไปหาผู้ชม

    สู่คำถามว่า ผู้ชมจำเป็นต้องเป็นเพียงผู้ชมหรือไม่

    และในปีที่สิบ คำถามนั้นเดินทางมาถึงร่างกายของมนุษย์เอง

    ตลอดสิบปีที่ผ่านมา BICT Fest ไม่ได้เพียงชวนผู้คนให้เดินผ่านประตูโรงละครเข้ามา หากยังค่อย ๆ ถามต่อว่า เมื่อเข้ามาแล้ว ทุกคนรู้สึกว่า “พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของเรา” หรือไม่

    เพราะการเปิดประตูอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเท่าเทียม

    ประตูที่เปิดอยู่ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกล้าเดินเข้ามา

    การมีทางลาด ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่

    การมีที่นั่งสำหรับเด็ก ไม่ได้แปลว่าเด็กจะได้รับการรับฟัง

    การมีนักแสดงที่หลากหลาย ไม่ได้แปลว่าความแตกต่างได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

    สิ่งที่ BICT Fest ค่อย ๆ ทำมาตลอดสิบปี จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ชม หรือเพิ่มประเภทของการแสดง หากคือการขยายความหมายของคำว่า “การเป็นส่วนหนึ่ง”

    จากเด็กเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าไม่พร้อมสำหรับโรงละคร

    สู่เด็กที่มีสิทธิสร้างความหมายบนเวที

    จากผู้ชมที่เคยนั่งดูอยู่ในความมืด

    สู่ผู้ชมที่ได้เคลื่อนไหว เล่น และสร้างประสบการณ์ร่วมกับศิลปิน

    จากโรงละครที่รอให้ผู้คนเดินเข้ามา

    สู่โรงละครที่เลือกออกเดินทางไปหาผู้คน

    บางที ความสำเร็จของ BICT Fest อาจไม่ใช่การทำให้คนดูมากขึ้น

    แต่อาจเป็นการทำให้ผู้คนมากขึ้นรู้สึกว่าพื้นที่ของศิลปะการแสดง เป็นพื้นที่ที่ยอมรับพวกเขาในแบบที่เป็น

    และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของการเฉลิมฉลองสิบปีที่ผ่านมา

    ไม่ใช่การที่ประตูโรงละครเปิดกว้างขึ้นเพียงไม่กี่เซนติเมตร

    แต่คือการที่คำว่า “ทุกคน” ค่อย ๆ มีความหมายกว้างขึ้นในทุกครั้งที่ BICT Fest กลับมา

    BICT Fest กลับมาแล้ว 

    และปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้วจ๊ะ

    .

    ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา BICT Fest อาจไม่ได้สร้างโรงละครให้ใหญ่ขึ้น

    แต่ค่อย ๆ ผลักประตูโรงละครให้เปิดกว้างขึ้นทีละนิด

    .

    จากเด็กเล็กที่ครั้งหนึ่งไม่มีพื้นที่ของตัวเอง สู่ผู้ชมที่ได้ลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่วมกับการแสดง 

    จากศิลปะที่รอให้ผู้คนเดินทางมาหา สู่ศิลปะที่ออกเดินทางไปหาผู้คน

     

    และในปีที่ 10 ผ่านมา BICT Fest ชวนเรามองเห็นว่า พื้นที่ศิลปะการแสดงสามารถเปิดกว้างให้กับ ผู้คนที่หลากหลาย ทั้งผู้ชม ผู้แสดง เด็ก ผู้ใหญ่ ทุกวัย ทุกเพศและร่างกายทุกแบบ

    .

    บางที ความหมายของ “Inclusive” ที่ BICT Fest มอบให้พวกเราอาจไม่ใช่การเปิดประตูให้ใครสักคนเดินเข้ามา

    .

    แต่คือการทำให้ทุกคนรู้สึกว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของพวกเขาตั้งแต่แรก

    . 

    Mappa ชวนผู้ใหญ่จูงมือเด็กๆ ก้าวเข้าสู่โรงละคร อีกครั้งที่ ในเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน BICT Fest 2026 “Play Attention: Look Who’s Growing Up” 21-30 สิงหาคม 2569 ทั้ง 11 ผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินไทยและต่างชาติรวม 9 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน เบลเยียม ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย

     

    .

    ติดตามรายละเอียดการจองและราคาบัตรการแสดงได้ที่ https://www.eventpop.me/c/bictfest2026 

    หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงได้ที่เว็บไซต์: https://bictfest.com/2026/

  • SAFE DANGER: เมื่อความไม่รู้กลายเป็นประตูบานแรก ชวนนั่งอยู่กับความไม่เข้าใจสักครู่ สัมผัสความอึดอัดที่ยังไม่มีคำตอบ และปล่อยให้ศิลปะการแสดงเป็น “สนามทดลอง” และ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เด็กๆ ได้กล้าเผชิญสิ่งที่ยังไม่รู้จัก

    SAFE DANGER: เมื่อความไม่รู้กลายเป็นประตูบานแรก ชวนนั่งอยู่กับความไม่เข้าใจสักครู่ สัมผัสความอึดอัดที่ยังไม่มีคำตอบ และปล่อยให้ศิลปะการแสดงเป็น “สนามทดลอง” และ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เด็กๆ ได้กล้าเผชิญสิ่งที่ยังไม่รู้จัก

    SAFE DANGER: เมื่อความไม่รู้กลายเป็นประตูบานแรก ชวนนั่งอยู่กับความไม่เข้าใจสักครู่ สัมผัสความอึดอัดที่ยังไม่มีคำตอบ และปล่อยให้ศิลปะการแสดงเป็น “สนามทดลอง” และ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เด็กๆ ได้กล้าเผชิญสิ่งที่ยังไม่รู้จัก

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    เด็กคนหนึ่งเดินไปโรงเรียนคนเดียวไม่ได้อีกแล้ว

    ไม่ใช่เพราะไกลเกินไป แต่เพราะพ่อแม่กลัว กลัวถนน กลัวคนแปลกหน้า กลัวสิ่งที่เห็นในข่าวเมื่อคืน เขานั่งรถที่มีคนขับ มีคนคอยดู มีเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แน่นอนทุกเช้า

    ที่โรงเรียน ครูมีเฉลยรอไว้ท้ายบทเสมอ ทุกคำถามมีคำตอบที่ถูกต้อง กลับถึงบ้าน พ่อแม่ถามว่าวันนี้เรียนอะไรมา ได้คะแนนเท่าไหร่ พรุ่งนี้มีสอบอะไรบ้าง

    ไม่มีใครทำสิ่งนี้เพราะใจร้าย ทุกคนทำเพราะรัก และเพราะโลกทุกวันนี้ให้เหตุผลมากมายให้กลัว ข่าวร้ายมาถึงเร็วกว่าเดิม ภัยจากคนแปลกหน้าดูใกล้ตัวกว่าเดิม สังคมเมืองไม่เหลือพื้นที่ให้เด็กเดินคนเดียวได้อีกต่อไป

    แต่ความปลอดภัยแบบนี้มีราคาที่มองไม่เห็นในตอนแรก เด็กที่ไม่เคยต้องตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง เพราะมีคนตัดสินใจแทนไว้หมดแล้ว มักไม่มีโอกาสรู้ว่าถ้าไม่มีใครบอก ตัวเองจะเลือกทางไหน

    ลองนึกภาพเด็กอีกคนหนึ่ง

    คนนี้ยืนอยู่หน้าภาพวาดนามธรรมในพิพิธภัณฑ์ ภาพที่มีแต่สีสาดกระจาย ไม่มีรูปคน ไม่มีรูปสัตว์ ไม่มีอะไรให้ชี้บอกว่า “นี่คือ” อะไร

    เขามองมันอยู่นาน ไม่มีใครบอกว่าควรรู้สึกอย่างไร ไม่มีป้ายอธิบายที่ทำให้เข้าใจได้ทันที มีแค่สีและเส้นที่ปะทะกันอยู่ตรงหน้า ที่รอให้เขาตัดสินใจเองว่าจะรู้สึกอย่างไร

    ไม่มีใครทำอะไรตรงนั้น พ่อแม่ยังยืนอยู่ข้างๆ ห้องยังคงเงียบสงบ แต่ในหัวของเขา มีบางอย่างที่ต้องทำงานหนักกว่าปกติ เขาต้องตัดสินใจเองว่าจะยืนดูต่อหรือเดินผ่านไป จะรู้สึกทึ่งหรือรู้สึกงง เขามีความคิดอะไรต่อจากนั้น ถูกหรือผิดอย่างไร ไม่มีใครมาเฉลย

    เด็กสองคนต่างกันตรงไหน

    คนแรก เด็กปลอดภัย เพราะไม่มีอะไรให้เจอเลย ทุกอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ทุกคำถามมีคำตอบที่รออยู่ ชีวิตเรียบร้อยดี

    คนที่สอง เด็กก็ปลอดภัยเหมือนกัน แต่ปลอดภัยแบบที่ยังมีอะไรให้เจออยู่ ยังต้องเผชิญความไม่แน่ใจ ยังต้องตัดสินใจเอง เพียงแต่เผชิญในที่ที่มีคนดูแลอยู่ห่างๆ

    นักวิจัยที่ศึกษาการเล่นของเด็กเคยสังเกตเรื่องที่คล้ายกันนี้ เด็กที่ได้ลองปีนป่ายในที่สูงพอสมควร หรือเล่นเร็วจนเกือบเสียการทรงตัว มักกลัวสิ่งเหล่านั้นน้อยลงเมื่อโตขึ้น เพราะได้ลองเผชิญมันด้วยตัวเองแล้ว ส่วนเด็กที่ไม่เคยได้ลองเลย พวกเขาจะปลอดภัยในตอนแรก แต่ไม่มีทางรู้ว่าตัวเองรับมือกับความกลัวได้ดีแค่ไหน

    เด็กคนแรก อาจโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ทำทุกอย่างถูกต้องตามที่ถูกบอกไว้ แต่ไม่เคยรู้ว่าถ้าไม่มีใครบอก ตัวเองจะเลือกอะไร

    เด็กคนที่สองที่เดินออกจากพิพิธภัณฑ์โดยไม่มีคำตอบว่าภาพนั้นแปลว่าอะไร อาจคิดถึงมันไปอีกหลายวัน ถามตัวเองว่าทำไมสีตรงนั้นถึงทำให้รู้สึกแบบนี้ เขาไม่ได้แค่ดูจบ เขาได้ลองเป็นคนที่ตัดสินใจเอง ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

    นี่คือความต่างของสองคำที่ฟังดูคล้ายกันมาก “พื้นที่ปลอดภัย” กับ “การไม่ต้องเผชิญอะไรเลย” พื้นที่ปลอดภัยยังคงมีความเสี่ยงอยู่ในนั้น มันแค่ทำให้ความเสี่ยงนั้นปลอดภัยพอจะเผชิญ ส่วนการไม่ต้องเผชิญอะไรเลย คือการเอาความเสี่ยงออกไปตั้งแต่ต้น จนไม่เหลืออะไรให้เจออีกเลย

    เทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน BICT Fest 2026 “Play Attention: Look Who’s Growing Up” มีแนวคิดหนึ่งที่ชื่อว่า Safe Danger แนวคิดที่ชวนให้เด็กได้เผชิญความไม่รู้ในพื้นที่ที่ปลอดภัยพอจะทำเช่นนั้นได้ และความหมายที่แท้จริงของ “danger” ใน safe danger คือการก้าวออกไปยังพื้นที่ที่ยังไม่รู้จัก พื้นที่นอกเหนือขอบเขตเดิมที่เด็กเคยรู้จักตัวเอง ทุกครั้งที่เด็กก้าวเข้าไปในความไม่แน่นอน เขากำลังทดสอบและเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นใครได้บ้าง นอกเหนือไปจากตัวตนที่คุ้นเคยเดิม

    ความไม่รู้ไม่ใช่ศัตรูของการเติบโต

    ห้องเรียนมีเฉลยรอท้ายบท การบ้านมีคำตอบให้ตรวจ แม้แต่เกมก็มีกติกาบอกว่าใครแพ้ใครชนะ

    แต่การนั่งดูการแสดงที่ไม่มีบทสรุปตายตัว คือช่วงเวลาหายากที่เด็กได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องรู้อะไรเลย ไม่มีใครถามตอนไฟสว่างว่า “เข้าใจไหม” “ได้อะไรจากเรื่องนี้” เพราะคำถามแบบนั้นเองคือสิ่งที่ปิดกั้นเด็กจากการได้สร้างความหมายของตัวเอง

    นี่คือสิ่งเดียวกับที่เด็กหน้าภาพวาดนามธรรมได้เจอ ไม่มีป้ายอธิบาย ไม่มีใครบอกว่าควรรู้สึกอย่างไร มีแค่ตัวเขากับความไม่รู้ ที่ต้องหาทางอยู่กับมันด้วยตัวเอง

    และเมื่อเด็กได้ฝึกอยู่กับความไม่รู้แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่เขาได้กลับไปไม่ใช่แค่ความสนุกชั่วครู่ แต่คือความสามารถในการนั่งอยู่กับความไม่แน่นอนโดยไม่ตื่นตระหนก และการได้ทดลองเป็นตัวเองในแบบที่ยังไม่เคยลอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่าเขาเป็นใครได้บ้าง

    สังคมที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่ทนกับความไม่แน่นอนไม่ได้ มักเป็นสังคมที่ตัดสินใจด้วยความกลัวมากกว่าความเข้าใจ การให้เด็กได้ฝึกอยู่กับความคลุมเครือตั้งแต่วัยเยาว์ จึงอาจเป็นการลงทุนที่ใหญ่กว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เพื่อพัฒนาการส่วนบุคคล แต่เพื่อเตรียมคนที่คิดเองเป็น พร้อมอยู่ร่วมกับโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้นทุกวัน

    ในเทศกาลฯ ปีนี้ มีศิลปะการแสดงสองงานที่ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับการชวนเด็กมองภาพวาดนามธรรม

    Plock! โดย Grensgeval จากเบลเยียม ที่ศิลปินจะสาดสีตามแรงบันดาลใจจาก Jackson Pollock และผู้ชมอาจเปื้อนไปด้วย ไม่มีกฎว่าสีต้องตกตรงไหน เด็กแต่ละคนที่ดูอยู่ อาจมองเห็นความงามคนละแบบ สนุกกันไปคนละอย่าง

    IYKYK โดย DuckUnit พาผู้ชมนั่งรถกอล์ฟท่องโลกแสงเงาในลานจอดรถ ไม่มีเส้นเรื่อง ไม่มีบทสรุป มีแค่จินตนาการของศิลปินที่เล่นกับสเกลของสิ่งเล็กและสิ่งใหญ่

    การแสดงทั้งสองชุดไม่ได้สอนอะไรเด็กโดยตรง ไม่มีบทเรียนให้จด ไม่มีเฉลยให้จำ ไม่มีคำถามว่า “เข้าใจไหม” หรือ “ได้อะไรจากเรื่องนี้” เพราะคำถามแบบนั้นอาจปิดกั้นเด็กจากการได้สร้างความหมาย และกระบวนการคิดที่กำลังทำงานของตัวเอง

    ศิลปะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด

    นักจิตวิทยาเรียกพื้นที่ที่อยู่ระหว่าง “สิ่งที่เด็กทำเองได้” กับ “สิ่งที่เด็กยังทำเองไม่ได้” ว่าเป็นพื้นที่ที่การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้น ไม่ใช่พื้นที่ที่ทุกอย่างง่ายเกินไปจนไม่ต้องคิด และไม่ใช่พื้นที่ที่ยากเกินไปจนถอดใจ แต่เป็นพื้นที่ตรงกลางที่พอดี ที่เด็กต้องเอื้อมมือไปหยิบ ไม่ใช่พื้นที่ที่วางไว้ให้แล้วในมือ

    Safe danger ก็ทำงานแบบเดียวกันนี้ ในศิลปะไม่ใช่ความปลอดภัยที่ทุกอย่างถูกจัดวางไว้แล้ว และไม่ใช่อันตรายที่ปล่อยให้เด็กเผชิญตามลำพัง แต่เป็นพื้นที่ตรงกลางที่ให้เด็กได้เอื้อมมือไปหาความหมายของตัวเอง โดยมีคนคอยดูอยู่ห่างๆ และด้วยกระบวนการศิลปะเอง มันปลอดภัยเพียงพอ

    ไม่มีกิจกรรมไหนในชีวิตเด็กที่สร้างพื้นที่แบบนี้ได้เป็นธรรมชาติเท่าศิลปะ เพราะศิลปะไม่ต้องพิสูจน์อะไร ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้ มันแค่ตั้งคำถามไว้ตรงหน้า แล้วปล่อยให้คนดูแต่ละคนตอบด้วยวิธีของตัวเอง

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่มนุษย์สร้างศิลปะมาตลอดประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อมีพื้นที่ให้ฝึกคิด ฝึกรู้สึก ฝึกตัดสินใจ ในเรื่องที่ไม่มีคำตอบตายตัว สังคมที่ไม่มีพื้นที่แบบนี้เหลืออยู่เลย มักเต็มไปด้วยคนที่รอคำตอบจากที่อื่นอยู่เสมอ

    ศิลปะการแสดงสำหรับเด็กจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเสริม ไม่ใช่แค่ความบันเทิงสำหรับวันหยุด แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่เหลืออยู่ ที่ยอมให้เด็กได้ไม่รู้อะไรเลยสักครู่ ได้สงสัย ได้เดาไม่ถูก ได้เดินออกมาโดยไม่มีคำตอบสำเร็จรูปติดมือกลับไป

    และบางที นี่แหละคือหน้าที่ที่แท้จริงของศิลปะในการเติบโตของมนุษย์ ไม่ใช่การให้คำตอบ แต่เป็นการฝึกให้มนุษย์คนหนึ่งกล้าอยู่กับคำถาม จนวันหนึ่งเขาจะพบว่าตัวเองตอบมันได้ด้วยตัวเอง

    เด็กคนหนึ่งเดินไปโรงเรียนคนเดียวไม่ได้อีกแล้ว 

    ไม่ใช่เพราะไกลเกินไป แต่เพราะพ่อแม่ และโลกใบนี้อันตรายเกินไป

    ครูมีเฉลยรอไว้ท้ายบทเสมอ 

    พ่อแม่คิดให้แล้วว่ามื้อเย็นควรจะกินอะไร 

    ทุกอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

    .

    เด็กอีกคนหนึ่ง ยืนอยู่หน้าภาพวาดนามธรรมในหอแสดงงานศิลปะ 

    ไม่มีป้ายอธิบาย ไม่มีใครบอกว่าควรรู้สึกอย่างไร 

    มีแค่ตัวเขากับความไม่รู้ ที่ต้องหาทางอยู่กับมันด้วยตัวเอง

    .

    เด็กสองคนนี้ต่างกันตรงไหน

    .

    คนแรกปลอดภัย เพราะไม่มีอะไรให้เจอเลย 

    คนที่สองก็ปลอดภัยเหมือนกัน แต่ปลอดภัยแบบที่ยังมีอะไรท้าทายอยู่

    .

    BICT Fest 2026 “Play Attention: Look Who’s Growing Up” มีแนวคิดหนึ่งชื่อว่า Safe Danger ความไม่รู้ที่ปลอดภัยพอจะเผชิญได้ และความไม่รู้นั้นท้าทายกระบวนการคิดและตีความของเด็กๆ 

    .

    เพราะบางที การเติบโตที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการมีคำตอบให้ทุกอย่าง 

    แต่มาจากการได้ฝึกอยู่กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

    . 

    Mappa ชวนผู้ใหญ่จูงมือเด็กๆ ก้าวเข้าสู่โรงละคร อีกครั้งที่ ในเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน BICT Fest 2026 “Play Attention: Look Who’s Growing Up” 21-30 สิงหาคม 2569 ทั้ง 11 ผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินไทยและต่างชาติรวม 9 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน เบลเยียม ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย

    .

    ติดตามรายละเอียดการจองและราคาบัตรการแสดงได้ที่ https://www.eventpop.me/c/bictfest2026
    หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงได้ที่เว็บไซต์: https://bictfest.com/2026/

  • เมื่อเมืองใหญ่เติบโต และโรงละครอยากชวนผู้ใหญ่และเด็ก ๆ นั่งลงฟังบทกวีจากสายน้ำ แล้วกลับมาถักทอสายใยร่วมกับธรรมชาติอีกครั้ง

    เมื่อเมืองใหญ่เติบโต และโรงละครอยากชวนผู้ใหญ่และเด็ก ๆ นั่งลงฟังบทกวีจากสายน้ำ แล้วกลับมาถักทอสายใยร่วมกับธรรมชาติอีกครั้ง

    เมื่อเมืองใหญ่เติบโต และโรงละครอยากชวนผู้ใหญ่และเด็ก ๆ นั่งลงฟังบทกวีจากสายน้ำ แล้วกลับมาถักทอสายใยร่วมกับธรรมชาติอีกครั้ง

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    หากเราลองหยุดยืนนิ่งๆ บนทางเท้าของกรุงเทพมหานครในเวลาเย็น ยืนมองดูคลื่นมนุษย์ที่เคลื่อนผ่านไปมาท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ขยับเขยื้อนอย่างเชื่องช้า แสงสะท้อนจากกระจกของตึกสูงเสียดฟ้า และหน้าจอโฆษณาดิจิทัลขนาดมหึมาที่ส่องแสงวาบผ่านความมืดสลัว สิ่งหนึ่งที่เราจะพบเห็นจนชินตาคือ ภาพของเด็กๆ ในชุดนักเรียนที่นั่งนิ่งสนิทอยู่บนเบาะรถยนต์ หรือบนขบวนรถไฟฟ้า ดวงตาของพวกเขาจับจ้องอยู่กับหน้าจอสมาร์ตโฟนขนาดพกพา นิ้วเล็กๆ ขยับเลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว

    ในเมืองใหญ่ที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ทัศนียภาพรอบตัวของเด็กยุคนี้ถูกแทนที่ด้วยคอนกรีตและสัญญาณอนาล็อก โลกของพวกเขาหดแคบลงเหลือเพียงสองมิติที่ราบเรียบ แบนราบ และเต็มไปด้วยคำตอบสำเร็จรูปที่ปัญญาประดิษฐ์หรืออัลกอริทึมพร้อมจะยื่นให้ภายในเสี้ยววินาที

    ผู้ใหญ่อย่างพวกเรามักตื่นตระหนกกับสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ภาวะขาดแคลนธรรมชาติ” (Nature Deficit Disorder) เรากังวลว่าลูกๆ กำลังห่างเหินจากต้นไม้ ผืนดิน และสายน้ำ เรากลัวว่าร่างกายของพวกเขาจะอ่อนแอ และจิตใจจะเปราะบางจากการถูกขังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมปรับอากาศ พ่อแม่ยุคใหม่จำนวนมากที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจึงพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิถีทางที่พวกเราคุ้นเคย นั่นคือการจูงมือลูกออกไปเที่ยวธรรมชาติในวันหยุด พาลูกไปเหยียบทราย ปีนต้นไม้ หรือไม่ก็พยายามพร่ำสอนบทเรียนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านหน้าหนังสือ “ห้ามทิ้งขยะลงแม่น้ำนะลูก” “เราต้องช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อลดโลกร้อน”

    ทว่า ในความเป็นจริงของวิถีชีวิตคนเมือง เราไม่สามารถพาลูกเดินทางไปเดินป่าหรือสัมผัสต้นธารน้ำตกได้ทุกวัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การสอนเรื่องธรรมชาติผ่าน “ความกลัว” “คำสั่ง” และ “ข้อมูลสำเร็จรูป” มักทำหน้าที่ไม่ต่างจากการป้อนข้อสอบ เด็กๆ ท่องจำได้ว่าต้นไม้ปล่อยออกซิเจน รู้ว่าน้ำคือสิ่งจำเป็นต่อชีวิต แต่ในระดับจิตใต้สำนึก พวกเขากลับมองธรรมชาติเป็นเพียง “สิ่งภายนอก” เป็นวัตถุที่แยกขาดจากตัวเขา เป็นหัวข้อหนึ่งในวิชาประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ที่ต้องท่องจำเพื่อนำไปเขียนตอบในแผ่นกระดาษ

    คำถามสำคัญที่ Mappa และ BICT Fest อยากชวนพ่อแม่มาขบคิดร่วมกันในเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน 2026 นี้

     

    PLAY ATTENTION! 

    ในแวบแรก การพาลูกเดินเข้าโรงละครเพื่อเรียนรู้เรื่องธรรมชาติอาจฟังดูย้อนแย้ง พ่อแม่บางท่านอาจตั้งคำถามว่า “หากอยากให้ลูกใกล้ชิดธรรมชาติ ทำไมจึงต้องพามานั่งในโรงละคร แทนที่จะพาไปสวนสาธารณะ?”

    คำตอบที่ซ่อนอยู่หลังผืนม่านก็คือ ศิลปะการแสดงไม่ได้ทำหน้าที่แทนการไปเหยียบผืนดินของจริง แต่มันทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมผัสสะ” (Sensory Bridge) โรงละครและความเงียบจะช่วยทำลายเสียงอึกทึกของเมืองใหญ่ที่กลบประสาทสัมผัสของเด็กมาตลอดทั้งชีวิต ลอกความแบนราบของหน้าจอดิจิทัลออกไป และทำหน้าที่ปลุกประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ตัวเล็กให้ตื่นรู้ อ่อนโยน และไวต่อการสดับฟังเสียงของโลกใบนี้อีกครั้ง

    การพาลูกไปเหยียบผืนดินคือการสัมผัสธรรมชาติทางกายภาพ แต่การพาลูกมาสู่โรงละครแห่งนี้ คือการฝังสายใยแห่งธรรมชาติต่างหาก

    จากผู้สังเกตการณ์สู่เนื้อเดียวกับธรรมชาติ ผ่าน “Deep Listening” และขบวนแห่สายน้ำ

    เมื่อเราก้าวผ่านประตูโรงละคร สิ่งแรกที่ศิลปะการแสดงมอบให้เราคือ “ความเงียบ” และความเงียบนี้เองที่เป็นสารอาหารส่วนแรกที่เด็กเมืองใหญ่ขาดแคลน ในชีวิตประจำวัน หูของเด็กถูกกระตุ้นด้วยเสียงสังเคราะห์ เสียงแตรรถ เสียงเครื่องปรับอากาศ และเสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอตลอดเวลา สมองของพวกเขาจึงสร้างกลไกป้องกันตัวด้วยการ “ปิดรับการฟัง” พวกเขาได้ยิน แต่พวกเขาไม่ได้ “ฟัง”

    ในเทศกาล BICT Fest 2026 การแสดงชุด พาเหรดพาใจ ~ บาดาล บันดาล จากประเทศไทย ได้เลือกที่จะเปิดฉากด้วยการทำลายความเงียบนั้นอย่างละเมียดละไม ไม่ใช่ด้วยดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่เร่งเร้า ทว่าคือเสียงดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิมและเสียงของน้ำที่ไหลรินโดยเครื่องดนตรีที่ศิลปินประดิษฐ์จากไม้ไผ่ จังหวะที่เสียงน้ำกระทบกันท่ามกลางความสงบ ได้ทำหน้าที่ดึงดวงตาของเด็กๆ จากโลกหน้าจออันนิ่งสนิท ให้หันกลับมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะตรงหน้า

    การแสดงชุดนี้เป็นรูปแบบ Participatory Sound Performance หรือการแสดงเสียงแบบมีส่วนร่วม ซึ่งทลายกรอบคิดเดิมของโรงละครที่เด็กต้องนั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้ ศิลปินไม่ได้มานั่งเล่นดนตรีให้ฟัง แต่พวกเขาเชื้อเชิญให้มนุษย์ตัวเล็กพาเนื้อตัวและร่างกายลุกขึ้นก้าวเดิน ก้าวเท้าเข้าสู่ขบวนแห่ และกลายเป็นผู้สร้างเสียงร่วมกับธรรมชาติ

    นี่คือจุดเปลี่ยนมุมมอง ที่สำคัญยิ่งสำหรับพ่อแม่ที่รักธรรมชาติ ในการใช้ชีวิตปกติ เด็กๆ มักถูกวางตำแหน่งให้เป็นเพียง “ผู้สังเกตการณ์” (Observer) ยืนดูต้นไม้ ยืนดูแม่น้ำ โดยมีผู้ใหญ่คอยชี้นำบอกเล่า แต่ในขบวนแห่สายน้ำ Parade Pajai เด็กๆ ถูกยกระดับให้เป็น เนื้อเดียวกันกับธรรมชาติ 

    เมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับเครื่องมือสร้างเสียง ได้ยินเสียงฝีเท้าของเพื่อนข้างๆ ผสมผสานกับเสียงน้ำที่ตนเองและศิลปินร่วมกันบรรเลง สมองของพวกเขาไม่ได้ทำงานผ่านการคิดวิเคราะห์ แต่มันทำงานผ่าน “ผัสสะและการลงมือ” พวกเขาขบคิดและตีความหมายของเสียงน้ำผ่านจังหวะการก้าวเดินของร่างกายตนเอง

    กระบวนการนี้ทำให้เด็กๆ ค้นพบด้วยตัวเองว่า เสียงของธรรมชาตินั้นไม่ได้แยกขาดจากเสียงลมหายใจของพวกเขา ขบวนแห่ที่เคลื่อนตัวไปพร้อมกับเสียงดนตรีดั้งเดิมทำหน้าที่สะกิดเตือนใจว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวในบทเรียนวิทยาศาสตร์ แต่คือวิถีชีวิต คือสายใย และคือความรื่นรมย์ที่มนุษย์สามารถมีส่วนร่วมและโอบอุ้มไว้ร่วมกันได้ด้วยสองมือของตนเอง

    จิตวิญญาณของสายน้ำที่ลื่นไหล การดึงผัสสะจากบลูสกรีนสู่มิติแห่งชีวิต

    ถัดจากขบวนแห่เสียงในพื้นที่เปิด เทศกาลนำพาผู้ชมตัวเล็กลึกลงไปสู่โลกแห่งจินตนาการอันลึกล้ำผ่านการแสดงชุด Jala Lan Jana ซึ่งเป็นหุ่นเชิดสายน้ำร่วมสมัยส่งตรงจากประเทศอินโดนีเซีย

    สำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะวัยเริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป โลกในหน้าจอดิจิทัลมอบภาพที่สีสันฉูดฉาดและเคลื่อนไหวรวดเร็วก็จริง แต่ขอบเขตของมันกลับนิ่งสนิทและไร้มิติความลึก หน้าจอไม่เคยเปลี่ยนอุณหภูมิ ไม่เคยมีหยดน้ำกระเซ็น และไม่เคยมีกลิ่นอายของผืนดิน การจ้องหน้าจอนานๆ จึงทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาพร้อมกับผัสสะที่หยาบกระด้างและต้องการสิ่งเร้าที่แรงขึ้นเรื่อยๆ

    แต่เมื่อพวกเขาได้มานั่งลงตรงหน้าการแสดง Jala Lan Jana โลกของพวกเขาจะถูกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความลื่นไหลของสายน้ำที่แท้จริง หุ่นเชิดร่วมสมัยที่ขยับเขยื้อนอยู่บนผิวน้ำ ผสมผสานกับเสียงเครื่องดนตรีดั้งเดิมของอินโดนีเซีย ได้สร้างมิติทางสายตาและการรับรู้ใหม่ให้กับเด็กๆ

    น้ำในการแสดงนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลัง แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้เล่าเรื่องและต้นธารของชีวิต”

    ดวงตาคู่เล็กๆ ของผู้ชมตัวน้อยจะเริ่มสังเกตเห็นการสะท้อนของแสงไฟบนผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว เห็นวงน้ำที่ขยายตัวออกเมื่อหุ่นเชิดขยับ และได้ยินเสียงจุ่ม เสียงสาด เสียงหยดน้ำที่เป็นธรรมชาติจริงๆ การเคลื่อนไหวของน้ำที่ไม่มีวันซ้ำเดิมในแต่ละวินาทีขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพเคลื่อนไหววนลูปในหน้าจอโทรศัพท์

    นี่คือกลไกของศิลปะที่เข้าไปทำหน้าที่ฝัง ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติลงในใจเด็ก พ่อแม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมักกังวลว่าจะสอนลูกอย่างไรให้เคารพธรรมชาติ การแสดงหุ่นเชิดสายน้ำชิ้นนี้ตอบคำถามนั้นโดยปราศจากการสั่งสอน ศิลปินไม่ได้บอกว่าน้ำมีประโยชน์อย่างไร แต่ศิลปะทำให้เด็กๆ ตกหลุมรัก ความงดงามและความลื่นไหลของน้ำตรงหน้า

    ตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ มนุษย์จะยอมปกป้องและดูแลเฉพาะสิ่งที่ตนเองรู้สึกผูกพันและรัก การที่เด็กได้สัมผัสถึงความอ่อนโยน ความทรงพลัง และจิตวิญญาณของสายน้ำผ่านประสบการณ์สุนทรียศาสตร์ในโรงละคร จะหล่อหลอมให้หัวใจของเขาอ่อนน้อมต่อธรรมชาติโดยสัญชาตญาณ วันข้างหน้าเมื่อพวกเขาเห็นแม่น้ำในโลกจริง ภาพจำและมวลอารมณ์แห่งความเคารพจากโรงละครจะทำหน้าที่ปกป้องสายน้ำนั้นเอง โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องเอ่ยปากเตือน

    ร่างกายที่เปราะบางบนคอนกรีต กายกรรมวิพากษ์สังคมหน้าจอจากเกาหลีใต้

    หากสองการแสดงแรกคือการพากลับไปฟังและสัมผัสสายน้ำ การแสดงชุดที่สามอย่าง Tree Trees Tres จากประเทศเกาหลีใต้ คือการปะทะและตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมากับวิถีชีวิตของมนุษย์เมืองในปัจจุบัน

    ด้วยศาสตร์ของกายกรรมร่วมสมัย (Contemporary Circus and Acrobatics) ศิลปินจากเกาหลีใต้ได้สร้างสรรค์โชว์ที่เป็นเสมือน “หน้าต่างบานใหญ่” ส่องมองสังคมยุคดิจิทัล 

    บนเวทีที่ดูเรียบง่าย ร่างกายของนักแสดงต้องเผชิญหน้าและโต้ตอบกับสัญลักษณ์ของธรรมชาติ นั่นคือ “ต้นไม้” กายกรรมร่วมสมัยเป็นศาสตร์ที่ทำงานกับร่างกายและความเป็นความตายอย่างซื่อตรง ทุกการปีนป่าย การทรงตัวบนความสูง และการทิ้งตัวลงมาขัดแย้งกับแรงดึงดูดของโลก ล้วนต้องการความจดจ่อและการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจอย่างที่สุด มันไม่มีปุ่ม Undo ไม่มีตัวช่วยกรอภาพกลับแบบในวิดีโอออนไลน์ ทุกอย่างคือความจริงตรงหน้า ณ ปัจจุบันขณะ

    การแสดงนี้เลือกที่จะสื่อสารผ่านความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะ ทว่าเนื้อในกลับกะเทาะเปลือกความจริงที่น่าใจหายของผู้ใหญ่และเด็กเมืองใหญ่ ร่างกายของนักแสดงที่พยายามดิ้นรน ทรงตัว หรือติดขัดเมื่อต้องแยกขาดจากธรรมชาติ และความงดงามทรงพลังที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสามารถสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกับท่อนไม้และต้นไม้ได้สำเร็จ มันฉายภาพให้ผู้ชมเห็นอย่างทรงพลังว่า เมื่อมนุษย์ตัดขาดจากผืนดินและต้นไม้ ร่างกายและจิตวิญญาณของเราจะเปราะบางและไร้สมดุลเพียงใด

    สำหรับเด็กๆ การได้ดู Tree Trees Tres คือประสบการณ์ที่ไม่ได้มีบทสรุปสำเร็จรูปมาบอกตอนท้ายว่า “เด็กๆ ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมนะ” แต่หัวใจสำคัญคือการที่พวกเขาได้เฝ้ามอง ได้ลุ้น และได้ซึมซับ “ความรู้สึกและสายใยความเคารพที่ศิลปินมีต่อธรรมชาติ” ผ่านภาษาทางร่างกายของเขา 

    ในห้วงยามที่นักกายกรรมใช้กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และทุ่มเทลมหายใจเพื่อทรงตัว ปีนป่าย หรือพึ่งพาอาศัยท่อนไม้อย่างจดจ่อในพื้นที่จริง ความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างมนุษย์กับวัตถุธรรมชาติที่ศิลปินถ่ายทอดออกมานั้นเข้มข้นพอที่จะส่งผ่านเป็นมวลอารมณ์ความรู้สึกตรงเข้าสู่ผัสสะของผู้ชม

    เด็กๆ จะได้เห็น ได้ลุ้น และได้ตีความหมายเหล่านั้นผ่านเสียงหัวเราะและความตื่นเต้นด้วยปัญญาและความคิดของตนเอง พวกเขาจะรับรู้และตกตะกอนได้ทันทีผ่านประสบการณ์ตรงว่า ร่างกายของมนุษย์เราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นั่งนิ่งอยู่บนเบาะและจ้องมองหน้าจอสี่เหลี่ยมอันราบเรียบ แต่ร่างกายของเรามีชีวิต มีพลังงานที่อยากจะโลดแล่น และสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกับโลกภายนอกและผืนดินอันกว้างใหญ่ 

    สำหรับพ่อแม่ การแสดงนี้จึงทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่เตือนสติได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด ว่าพายุแห่งความเร่งรีบและหน้าจอดิจิทัลที่เรายื่นให้ลูกเพื่อแลกกับความสะดวกสบายในแต่ละวันนั้น กำลังพรากสมดุลแห่งความเป็นมนุษย์ ศักยภาพทางร่างกาย และโอกาสที่พวกเขาจะได้รู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติตามวิถีที่ควรจะเป็นไปทีละน้อย

    เมื่อผืนม่านปิดลง สายใยแห่งธรรมชาติตื่นรู้ตลอดไป

    เมื่อการแสดงสิ้นสุดลง เสียงปรบมือยาวนานดังกึกก้องก่อนจะค่อยๆ ซาลง ผืนม่านปิดตัวลงพร้อมกับการก้าวเท้าออกจากโรงละครของเหล่าผู้ชมตัวเล็กและครอบครัว

    ทว่า สิ่งที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือ “โลกภายใน” ของเด็กๆ ที่เดินจูงมือพ่อแม่กลับออกไปสู่ป่าคอนกรีตภายนอก

    ชั่วโมงที่ผ่านมาในความมืดและพื้นที่ปลอดภัยของศิลปะการละครไม่ได้มอบคำตอบสำเร็จรูปหรือแผ่นพับสาระสิ่งแวดล้อมกลับบ้านไปให้พวกเขา แต่มันได้ปลุกประสาทสัมผัสที่ให้กลับมาตื่นตัวอย่างสมบูรณ์แบบ เด็กๆ เดินออกจากโรงละครพร้อมกับหูที่เริ่มได้ยินเสียงลมหายใจของเมือง หูที่ไวต่อการสดับฟังเสียงน้ำหยด พวกเขาเดินออกไปด้วยหัวใจที่ตกหลุมรักความลื่นไหลของสายน้ำ และร่างกายที่อยากจะโลดแล่นปีนป่ายต้นไม้เหมือนดั่งนักกายกรรม

    นี่คือสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ศิลปะการแสดงและการละครสำหรับเด็กไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยประดับรสนิยม หรือเป็นเพียงกิจกรรมฆ่าเวลาในวันหยุด หากแต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางจิตวิญญาณและปัญญา” ที่เด็กในเมืองใหญ่ยุคปัจจุบันขาดไม่ได้ ช่วยฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ โอบอุ้มความไม่รู้ และสร้างสะพานเชื่อมให้เด็กๆ กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง

    ในโลกที่ความเจริญทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์พยายามป้อนคำตอบสำเร็จรูปให้เราง่วนอยู่กับความเร็ว Mappa ขอเชิญชวนผู้ใหญ่และพ่อแม่ทุกท่าน วางความเร่งร้อนทิ้งไว้ข้างหลัง จูงมือมนุษย์ตัวเล็กมานั่งลงในความเงียบร่วมกันอีกครั้ง มาร่วมสดับฟังบทกวีแห่งสายน้ำ สบตาตัวตนผ่านกระจกเงา และมองผ่านหน้าต่างบานกว้างไปสู่โลกธรรมชาติ

    เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับความเคารพในฐานะผู้ชมผู้มีปัญญา ได้ใช้ผัสสะของตนเองถักทอสายใยร่วมกับผืนดินและสายน้ำ ประสบการณ์นั้นจะหล่อหลอมให้เขาเติบโตไปเป็นมนุษย์ที่มั่นคง แข็งแกร่งจากภายใน และไม่ว่าจะเติบโตไปอยู่ในตึกสูงเสียดฟ้าหรือเมืองใหญ่ขนาดไหน จิตวิญญาณของเขาจะยังคงได้ยินเสียงของผืนดิน ย้ำเตือนความจริงอยู่เสมอว่า “เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” และพร้อมจะโอบอุ้มโลกใบนี้ไว้ด้วยความรักและปัญญาของตนเองตลอดไป

    หากเราลองหยุดยืนนิ่งๆ บนทางเท้าของเมืองใหญ่ในเวลาเย็น 

    ทัศนียภาพรอบตัวของเด็กยุคนี้ถูกแทนที่ด้วยคอนกรีตและโลกดิจิทัล

    โลกของพวกเขาหดแคบเหลือเพียงสองมิติ 

    และเต็มไปด้วยคำตอบสำเร็จรูปที่อัลกอริทึมพร้อมจะยื่นให้ในเสี้ยววินาที 

     

    .

     ผู้ใหญ่อย่างพวกเรามักตื่นตระหนกกับ “ภาวะขาดแคลนธรรมชาติ” (Nature Deficit Disorder) แต่การสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านคำสั่งหรือข้อมูลสำเร็จรูป มักทำหน้าที่ไม่ต่างจากการป้อนข้อสอบให้เด็กท่องจำ จนพวกเขามองธรรมชาติเป็นเพียง “สิ่งภายนอก” ที่แยกขาดจากตัวเขา

    . 

    เทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน BICT Fest 2026 “Play Attention: Look Who’s Growing Up ชวนคุณและเด็กๆ มาร่วมสัมผัสธรรมชาติผ่าน 3 กระบวนการทางศิลปะที่ไม่มีคำสั่งสอน 

    . 

    🌊 จากผู้สังเกตการณ์สู่เนื้อเดียวกับธรรมชาติ | พาเหรดพาใจ ~ บาดาล บันดาล ทลายกรอบเดิมที่เด็กต้องนั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้ สู่การแสดงเสียงแบบมีส่วนร่วมที่เชิญชวนให้มนุษย์ตัวเล็กลุกขึ้นก้าวเดิน และกลายเป็นผู้สร้างเสียงร่วมกับธรรมชาติ ค้นพบด้วยตัวเองผ่านผัสสะว่า เสียงของธรรมชาตินั้นไม่ได้แยกขาดจากเสียงลมหายใจของพวกเขาเลย 

    . 

    💧 ซึมซับจิตวิญญาณของสายน้ำที่ลื่นไหล | Jala Lan Jana หุ่นเชิดสายน้ำร่วมสมัยจากอินโดนีเซีย ที่ดึงผัสสะของเด็กเล็กออกจากโลกหน้าจออันนิ่งสนิท มาสู่มิติความลึกและการเคลื่อนไหวที่ไม่คงที่ของผิวน้ำ ศิลปะทำให้เด็กๆ ตกหลุมรักและเคารพความงดงามของสายน้ำตรงหน้า เพราะมนุษย์จะยอมปกป้องและดูแลเฉพาะสิ่งที่ตนเองรู้สึกผูกพันและรักเท่านั้น 

    . 

    🪵 ร่างกายที่เปราะบางบนคอนกรีต | Tree Trees Tres กายกรรมร่วมสมัยจากเกาหลีใต้ที่วิพากษ์สังคมหน้าจออย่างตรงไปตรงมา ผ่านการใช้ร่างกายดิ้นรน ทรงตัว และพึ่งพาอาศัยท่อนไม้ในพื้นที่จริง เด็กๆ จะได้เฝ้ามอง ได้ลุ้น และซึมซับ “สายใยความเคารพที่ศิลปินมีต่อธรรมชาติ” ผ่านผัสสะและการตีความด้วยปัญญาของตนเอง ว่าร่างกายของเรามีชีวิต มีกล้ามเนื้อ มีข้อต่อที่อยากจะโลดแล่นและเชื่อมโยงกับผืนดินอันกว้างใหญ่ 

    . 

    เมื่อผืนม่านปิดลง สายใยแห่งธรรมชาติตื่นรู้ตลอดไป 

    . 

    ศิลปะการแสดงและการละครสำหรับเด็กไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยประดับรสนิยม หากแต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางจิตวิญญาณและปัญญา” ที่ฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ โอบอุ้มความไม่รู้ และสร้างสะพานเชื่อมให้เด็กๆ กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง 

     

    . 

    Mappa ขอเชิญชวนผู้ใหญ่และพ่อแม่ทุกท่าน วางความเร่งร้อนทิ้งไว้ข้างหลัง จูงมือมนุษย์ตัวเล็กมานั่งลงในความเงียบร่วมกันอีกครั้งในเทศกาล BICT Fest 2026 

    . 

    เพื่อหล่อหลอมเด็ก ๆ ให้เติบโตไปเป็นมนุษย์ที่มั่นใจ แข็งแกร่งจากภายใน และไม่ว่าจะเติบโตไปอยู่ในตึกสูงเสียดฟ้าหรือเมืองใหญ่ขนาดไหน จิตวิญญาณของเขาจะยังคงได้ยินเสียงของผืนดิน ย้ำเตือนความจริงอยู่เสมอว่า “เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ”

    .

    ติดตามรายละเอียดการจองและราคาบัตรการแสดงได้ที่ https://www.eventpop.me/c/bictfest2026
    หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงได้ที่เว็บไซต์: https://bictfest.com/2026/

  • เมื่อการศึกษาที่แท้จริงคือการปฏิเสธที่จะส่งต่อความเชื่องและการยอมจำนน : ปรัชญาจาก Paulo Freire ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่ ‘ถอดรหัสโลก’ ‘อ่านโครงสร้างอำนาจ’ และพลิกบทบาทจาก ‘ผู้รอรับ’ สู่ ‘ผู้ใช้การศึกษากำหนดชีวิต’

    เมื่อการศึกษาที่แท้จริงคือการปฏิเสธที่จะส่งต่อความเชื่องและการยอมจำนน : ปรัชญาจาก Paulo Freire ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่ ‘ถอดรหัสโลก’ ‘อ่านโครงสร้างอำนาจ’ และพลิกบทบาทจาก ‘ผู้รอรับ’ สู่ ‘ผู้ใช้การศึกษากำหนดชีวิต’

    เมื่อการศึกษาที่แท้จริงคือการปฏิเสธที่จะส่งต่อความเชื่องและการยอมจำนน : ปรัชญาจาก Paulo Freire ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่ ‘ถอดรหัสโลก’ ‘อ่านโครงสร้างอำนาจ’ และพลิกบทบาทจาก ‘ผู้รอรับ’ สู่ ‘ผู้ใช้การศึกษากำหนดชีวิต’

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    เช้าวันจันทร์ เด็กๆ เดินเรียงแถวเข้าห้องเรียน 

    นั่งลงที่โต๊ะ

    เปิดสมุด 

    แล้วรอรับคำอธิบายจากครูที่กำลังพูดอยู่หน้ากระดาน 

    ภาพที่เกิดขึ้นในห้องเรียนทั่วโลกนี้ไม่ต่างอะไรกับการหยิบกระบอกน้ำเปล่า เปิดฝา แล้วรอให้คนที่มีอำนาจเหนือกว่าเทน้ำสะอาดลงมาจนเต็ม หน้าที่ของเด็กคือ รองรับ รักษา และนำน้ำกระบอกนั้นไปเทคืนในห้องสอบ เพื่อแลกกับเกรด และการประเมินผล

    บรรยากาศแบบนี้ดูสงบเรียบร้อยดี แต่ในสายตาของ เปาโล เฟรเร (Paulo Freire) เรื่องนี้คือโศกนาฏกรรมที่เงียบเชียบที่สุดของมนุษยชาติ เพราะมันไม่ใช่กระบวนการของการศึกษา แต่เป็นการฝึกให้คนเชื่องและยอมจำนนต่อระบบโดยไม่มีเงื่อนไข และหากปล่อยให้เด็กๆ เติบโตมาด้วยจิตวิญญาณการเรียนรู้แบบนี้ต่อไป ในวันหนึ่งพวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เดินไปติดกับดักและถูกระบบบดขยี้จนอ่อนแอและพังทลาย

    เปาโล เฟรเร คือใคร 

    Mappa ชวนมาอ่านและทำความรู้จักเขาไปด้วยกัน

    เด็กชายผู้หิวโหยแห่งเรซีฟี

    หากเดินทางย้อนเวลากลับไปที่เมืองเรซีฟี (Recife) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ใน ค.ศ. 1921 จะพบเด็กชายตัวผอมคนหนึ่งกำลังนั่งมองตัวอักษรในหนังสือเรียนด้วยสายตาเลื่อนลอย เด็กชายคนนั้นคือ เปาโล เฟรเร ที่ครอบครัวเพิ่งเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนสถานะจากชนชั้นกลางกลายเป็นคนยากจนในชั่วข้ามคืน

    เรซีฟีในยุคนั้นคือภาพสะท้อนของระบบศักดินาที่ตกทอดมาจากยุคอาณานิคม ที่ดินทำกินและอุตสาหกรรมน้ำตาลเกือบทั้งหมดของบราซิลตกอยู่ในมือของเจ้าที่ดินกลุ่มน้อย ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่คือชาวนาไร้ที่ดินที่ต้องอยู่ภายใต้เส้นความยากจน ครอบครัวของเฟรเรตกอยู่ในบริบทนั้นพอดี พวกเขาต้องย้ายไปอยู่เมืองจาโบอาเตา (Jaboatão) เพื่อลดค่าครองชีพ

    ที่นั่นเองที่เด็กชายเปาโลได้สัมผัสกับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิต นั่นคือ ความหิวโหย เขาบันทึกไว้ในภายหลังว่า ความหิวไม่ใช่แค่ความรู้สึกแสบท้อง แต่มันคือสภาวะความทุกข์ที่เข้ามายึดครองสติปัญญาและร่างกายทั้งหมด ในห้องเรียน ตัวอักษรบนหน้ากระดาษว่างเปล่าไร้ความหมาย เพราะตัวอักษรเหล่านั้นไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้ แต่ในห้วงความหิวโหยสิ่งที่อยู่หน้ากระดานกลายร่างเป็นอาหารที่เขาเอื้อมมือไปไม่ถึง

    ประสบการณ์ในช่วงเวลานั้น กลายเป็นรากฐานทางทฤษฎีที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเฟรเร เขาไม่ได้มองความยากจนผ่านหนังสือและตำรับตำราสังคมศาสตร์ แต่มองมันผ่านความทรงจำของเด็กที่หิวจนท้องกิ่ว เขาตระหนักว่าความล้มเหลวทางการศึกษาของเด็กยากจนนั้น ไม่ได้เกิดจากความโง่เขลาหรือความขี้เกียจอย่างที่ชนชั้นนำชอบตราหน้า แต่เกิดจากโครงสร้างสังคมที่อยุติธรรม ซึ่งเหยียบย่ำมนุษย์ก่อนที่พวกเขาจะได้เปิดหนังสือหน้าแรกด้วยซ้ำ

    ชีวิตของเฟรเรพลิกผันเมื่ออายุ 13 ปีเมื่อบิดาเสียชีวิต เขาดิ้นรนจนได้รับทุนการศึกษาและเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเรซีฟี แต่หลังว่าความคดีแรกที่เกี่ยวกับการทวงหนี้ให้กับชาวนา เขาก็ตระหนักทันทีว่าระบบกฎหมายไม่ได้สร้างมาเพื่อความยุติธรรมของคนจน และในตอนนั้น เขาหันหลังให้อาชีพทนายความในทันที และอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับการศึกษา

    ปาฏิหาริย์ในไร่อ้อย: คน 300 คน อ่านออกเขียนได้ใน 45 วัน

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชื่อของเฟรเรสั่นสะเทือนไปทั่วโลกเกิดขึ้นในช่วงปี 1960 ที่ไร่อ้อยอันกว้างใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ที่นั่นเต็มไปด้วยคนงานตัดอ้อยที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และภายใต้กฎหมายบราซิลในยุคนั้น ผู้ที่ไม่รู้หนังสือจะไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างเด็ดขาด นั่นหมายความว่า การทำให้คนอ่านออกเขียนได้ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือการเปิดประตูสู่สิทธิ์ทางการเมืองด้วยเช่นกัน 

    ระบบการศึกษาดั้งเดิมพยายามส่งครูไปสอนให้คนงานเหล่านนั้นท่องจำประโยคซ้ำซากที่ไร้ความหมาย เช่น “เอวาเห็นองุ่น” ซึ่งคนงานตัดอ้อยไม่เคยเห็นเอวาและไม่เคยได้กินองุ่น ผลลัพธ์จึงเป็นไปตามความคาดหมาย คือไม่มีคนไหนอ่านออกเขียนได้เลย

    เฟรเรเลือกที่จะทำสิ่งตรงกันข้าม เขาและทีมนักศึกษาลงไปฝังตัวอยู่กับชุมชนคนงาน สังเกตพฤติกรรม และฟังประโยคสนทนาในชีวิตจริง จนได้ชุดคำสำคัญที่คนงานใช้บ่อยด้วยความรู้สึกร่วมอย่างสุดขีด เช่น ดิน (Terra), งาน (Trabalho), ค่าแรง (Salário), อิฐ (Tijolo) จากนั้นจึงนำคำเหล่านี้มาเป็นหัวข้อในสิ่งที่เรียกว่า วงกลมวัฒนธรรม (Culture Circles) นั่งล้อมวงคุยกัน ตั้งคำถามจากสิ่งที่ผูกพันกับชีวิตและหยาดเหงื่อของพวกเขาเหล่านั้นจริงๆ

    เหตุการณ์นั้นกลายเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศ เพราะภายในเวลาเพียง 45 วัน คนงานตัดอ้อย 300 คนไม่เพียงอ่านออกเขียนได้ พวกเขายังลุกขึ้นมาตั้งคำถามกลางวงสนทนาว่า ทำไมพวกเขาที่ปลูกและตัดอ้อยทุกวันกลับไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และทำไมค่าแรงที่ได้รับไม่เคยพอซื้ออาหารให้ลูกกิน?

    การเรียนรู้แบบนี้ทำให้ผู้มีอำนาจหวาดกลัวอย่างมาก เพราะเมื่อไหร่ที่ผู้คนเริ่มตั้งคำถาม โครงสร้างอำนาจที่ค้ำจุนระบบกดขี่ผู้คนอยู่นั้นก็เริ่มสั่นคลอน ในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1964 กองทัพบราซิลก่อรัฐประหาร เฟรเรถูกจับกุมในฐานะ “ผู้ล้มล้างการปกครอง” เขาถูกคุมขังอยู่ 70 วัน แล้วถูกเนรเทศออกนอกประเทศยาวนานถึง 16 ปี

    Banking Education: ระบบฝากธนาคารที่ฝังอยู่ในทุกห้องเรียน

    ในระหว่างลี้ภัย เฟรเรกลั่นกรองความคิดออกมาเป็นหนังสือ Pedagogy of the Oppressed (การศึกษาของผู้ถูกกดขี่) ซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ในสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

    เนื้อหาสำคัญที่เขาวิพากษ์อย่างถอนรากถอนโคนคือแนวคิดที่เขาเรียกว่า Banking Concept of Education หรือ “การศึกษาแบบฝากธนาคาร” ซึ่งมองว่าความรู้คือทรัพย์สินสำเร็จรูป ครูคือผู้ครอบครองความรู้ นักเรียนคือ “ภาชนะว่างเปล่า” ที่ไม่มีความรู้อะไรเลย หน้าที่ของครูคือนำความรู้มา “เทใส่” หรือ “ฝาก” ลงไปในภาชนะเหล่านั้นต่อเนื่องทุกวัน นักเรียนมีหน้าที่เพียงนั่งนิ่งๆ รับความรู้ สะสม ท่องจำ และนำไปถอนคืนในห้องสอบ

    เฟรเรสรุปพฤติกรรมของระบบนี้ไว้อย่างเจ็บแสบว่า 

    ครูเป็นผู้สอน นักเรียนเป็นผู้รับการสอน 

    ครูรู้ทุกสิ่ง นักเรียนไม่รู้อะไรเลย 

    ครูเป็นผู้คิด นักเรียนมีครูคิดแทน 

    ครูเป็นผู้พูด นักเรียนฟังอย่างเชื่องๆ 

    ครูเป็น “ประธาน” ในกระบวนการ  

    นักเรียนเป็นเพียง “วัตถุ” ในระบบการศึกษา

    ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าความน่าเบื่อของห้องเรียนคือ ระบบนี้ทำหน้าที่เป็น เครื่องจักรล้างสมอง เพราะไม่ได้เพียงให้ผู้เรียนพัฒนาไร้ความสามารถในการคิด แต่มุ่งให้พวกเขาพัฒนาความสามารถในการ “ปรับตัว” เข้ากับโลกที่บิดเบี้ยวไร้ความยุติธรรมโดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่งนั่นคือเงื่อนไขที่ผู้มีอำนาจแบบเผด็จการต้องการอย่างแน่นอนที่สุด

    จิตวิทยาของผู้ถูกกดขี่

    เฟรเรเจาะลึกลงไปถึงผลกระทบทางจิตวิทยาของระบบนี้ และค้นพบความจริงอันน่าเศร้าข้อหนึ่งที่เขาเรียกว่า Internalization of the Oppressor หรือ “การซึมซับผู้กดขี่เข้าไว้ในตัวเอง”

    เมื่อมนุษย์เติบโตมาในโครงสร้างที่ถูกสั่งการและควบคุมเป็นเวลานาน พวกเขาจะเริ่มด้อยค่าตัวเอง และเริ่มเชื่อจริงๆ ว่าตัวเองไม่มีศักยภาพ และต้องพึ่งพาคำสั่งของผู้มีอำนาจตลอดไป พวกเขาจะสูญเสียความสามารถในการมองเห็นเสรีภาพที่แท้จริง

    และนี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อระบบการศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่ปลดปล่อยความคิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

    “When education is not liberating, the dream of the oppressed is to become the oppressor.” “เมื่อการศึกษาไม่ได้ทำให้คนเป็นอิสระ ความฝันของผู้ถูกกดขี่ก็คือการได้กลายเป็นผู้กดขี่เสียเอง”

    นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมลูกน้องที่เคยบ่นด่าเจ้านายเผด็จการ พอวันหนึ่งได้ขึ้นเป็นผู้บริหาร กลับใช้วิธีบงการลูกน้องแบบเดิม เพราะในหัวของเขาไม่เคยมีพิมพ์เขียวของความสัมพันธ์รูปแบบอื่น นอกจาก “ผู้กดขี่” กับ “ผู้ถูกกดขี่” 

    และในห้องเรียน ก็ไม่ต่างกัน เด็กที่โตมากับครูที่สั่งและควบคุม วันหนึ่งก็จะกลายเป็นพ่อแม่ที่สั่งและควบคุมลูก แล้วลูกก็จะเติบโตไปส่งต่อสิ่งเดียวกันให้คนรุ่นถัดไป โดยไม่มีใครตั้งคำถามเลยว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า

    สังคมกำลังส่งต่อวงจรนี้จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านโรงเรียน ผ่านบ้าน ผ่านที่ทำงาน อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ไม่มีใครหยุด มอง ตั้งคำถาม แล้วเดินออกจากรูปแบบความสัมพันธ์แบบนี้

    Problem-posing Education: ทลายภาชนะ

    ทางแก้ที่เฟรเรเสนอเพื่อทลายวงจรนี้คือสิ่งที่เขาเรียกว่า Problem-posing Education หรือ “การศึกษาแบบตั้งกระทู้ปัญหา” ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับระบบฝากธนาคารในทุกมิติ

    ระบบนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานง่ายๆ ที่ฟังดูเป็นเรื่องปกติ แต่กลับฉีกทุกกฎเกณฑ์ของห้องเรียนทั่วโลก นั่นคือ ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง และไม่มีใครไม่รู้อะไรเลย ความรู้ไม่ได้เกิดจากครูหยิบยื่นให้ศิษย์ แต่เกิดจากการที่ทั้งครูและศิษย์จับมือกัน หันหน้าเข้าหาโลก แล้วตั้งคำถามกับโลกใบนี้ร่วมกัน

    โครงสร้างห้องเรียนจึงเปลี่ยนจาก แนวดิ่ง ที่ครูอยู่สูงกว่าเด็กและเทความรู้ให้ใหลลงมาในกระบอกน้ำ ซึ่งก็คือเด็ก มาเป็น แนวราบ ที่เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ครูได้เรียนรู้จากศิษย์ในขณะที่สอน และศิษย์ได้สอนบางอย่างให้กับครูในขณะที่เป็นผู้เรียน

    และนี่คือแนวคิดที่กระบวนการของวงกลมวัฒนธรรมทำงานหรือ (Culture Circles) เกิดขึ้นอีกครั้ง ทีมครูผู้สอนจะลงไปใช้ชีวิตในชุมชนเพื่อค้นหาคำและสถานการณ์ที่กำลังกระทบใจคนในชุมชน จากนั้นนำมาวาดภาพหรือทำเป็นเรื่องเล่าสั้นๆ แล้วนำมาเปิดในวงสนทนา ครูจะไม่บอกว่าภาพนี้หมายถึงอะไร แต่จะตั้งคำถามลึกขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ “เห็นอะไรในภาพนี้?” “ทำไมสถานการณ์นี้ถึงเกิดขึ้น?” ไปจนถึง “เราจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้อย่างไร?”

    ในกระบวนการนี้ ผู้เรียนจะค่อยๆ เอาตัวเองออกจากการเป็นเหยื่อความทุกข์ยากที่กำลังเผชิญ ผู้เรียนจะค่อยๆ รู้สึกบางอย่างที่อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างมาก นั่นคือ “การได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ภาชนะ”

    ไม่ใช่กระบอกน้ำที่รอให้ใครมาเติม 

    ไม่ใช่บัญชีธนาคารที่รอรับฝาก 

    และไม่ใช่ฟันเฟืองที่หมุนตามระบบโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ 

    แต่เป็นมนุษย์ที่มีความคิด มีคำถาม และมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวได้

    ความรู้สึกนี้เองที่เฟรเรเรียกว่าหัวใจของการศึกษา

    และเป็นการศึกษาสำหรับ “มนุษย์” อย่างแท้จริง

     

    จิตสำนึกสามระดับ: จากสยบยอมสู่วิพากษ์

    เป้าหมายสูงสุดของกระบวนการนี้คือการพาผู้เรียนผ่านจิตสำนึกสามระดับที่เฟรเรเรียกรวมกันว่า Conscientization (การตื่นรู้เชิงวิพากษ์) ซึ่งคือกระบวนการที่ทำให้มนุษย์เริ่มมองเห็นโลกในแบบที่ไม่เคยมองมาก่อน ไม่ใช่แค่มองว่า “ชีวิตฉันเป็นแบบนี้ แก้ไขอะไรไม่ได้” แต่เริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไมชีวิตฉันถึงเป็นแบบนี้?” และ “ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการที่ฉันไม่เคยถามคำถามเหล่านี้เลย?”

    จิตสำนึก 3 ระดับนี้ จึงเป็นการเดินทางจากการยอมรับสภาพผู้ถูกกดขี่แบบเดิม ไปสู่การมองทะลุเห็นโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่หลังทุกความเหลื่อมล้ำ และตระหนักว่าสิ่งที่เคยดูเหมือน “ธรรมชาติ” หรือ “โชคชะตา” แท้จริงแล้วคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และเมื่อมนุษย์สร้างมันขึ้นมา มนุษย์ก็เปลี่ยนมันได้เช่นกัน

    ระดับที่ 1: จิตสำนึกแบบสยบยอม มนุษย์ในขั้นนี้มองไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตตัวเองกับโครงสร้างสังคม เมื่อเกิดความยากจนหรือความล้มเหลว พวกเขาอธิบายมันผ่านกรรมเก่า โชคชะตา หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ คนในจิตสำนึกระดับนี้จะยอมจำนนต่อระบบอย่างสิ้นเชิง ไม่ตั้งคำถาม รอโชคชะตาและการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงหรือไม่ถึง

    ระดับที่ 2 : จิตสำนึกแบบไร้เดียงสา จะเป็นผู้เริ่มมองเห็นปัญหา แต่เข้าใจว่าปัญหาเกิดจากรายบุคคล ไม่ใช่ระบบ เช่น คิดว่าที่คนงานยากจนเพราะ “ผู้จัดการคนนี้โกง” หรือเด็กเรียนไม่ดีเพราะ “ครูคนนี้ใจร้าย” วิธีแก้ปัญหาของคนในจิตสำนึกระดับนี้คือการเปลี่ยนตัวบุคคล ไม่ใช่เปลี่ยนโครงสร้างหรือระบบ

    ระดับที่ 3 : จิตสำนึกเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นระดับที่เฟรเรต้องการให้การศึกษาพาทุกคนไปถึง คือการมองทะลุเห็นโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่ เข้าใจว่าความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หรือระบบที่บิดเบี้ยว ว่าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากกฎหมาย นโยบาย และผลประโยชน์ของชนชั้นนำ และที่สำคัญที่สุดคือให้ทุกคนได้ตระหนักว่าตัวเองมีพลังในการร่วมเปลี่ยนแปลงมัน

    “We need to read the word, but we also need to read the world.” “เราต้องอ่านตัวอักษรให้ออก แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเราต้องอ่านโลกใบนี้ให้แตกด้วย”

    ความเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง คือหน้ากากของความขลาดกลัว

    หนึ่งในข้อเรียกร้องของเฟรเรที่แหลมคมที่สุดและมักทำให้นักการศึกษาตื่นตัว คือการชี้ให้เห็นว่า ความเป็นกลางไม่มีอยู่จริง เขากล่าวไว้ว่า  “The educator has the duty of not being neutral. To be neutral is to be in favor of the status quo.” “ผู้ให้การศึกษามีหน้าที่ที่จะต้องไม่ทำตัวเป็นกลาง การทำตัวเป็นกลาง แท้จริงแล้วคือการเลือกยืนอยู่ข้างผู้ที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิม”

    เพราะในโลกที่โครงสร้างสังคมรับใช้คนบางกลุ่มอยู่แล้วเป็นค่าเริ่มต้น (default) การที่ใครสักคนเพียงบอกว่า “ฉันขอเป็นกลางและทำหน้าที่ตัวเองต่อไป” นั่นคือการสมยอมให้ระบบกดขี่ดำเนินต่อไปอย่างชอบธรรม

    เฟรเรย้ำว่า การไม่เป็นกลางไม่ได้แปลว่าครูต้องล้างสมองเด็ก หรือยัดเยียดอุดมการณ์ของตัวเองให้เด็ก ๆ เพราะนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับระบบฝากธนาคารที่ตัวเขาต่อต้านมาตลอด

    สิ่งที่เฟรเรต้องการจากครูมีเพียงสามสิ่ง 

    อย่างแรกคือ ความกล้ามองเห็นความเหลื่อมล้ำที่อยู่ตรงหน้า ครูต้องไม่แกล้งทำเป็นว่าเด็กทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน เพราะเด็กที่ท้องกิ่ว เด็กที่ไม่มีโต๊ะนั่งเรียน หรือเด็กที่ไม่ปลอดภัยแม้แต่จะเดินทางมาโรงเรียน กำลังแบกรับน้ำหนักที่เด็กคนอื่นไม่เคยรู้สึกเลย ความเหลื่อมล้ำนั้นไม่ใช่ความโชคร้ายส่วนตัวของเด็ก แต่คือโครงสร้างกดทับที่ต้องถูกมองเห็น

    อย่างที่สองคือ กล้าพูดความจริง เมื่อเนื้อหาในหนังสือเรียนบิดเบือน หรือเมื่อโครงสร้างสังคมกดทับเด็กบางกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม ครูต้องกล้าชี้ให้เด็กเห็นว่ามันคืออะไร มาจากไหน และใครได้ประโยชน์จากมัน

    อย่างที่สามคือ สร้างพื้นที่ให้เด็กได้คิดเอง ไม่ใช่บอกว่าต้องคิดอะไร แต่สร้างบรรยากาศที่เด็กรู้สึกปลอดภัยพอที่จะตั้งคำถาม ไม่เห็นด้วย และแสดงความคิดเห็นโดยไม่กลัวว่าจะถูกตัดสิน

    ครูที่ทำสองอย่างนี้ได้ไม่ได้กำลังชี้นำเด็ก และไม่ได้กำลังสงสารเด็ก แต่กำลังคืนสิทธิ์ในการคิดและความเป็นมนุษย์ให้กับพวกเขา

     

    เมื่อความคิดและการกระทำแยกออกจากกันไม่ได้

    หลักคิดที่สำคัญที่สุดที่เฟรเรฝากไว้สำหรับนักขับเคลื่อนสังคม นักการศึกษา และผู้นำองค์กร คือคำว่า Praxis ซึ่งหมายถึงการบูรณาการระหว่าง การสะท้อนคิด (Reflection) และ การลงมือทำ (Action) อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

    เฟรเร กล่าวเตือนไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการคิดอย่างเดียว และไม่ได้เกิดจากการลงมือทำอย่างเดียวเช่นกัน

    หากเรามีความคิดวิพากษ์ระบบอย่างลึกซึ้งแต่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลย ความคิดนั้นก็เป็นแค่ “Verbalism” หรือดีแต่พูด แต่หากลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งโดยไม่เคยหยุดคิดทบทวนว่ากำลังทำอะไรและเพื่ออะไร การกระทำนั้นก็กลายเป็น “Activism” ที่ไร้ทิศทาง ซึ่งสุดท้ายอาจสร้างความเสียหายมากกว่าเดิม

    สิ่งที่เฟรเรต้องการคือ Praxis ซึ่งเป็นวงจรที่ทั้งสองสิ่งหมุนเคียงกันไม่มีวันหยุด ลงมือทำ แล้วหยุดสะท้อนคิด แล้วนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปลงมือทำในระดับที่ลึกขึ้น วนซ้ำไปเรื่อยๆ

    ในห้องเรียน Praxis ไม่ได้หมายความว่าครูต้องวางแผนบทเรียนให้สมบูรณ์แบบก่อนแล้วค่อยสอน แต่คือการสอนไป ฟังเด็กไป แล้วปรับวิธีการจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้อง ครูที่ทำแบบนี้ได้กำลังสอนโดยไม่รู้ตัวว่า การเรียนรู้ไม่มีวันจบ ต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ 

    ในแง่การเลี้ยงลูก Praxis คือการที่พ่อแม่ไม่ได้แค่ “ทำตามที่ถูกสอนมา” แต่หยุดตั้งคำถามกับตัวเองเป็นระยะว่า วิธีที่เราเลี้ยงลูกอยู่แบบที่ทำอยู่นี้ได้ให้พื้นที่ลูกได้คิดเองจริงๆ ไหม หรือเราเป็นเพียงพ่อแม่ที่กำลังสร้างกระบอกน้ำใบใหม่ แล้วเพียงถ่ายเทสิ่งที่เราเคยรับมาจากพ่อแม่ของเราส่องต่อไปให้ลูกโดยไม่รู้ตัว

    มนุษย์ผู้ไม่ยอมจำนน

    เปาโล เฟรเร เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1997 ณ นครเซาเปาโล แต่ปรัชญาและแนวความคิดของเขายังคงส่งแรงสะเทือนไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

    แก่นแท้ในงานของเฟรเรไม่ใช่เรื่องของเทคนิคการสอนอ่านเขียน แต่คือ ความรักอันลึกซึ้งต่อเพื่อนมนุษย์ และความหวังที่จะมองเห็นว่าไม่มีใครจำเป็นต้องเป็นผู้สยบยอม เขาเชื่อมั่นว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นวัตถุที่รอให้ระบบมากำหนดชะตากรรม เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเชื่อง เพื่อเงียบ หรือเพื่อยอมรับความอยุติธรรมว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ

    การศึกษาที่แท้จริง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในห้องเรียนอนุบาล ชุมชน หรือในองค์กรธุรกิจ ก็ต้องทำหน้าที่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือปลดปล่อยมนุษย์ให้มีอิสรภาพในการคิด มีความกล้าหาญในการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ และมีพลังในการลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลกใบนี้ให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกๆ วัน

    ไม่ว่าเราจะเป็นครู ผู้บริหาร นักออกแบบหลักสูตร หรือคนทำคอนเทนต์ คำถามที่เฟรเรทิ้งไว้ให้ก็ยังคงดังก้องอยู่ในใจเสมอ เรากำลังสร้างคนรุ่นใหม่แบบไหน ทำให้พวกเขากลายเป็นกระบอกน้ำที่รอให้คนเอาความรู้มาเติม หรือกำลังสร้างมนุษย์ผู้ที่แสวงหาแหล่งน้ำให้กับตัวเองและผู้อื่น


    ===============================
    อ้างอิง :
    Freire, P. (1970). Pedagogy of the Oppressed. New York: Seabury Press. (ฉบับครบรอบ 50 ปี: Bloomsbury Academic, 2018)
    Freire, P. (1973). Education for Critical Consciousness. New York: Continuum.
    Gadotti, M. (1994). Reading Paulo Freire: His Life and Work. Albany: State University of New York Press.
    Wikipedia. (2025). Paulo Freire. https://en.wikipedia.org/wiki/Paulo_Freire
    Internet Encyclopedia of Philosophy. Paulo Freire. https://iep.utm.edu/freire/
    Pedagogy and Theatre of the Oppressed, Inc. A Brief Biography of Paulo Freire. https://ptoweb.org/aboutpto/a-brief-biography-of-paulo-freire/
    Biola University. Paulo Freire: Christian Educators of the 20th Century. https://www.biola.edu/talbot/ce20/database/paulo-freire

  • เอ๊ะ… ยังไง? เมื่อทั่วโลกเปิดศึกชิงสมาธิเด็กจาก ‘หน้าจอ’ แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของศึกครั้งนี้?

    เอ๊ะ… ยังไง? เมื่อทั่วโลกเปิดศึกชิงสมาธิเด็กจาก ‘หน้าจอ’ แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของศึกครั้งนี้?

    เอ๊ะ… ยังไง? เมื่อทั่วโลกเปิดศึกชิงสมาธิเด็กจาก ‘หน้าจอ’ แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของศึกครั้งนี้?

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    ถ้าคุณมีโอกาสได้ติดตามข่าวสารต่างประเทศ หรือลองสังเกตพฤติกรรมของเด็กๆ รอบตัวในช่วงปีสองปีนี้ คุณน่าจะเริ่มรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

    ภาพของเด็กนักเรียนที่นั่งก้มหน้าไถสกรีนในห้องเรียน กลายเป็นภาพที่รัฐบาลในหลายๆ ประเทศมองว่า “ยอมให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”

    มองแวบแรก หลายคนอาจคิดว่าเรื่องการห้ามเด็กเล่นมือถือในโรงเรียน มันก็แค่กฎระเบียบหรือการขอความร่วมมือธรรมดาๆ เหมือนที่เคยทำกันมาในอดีต แต่ถ้าเราลองขยายภาพให้กว้างขึ้น ถอยออกมามองในระดับสากล เราจะพบว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นในปัจจุบันไม่ใช่แค่การออกกฎระเบียบแบบตั้งรับ แต่คือนโยบายสาธารณะระดับชาติที่เปลี่ยนวิธีคิดไปอย่างสิ้นเชิง ทั่วโลกกำลังขยับตัวเรื่องนี้กันอย่างจริงจังและเป็นระบบ จนเกิดคำถามสำคัญว่า 

    แล้วภาพใหญ่ของประเทศไทยในสมการนี้… อยู่ตรงไหน?

    ส่อง “มหกรรมตื่นรู้ระดับโลก” ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

    ข้อมูลล่าสุดจาก UNESCO ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีระบบการศึกษาทั่วโลกกว่า 58% หรือประมาณ 114 ประเทศ ที่ประกาศใช้กฎหมายหรือมาตรการแบนมือถือในโรงเรียนระดับชาติไปเรียบร้อยแล้ว ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะหากย้อนกลับไปในช่วงปี 2023 มีประเทศที่ตื่นตัวเรื่องนี้ไม่ถึง 24% ด้วยซ้ำ

    ลองมาไล่เรียงกันดูว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ชาติต่างๆ เขาขยับตัวด้วยนโยบายแบบไหนกันบ้าง:

    • เนเธอร์แลนด์: ประกาศมาตรการแบนสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และสมาร์ตวอทช์ ออกจากห้องเรียนอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจากมัธยมศึกษาขยายมาถึงประถมศึกษา สิ่งที่น่าสนใจคือนโยบายนี้เกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สมาคมครู ผู้ปกครอง และตัวแทนนักเรียน ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว
    • บราซิล: ออกกฎหมายแบนมือถือในโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งงานวิจัยจากสแตนฟอร์ดติดตามผลแล้วพบว่า คะแนนสอบวิชาภาษาโปรตุเกสพุ่งขึ้น 13.4% และคณิตศาสตร์พุ่งขึ้นถึง 25.7% หลังดึงหน้าจอออกไปจากชีวิตในโรงเรียนของเด็ก
    • ฝรั่งเศส (Screen-Free Childhood): ออกแนวทางระดับชาติอย่างเข้มงวด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีสัมผัสหน้าจอทุกชนิดเด็ดขาด และจำกัดอย่างรุนแรงในกลุ่มเด็ก 3-6 ปี แม้แต่ในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้แท็บเล็ตเป็นสื่อการสอนหลัก
    • จีน: ใช้ระบบบังคับทางกฎหมายระบุชัดเจน ห้ามผู้ให้บริการคอนเทนต์และเกมออนไลน์ เปิดระบบให้เด็กเล็กเข้าใช้งานในวันธรรมดา และจำกัดเวลาอย่างเข้มงวดในวันหยุด เพื่อบังคับทางอ้อมให้ผู้ปกครองพาเด็กออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

    ยิ่งเล็ก ยิ่งเสี่ยง: ทำไมสวีเดนถึงยอม “กลืนน้ำลายตัวเอง” ยึดแท็บเล็ตคืนจากเด็กเล็ก?

    ถ้าเราคิดว่าปัญหามือถือหรือหน้าจอขโมยสมาธิมีแค่ในกลุ่มวัยรุ่นมัธยมเท่านั้น เรากำลังคิดผิด เพราะตอนนี้สมรภูมิที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือกลุ่ม “เด็กเล็กปฐมวัย (0-6 ปี)”

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศที่เป็นไอคอนด้านการศึกษาอย่าง สวีเดน ออกมาประกาศเปลี่ยนทิศทางนโยบายแบบหักศอก ยอมรับตรงๆ ว่านโยบายเดิมที่เคยผลักดัน “อนุบาลดิจิทัล” (การแจกแท็บเล็ตให้เด็กเล็กในโรงเรียนอนุบาลใช้เรียนรู้) เป็นความผิดพลาด และสั่งยกเลิกนโยบายนี้อย่างเป็นทางการ เพื่อเปลี่ยนกลับไปใช้ “หนังสือเล่ม ดินสอ และการเล่นกลางแจ้ง” แทน

    ทำไมประเทศที่ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีระดับโลกถึงยอมถอยหลังกลับมาสู่สิ่งพื้นฐาน? คำตอบซ่อนอยู่ในงานวิจัยทางประสาทวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์:

    1. วิกฤตสรีรวิทยาของสมองเด็กเล็ก: หน้าจอแย่งชิง “หน้าต่างแห่งโอกาส”

    สมองของเด็กเล็กพัฒนาผ่านสิ่งเร้าในโลกกายภาพ 3 มิติ เช่น การหยิบจับ การสบตา และการฟังเสียงสะท้อนจากมนุษย์จริง แสงสีและภาพเคลื่อนไหวที่ตัดสลับอย่างรวดเร็ว (Fast-paced) บนหน้าจอ 2 มิติ จะเข้าไปกระตุ้นสมองส่วนหลัง (Primitive Brain) ให้ตื่นตัวตลอดเวลา แต่กลับไปบล็อกการพัฒนาของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ สมาธิ และการยับยั้งชั่งใจ

    งานวิจัยฉบับสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatrics ติดตามผลพบว่า เด็กเล็กที่อยู่กับหน้าจอมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน มีผลสแกนสมองชี้ชัดว่า การพัฒนาของเนื้อสมองส่วนขาว (White Matter) ซึ่งเชื่อมโยงกับทักษะภาษาและการอ่านออกเขียนได้ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    2. นโยบาย “จิ้มหน้าจอแปบเดียว สมาธิสั้นไปหลายชั่วโมง”

    หน้าจอถูกออกแบบมาบนฐานของ Instant Gratification หรือการตอบสนองความต้องการทันที แค่ปัดก็เปลี่ยน แค่จิ้มก็มีเสียง ทำให้เด็กสูญเสียทักษะการรอคอย (Delayed Gratification) เมื่อเด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบโรงเรียน พวกเขาจะไม่สามารถทนทานต่อกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาในโลกจริงได้ เช่น การนั่งฟังนิทาน หรือการคัดลายมือ

    ครูผู้สอนเด็กเล็กในหลายประเทศสะท้อนเสียงเดียวกันว่า ปัจจุบันต้องใช้พลังงานในการสะกดสายตาเด็กมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะสมองของเด็กชินกับความตื่นเต้นระดับ “10 เต็ม 10” จากหน้าจอ พอเจอการเรียนรู้ในโลกจริง สมองจึงมองว่า “น่าเบื่อ” และปิดรับการเรียนรู้ไปโดยปริยาย

    แต่”นโยบาย” ก็ไม่ควรเป็นแค่ “กฎหมายควบคุม”?

    สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้ พยายามบอกเราก็คือ การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกฎหมายมาสั่งห้าม แต่มันคือการ “ออกแบบระบบนิเวศใหม่” (Ecosystem Design)

    หากนโยบายภาครัฐมองแค่การตั้งกฎเกณฑ์ แต่ไม่มีความเข้าใจในพฤติกรรมศาสตร์ นโยบายนั้นจะเกิดช่องว่างที่เรียกว่า The Enforcement Gap หรือความขัดแย้งของการบังคับใช้แบบไม่มีระบบ

    งานวิจัยระบุว่า การแบนมือถือแบบ Honor-Based Policies (การบอกปากเปล่าให้เด็กเก็บไว้ในกระเป๋าโดยไม่มีมาตรการหรือระบบรองรับทางกายภาพ) มีอัตราการปฏิบัติตามใกล้เคียงกับศูนย์ เด็กจะแอบเช็กมือถือเฉลี่ยสูงถึง 11 ครั้งต่อหนึ่งคาบเรียน

    และการแอบมองหน้าจอเพียงครั้งเดียว จะเกิดสภาวะ Brain Drain หรือสมองหลุดโฟกัสซ้ำซาก ซึ่งงานวิจัยชี้ว่า สมองของเด็กต้องใช้เวลาเฉลี่ยสูงถึง 20 นาที ในการดึงสมาธิและพลังงานกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่ครูกำลังสอนตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

    นโยบายในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่แค่การสั่งห้าม แต่คือการสร้างระบบรองรับทางกายภาพและการเติมสิ่งทดแทน เช่น ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อดึงมือถือออก โรงเรียนจะเตรียมบอร์ดเกม หรือกิจกรรมกลุ่มย่อย เพื่อฝึกทักษะการเข้าสังคมในโลกจริงให้กับเด็กในช่วงเวลาว่าง

    ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า ข้อมูลที่น่าทึ่งจากเครือข่ายโรงเรียนในสหรัฐฯ (KIPP) ที่ห้ามใช้มือถืออย่างเด็ดขาดตลอดวัน พบปรากฏการณ์ The After-School Effect คือเมื่อเราตัดโลกเสมือนออกไป ยอดการเข้าร่วมกิจกรรมหลังเลิกเรียน การเล่นกีฬา และการปฏิสัมพันธ์ในสังคมจริงของนักเรียนพุ่งสูงขึ้นถึง 50% เด็กๆ เลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแทนการก้มหน้าเดินสไลด์จอกลับบ้าน

    กลับมาที่ประเทศไทย: เราอยู่ตรงไหนในสมการนี้?

    ในปัจจุบัน ภาพรวมนโยบายในประเทศไทยยังคงเป็นลักษณะ “แยกส่วน” หรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละสถานศึกษา โรงเรียนไหนผู้บริหารมองเห็นภาพกว้างก็อาจจะมีมาตรการเชิงรุกที่เข้มแข็ง โรงเรียนไหนไม่มีความพร้อม ครูผู้สอนก็ต้องแบกรับภาระในการสู้รบกับหน้าจอใต้โต๊ะเรียนของเด็กๆ ไปตามยถากรรม

    เรายังไม่มี “ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” ที่มองปัญหานี้ผ่านมิติด้านพฤติกรรมศาสตร์ และกระบวนการออกแบบประสบการณ์เรียนรู้อย่างแท้จริง เรามักมองว่าการติดหน้าจอเป็น “เรื่องส่วนตัว” หรือ “ภาระของครอบครัว” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง มันคือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อระดับสติปัญญา สมาธิ และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอนาคต 

    หากเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ได้ผลจริง มันไม่ใช่แค่หน้าที่ของครูหรือพ่อแม่ที่ต้องคอยทำตัวเป็นตำรวจไล่จับผิดเด็ก แต่ระบบส่วนกลางต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็น “ผู้กำหนดนโยบายและผู้ออกแบบระบบ”

    • ออกแบบเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ช่วย “ลดภาระงาน” ของครู เพื่อคืนเวลาคุณภาพให้ครูได้ไปดูแลและจัดประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกับเด็ก
    • เปลี่ยนเครื่องมือดิจิทัลจาก “สิ่งเร้าที่บั่นทอนสมาธิ” ให้กลายเป็น “พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย” 
    • สร้างระบบนิเวศและการออกแบบพื้นที่ทางกายภาพ (Physical Space) ที่ดึงดูดใจพอที่จะทำให้เด็กๆ อยากละสายตาจากหน้าจอ แล้วหันมาปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง

    ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะเลิกใช้เพียงแค่กระดาษขอความร่วมมือสไตล์ตั้งรับ แล้วหันมาศึกษาถอดบทเรียนระดับสากล เพื่อออกแบบโครงสร้างทางนโยบายและการเรียนรู้ที่จับต้องได้จริง?

    เพราะถ้าเรายังขยับตัวช้ากว่าอัลกอริทึม เราอาจต้องจ่ายราคาแพงด้วยอนาคตและศักยภาพของเด็กไทยทั้งเจเนอเรชั่น

    ส่งเด็ก 6 ขวบไปสู้กับอัลกอริทึมระดับโลกที่ออกแบบโดยวิศวกรที่ฉลาดที่สุด แล้วบอกให้เด็ก “มีวินัย” มันคือเรื่องตลกร้ายอยู่เหมือนกัน

    .

    ในขณะที่ประเทศไทยยังคงปล่อยให้มาตรการควบคุมหน้าจอเป็นเรื่องของดุลยพินิจส่วนบุคคล หรือเป็นภาระที่ครูและพ่อแม่ต้องแบกรับตามยถากรรม ทั่วโลกกลับมองปัญหานี้เป็น #วิกฤตเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประเด็น #การใช้หน้าจอกับเด็กปฐมวัย ที่ต้องใช้กลไกทางนโยบายระดับชาติเข้ามาจัดการ

    .

    อินโฟกราฟิกนี้สรุปภาพสะท้อนจาก 4 ประเทศ ที่ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อกู้สมาธิและปกป้องพิมพ์เขียวสมองของเด็กๆ ตั้งแต่วัยปฐมวัย

    .

    หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่า เมื่อดึงหน้าจอออกไปจากห้องเรียน 

    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

    บางประเทศยอมหักศอกนโยบาย 

    ยึดแท็บเล็ตคืนจากเด็กอนุบาล

    แล้วเปลี่ยนกลับมาใช้หนังสือเล่มและการเล่นกลางแจ้งแทน

    .

    เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย… 

    ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องมี “ยุทธศาสตร์และกลไกเชิงระบบระดับชาติ” ที่จับต้องได้จริง? และไม่ใช่เพียงการออกกฎหมายควบคุม แต่เป็นการออกแบบทั้งระบบนิเวศ (Learning Ecosystem) หรือเราจะปล่อยให้นโยบายแยกส่วนแบบนี้ดำเนินต่อไป จนส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันของเด็กไทยในอนาคต?

    .

    คิดเห็นอย่างไรกับมาตรการควบคุมหน้าจอในสถานศึกษา? 

    ====================

    #สามเร่งสามลดสามเพิ่ม #ปฐมวัยไทยแลนด์ #Mappa #นโยบายสาธารณะ #อนาคตของชาติ #ExperienceDesign #Mappa #CoCreatingNextGeneration #สสส

  • PLAY ATTENTION!: เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น ชวนนั่งลงในความหมาย และปล่อยให้ศิลปะการแสดงเป็น “กระจก” และ “หน้าต่าง” ให้กับเด็กๆ ของเรา

    PLAY ATTENTION!: เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น ชวนนั่งลงในความหมาย และปล่อยให้ศิลปะการแสดงเป็น “กระจก” และ “หน้าต่าง” ให้กับเด็กๆ ของเรา

    PLAY ATTENTION!: เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น ชวนนั่งลงในความหมาย และปล่อยให้ศิลปะการแสดงเป็น “กระจก” และ “หน้าต่าง” ให้กับเด็กๆ ของเรา

    เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
    ภาพประกอบ: arunnoon

    ลองจินตนาการถึงจังหวะที่เราบอกเด็กๆ ว่า “วันนี้จะไปดูการแสดงกัน”

    วินาทีนั้นเอง การคาดเดาและคำถามมากมายก็พลันเกิดขึ้นในความคิดคำนึงของพวกเขาโดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่ เราอาจจะพยายามบอกเด็กๆ ว่าการแสดงวันนี้เกี่ยวกับอะไรบ้าง ทว่าในความเป็นจริง คงไม่มีผู้ใหญ่คนไหนรู้ความลับเลยว่า ในหัวเล็กๆ ของเด็กๆ นั้น เขากำลังคิดคำนึงและวาดภาพอะไรอยู่

    ศิลปะไม่ได้เริ่มต้นขึ้นบนเวที หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีนั้น 

    วินาทีที่เราเอ่ยปากบอกกับเด็กๆ ว่า “วันนี้ไปดูการแสดงกัน”

    และการเดินทางของศิลปะชัดยิ่งขึ้น ในวินาทีที่เราจูงมือพวกเขา ก้าวพ้นความอึกทึกของโลกภายนอก ผ่านบานประตูบานใหญ่ทึบของโรงละคร เข้าสู่ความรู้สึกเย็นเยียบของอากาศ ม่านสีดำสนิท พรมหนานุ่มที่ช่วยซับเสียงฝีเท้าให้แผ่วเบาลงทีละน้อย และแสงไฟสลัวด้านบนที่ค่อยๆ หรี่ดับลงจนเหลือเพียงความมืด เสียงกระซิบกระซาบเริ่มซาลงราวกับจงใจ ความวุ่นวายภายนอกถูกตัดขาด เหลือเพียงจังหวะการหายใจ ความคิด และหัวใจที่เต้นระทึกด้วยการรอคอยบางสิ่งที่กำลังจะปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดนั้น และการเดินทางของศิลปะชัดยิ่งขึ้น ในวินาทีที่เราจูงมือพวกเขา มาอยู่ในพื้นที่ของการแสดง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่โรงละครแบบที่ทุกคนคุ้นเคย หรือ พื้นที่แบบอื่นๆ ที่เราอาจจะคาดไม่ถึง แต่เมื่อคิวแรกของการแสดงเริ่มต้นขึ้น แสง เสียง หรือ ภาพบนเวทีที่ศิลปินตั้งใจเลือกเป็นโมเมนต์แรกของงาน จะค่อยๆ ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ และค่อยๆ ดึงพวกเขาเข้าสู่โลกของการแสดง 

    และนั่นคือเวทย์มนต์ของศิลปะการแสดง ที่พาเราออกจากโลกภายนอกชั่วครู่ 

    แล้วเอาความจดจ่อของเราทั้งหมดมาอยู่ที่นี่ ตรงนี้ ในพื้นที่ของศิลปะการแสดง

    พื้นที่ที่สร้าง “โลกใบเดียวกัน” ของเหล่าผู้ชม ไม่ว่าจะวัยไหนๆ ให้อยู่ “ด้วยกัน” 

    ในโลกข้างนอกนั่น ผู้ใหญ่อย่างพวกเรามักเผลอวิ่งวุ่นและติดอยู่กับพายุแห่งสาระและผลลัพธ์สำเร็จรูป เราถูกหล่อหลอมและกดดันจากสังคมให้คาดหวังว่าเด็กๆ ต้องเข้าใจทุกสิ่งในทันทีที่ได้เรียนรู้ ต้องมองเห็นประโยชน์เป็นรูปธรรม และวัดค่าการเติบโตด้วยคำตอบที่ถูกต้องตรงตามกรอบบนแผ่นกระดาษเท่านั้น เราอยากให้เขาฉลาด เร็ว และพร้อมใช้ จนบางครั้งเราหลงลืมวิถีอันละเมียดละไมของการเติบโตไปว่า การไม่เข้าใจในตอนแรก ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้เรียนรู้

    ความจริงแล้ว สมองและจิตใจของวัยเยาว์ต้องการเวลาที่จะตกตะกอน ซึมซับ และทำความเข้าใจโลกผ่านผัสสะที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงการจำคำตอบสำเร็จรูปที่ผู้ใหญ่ยื่นให้

    เพราะมนุษย์ไม่ได้เติบโตผ่านการถูกป้อนข้อมูล แต่เติบโตผ่านกระบวนการสร้างความหมายด้วยตนเอง ศิลปะการแสดงจึงทำหน้าที่สำคัญในการฟื้นฟู ‘ความเป็นมนุษย์’ ให้แก่เด็กๆ ผ่านการปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับศิลปินและเนื้อหา ตรงหน้าพื้นที่ตรงนี้เปิดโอกาสให้เด็กไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารที่นิ่งเฉย แต่เป็น ‘ผู้ตีความและทำความเข้าใจด้วยตัวเอง’ การได้ขบคิด ได้รู้สึก และได้เลือกที่จะเชื่อหรือตั้งคำถามอย่างอิสระ คือกระบวนการหล่อหลอมตัวตนที่ทำให้พวกเขาเติบโตไปเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปัญญาและมีความหมายอย่างแท้จริง

    เมื่อแสงไฟดวงแรกบนเวทีสว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล และผืนม่านสีเข้มขยับเปิดออกช้าๆ ศิลปะการแสดงกำลังจะทำหน้าที่ละเมียดละไมสองสิ่งพร้อมกัน นั่นคือการเป็น “กระจก” ที่สะท้อนโลกภายใน และเป็น “หน้าต่าง” บานกว้างที่ชวนเด็กไปสำรวจโลกข้างนอกอย่างเปิดใจ

    แต่ก่อนจะชื่นชมแสง สี เนื้อหา จากศิลปะการแสดง 

    Mappa ขอทำหน้าที่ พาทุกคนไปรู้จักกับ ศิลปะการแสดงและเพื่อนบ้านที่เราแสนภูมิใจ BICT Fest 2026 ในธีม Play Attention: Look Who’s Growing Up! 

    พวกเราอยากให้พวกคุณก้าวเดินช้าลง มองไปรอบๆ สลัดความเร่งร้อนทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อทำความรู้จักกับศิลปะการแสดงที่ทำหน้าที่มากกว่าเพียงแค่สร้างความบันเทิงหรือความสนุกชั่วครู่ให้กับเด็กๆ แต่ทำหน้าที่สำคัญสำหรับการเติบโต สร้างโอกาสของการเผชิญหน้ากับความไม่รู้ ในพื้นที่ปลอดภัย ชวนตั้งคำถามต่อโลกข้างนอก และถักทอความหมายขึ้นมาจากโลกภายในของตัวเอง 

    เพราะในโลกที่ความเป็นผู้ใหญ่ทำให้เรามัวง่วนอยู่กับคำตอบสำเร็จรูป ศิลปะการแสดงคือพื้นที่ไม่กี่แห่งที่อนุญาตให้เด็กๆ ได้โอบกอดความไม่รู้ และเติบโตผ่านความคลุมเครืออันงดงาม

    องก์ที่หนึ่ง: ก้าวสู่หน้ากระจกเงา 

    เมื่อการแสดงเริ่มดำเนินไป โลกสมมติของการแสดงจะทำงานอย่างเป็นมิตรโดยชวนให้เด็กๆ ได้ปล่อยตัวจมดิ่งอยู่กับปัจจุบันขณะ หลอมรวมไปกับสถานการณ์ตรงหน้า ในช่วงเวลาแบบนั้นจิตใจของเด็กๆ จะถอยห่างจากสิ่งเร้าภายนอก แล้วกลับมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเนื้อในตัวของพวกเขาเอง ศิลปะการแสดงทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่อาจซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความสุข ความตื่นเต้น หรือแม้แต่ความสับสน ให้กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและปรากฎขึ้นได้ไปกับตัวละครที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครเหล่านั้นอยู่ 

    ในมิติของพื้นที่ปลอดภัยในการอนุญาตให้เรา ‘ไม่รู้’ ละครเวทีและศิลปะการแสดงร่วมสมัยสำหรับเด็กหลายชิ้น โดยเฉพาะที่ BICT FEST ได้เลือกมานั้น เป็นศิลปะที่สลัดเส้นเรื่องแบบเดิมๆ บางการแสดงไม่มีบทสคริปต์ตายตัว ไม่มีแม้กระทั่งตัวเอกที่ให้คนมองหา ไม่มีตัวร้ายที่ต้องปราบและปราม ไม่มีเจ้าหญิงที่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือ ไม่มีเจ้าชายขี่ม้าขาว แม่มดใจร้าย หรือตัวตลกที่ทำหน้าที่เรียกเสียงหัวเราะเพียงอย่างเดียว ไม่มีแม้กระทั่งบทสรุปว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร โลกจินตนาการที่อยู่ตรงหน้าอาจทำให้เด็กๆ รู้สึกท้าทาย คลุมเครือ หรือคล้ายจะอันตรายและไม่มั่นใจในแวบแรกเท่าไรนัก เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

    เมื่อเรานั่งอยู่กับกระบวนการทางศิลปะที่เคารพและคำนึงถึงเด็กในฐานะผู้ชม เราจะเชื่อมั่นว่ากระบวนการนี้ทำหน้าที่โอบอุ้มพวกเขาไว้ในพื้นที่ปลอดภัย ศิลปินจะสร้างระยะห่างที่ปลอดภัยพอให้เด็กๆ รู้ว่าสิ่งที่เห็นคือการแสดง แต่ใกล้ชิดพอที่จะให้ใจได้โลดแล่นไปเผชิญหน้า กระบวนการนี้จะทำให้ความไม่เข้าใจและความกลัวในตอนแรกนั้นไม่กลายเป็นสิ่งเลวร้าย ทว่าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความสนุก การยอมรับ และทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนและความคลุมเครือของโลกแห่งความเป็นจริงในอนาคตได้อย่างมั่นคง

    สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงลึกลงไปถึงการเห็นคุณค่าที่ขับเคลื่อนจากภายใน เพราะศิลปะที่แท้จริงไม่ได้จงใจยัดเยียดบทเรียนหรือสั่งสอนอย่างเป็นแบบแผน ไม่ได้ตั้งธงไว้ว่าเด็กดูจบแล้วต้องเป็นเด็กดีตามกรอบของผู้ใหญ่ ในพื้นที่แห่งนี้ เด็กๆ จึงได้รับอิสรภาพอย่างเต็มที่ในการใช้ความรู้สึกและความคิดของตัวเองเป็นมาตรวัดความสุขและการตีความ บางฉากผู้ใหญ่อย่างพวกเราอาจนิ่งเฉย แต่เด็กๆ กลับหัวเราะลั่น หรือบางฉากเด็กๆ อาจนิ่งอึ้งไปด้วยความอัศจรรย์ใจ กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีใครสั่งให้ทำ หรือทำเพื่อแลกกับคะแนนและคำชม แต่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นจากภายในอย่างแท้จริง

    องก์ที่สอง: มองผ่านหน้าต่างบานกว้าง

    ลองละสายตาจากเวทีแล้วหันมามองไปที่แววตาของเด็กๆ ยามที่แสงไฟตกกระทบใบหน้า ในความสลัวนั้นดวงตาของพวกเขาเป็นประกายระยับ เพราะพวกเขากำลังมองผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดออกไปสู่โลกภายนอก ทลายกรอบคิดเดิมๆ ที่ผู้ใหญ่เคยตีกรอบไว้

    หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า แค่การนั่งดูละครเวทีหรือศิลปะการแสดงตรงหน้า มันจะแปรเปลี่ยนเป็นหัวใจที่โอบรับความหลากหลายได้อย่างไร?

    คำตอบคือ ศิลปะการแสดงไม่ได้ทำงานผ่านการ “สั่งสอน” แต่ทำงานผ่าน “ผัสสะและการจำลองประสบการณ์” 

    หนึ่ง การเชื่อมโยงผ่าน ‘เนื้อตัวที่ปรากฏตรงหน้า และแววตาที่สบกัน’: ในห้วงยามที่เด็กๆ นั่งชมการแสดงพวกเขาไม่ได้เพียงแค่รับฟังเรื่องเล่าผ่านถ้อยคำ แต่หัวใจของศิลปะการแสดงคือการพาเนื้อตัวของมนุษย์มาเผชิญหน้ากันตรงๆ ในพื้นที่จริง เด็กๆ จะได้ยินเสียงลมหายใจ เห็นหยาดเหงื่อ และรับรู้ถึงมวลอารมณ์อันเข้มข้นของนักแสดงที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว การได้เห็นสิ่งมีชีวิต เรื่องราว และแง่มุมอันแตกต่างหลากหลายขับเคลื่อนอยู่ตรงหน้า แรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ร่วมกันในความมืดนี้เองที่ทำหน้าที่กะเทาะเปลือกอคติหรือภาพจำเดิมๆ ออกไปอย่างละเมียดละไม เปลี่ยนความแปลกหน้าให้กลายเป็นการโอบรับ และเปลี่ยนความไม่รู้ให้กลายเป็นความเข้าใจลึกซึ้งในความเป็นมนุษย์

    สอง คือการเปลี่ยน ‘คนแปลกหน้า’ ให้กลายเป็น ‘บทสนทนาที่ปลอดภัย’ (Interactive Space): ศิลปะการแสดงทำลายเส้นแบ่งระหว่าง “เวที” กับ “ที่นั่งคนดู” บ่อยครั้งที่ศิลปินเลือกที่จะก้าวลงมาเชื้อเชิญให้เด็กๆ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว หรือสร้างพื้นที่ปิดล้อมเล็กๆ แบบตัวต่อตัว พื้นที่ตรงนี้เปิดกว้างไร้คำตัดสิน มันทำให้ประเด็นที่สังคมภายนอกหวาดกลัวหรือทำเป็นมองไม่เห็น เช่น เรื่องเพศ (Gender) กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เด็กสามารถสบตา ตั้งคำถาม และพูดคุยอย่างซื่อตรง ศิลปะทำงานโดยการทำให้สิ่งที่ไม่คุ้นเคย กลายเป็นสิ่งที่ปลอดภัย

    สาม คือการเปิดโอกาสให้เด็กเป็น ‘ผู้สร้างความหมาย’ (Active Interpretation): เมื่อละครเวทีไม่มีสคริปต์ตายตัวหรือไม่มีบทสรุปนิทานว่าใครถูกใครผิด สมองของเด็กๆ จะถูกกระตุ้นให้ ‘ตีความ’ ภาพที่เห็นด้วยความรู้สึกของตัวเอง การที่เด็กได้รับความเคารพในฐานะมนุษย์ผู้มีปัญญาที่จะเข้าใจเนื้อหาผ่านประสบการณ์ของเขาเอง จะหล่อหลอมให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจอ่อนน้อมถ่อมตน พวกเขาจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าความจริงมีได้หลายมุม และคนอื่นก็มีสิทธิตีความชีวิตแตกต่างจากเขาได้เช่นกัน

    ผลการศึกษาจากโปรแกรมวิจัย SPARK Change ที่พิสูจน์ว่าเด็กที่ซึมซับศิลปะการแสดงเพียงหนึ่งปี มีคะแนนการมองอนาคตในแง่ดี (Future Orientation) เพิ่มขึ้นถึง 10% จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะความหวังในอนาคตที่เพิ่มขึ้นนี้ เกิดจากการที่หัวใจของพวกเขาถูกขยายให้กว้างพอที่จะมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ และกล้าที่จะฝันถึงโลกที่โอบรับทุกคนอย่างเท่าเทียม

    นี่คือหลักฐานว่าศิลปะการแสดงไม่ใช่เรื่องของความเพลิดเพลินชั่วครั้งชั่วคราว หรือเป็นเพียงงานอดิเรกฟุ่มเฟือย หากแต่เป็นเครื่องมือทางปัญญาและจิตวิญญาณที่สร้างหัวใจอันอ่อนโยน ช่วยจุดประกายความฝัน และสร้างพลังใจให้เด็กๆ กล้าที่จะจินตนาการถึงอนาคตที่พวกเขาอยากสร้างและอยากเห็น  และเป็นโลกที่พร้อมจะโอบกอดมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมและซื่อตรง โดยไม่เกี่ยงอายุ ภูมิหลัง หรือวิถีชีวิต

    เมื่อการแสดงสิ้นสุดลง ความหมายเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

    เมื่อการแสดงจบลง แสงไฟในโรงละครค่อยๆ สว่างกลับคืนมาอีกครั้ง ทุกคนกลับมาโลกของตัวเองอีกครั้ง แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือโลกภายในจิตใจของเด็กๆ ที่นั่งอยู่ข้างเรา ชั่วโมงที่ผ่านมาในความมืดไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นเพียงผู้รับสาร หรือผู้บริโภคที่นั่งนิ่งๆ คอยฟังคำสั่งและการชี้แนะจากผู้ใหญ่ แต่ศิลปะการแสดงได้เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็น “ผู้ตีความ” ที่มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับศิลปินและเนื้อหาตรงหน้า

    กระบวนการทางศิลปะเหล่านั้นทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงว่า พวกเขามีพลังในการสร้างความหมาย มีปัญญาในการตีความ และความคิดของพวกเขามีค่า เมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับความเคารพในฐานะผู้ชมผู้มีปัญญาที่สามารถสร้างความหมายร่วมกับศิลปินได้ด้วยตนเอง ประสบการณ์นั้นจะหล่อหลอมให้เขาเติบโตไปเป็นมนุษย์ที่มั่นใจในความคิดของตัวเอง กล้าที่จะตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ไม่สยบยอมต่อคำตอบสำเร็จรูป และเป็นผู้ขับเคลื่อนชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายจากภายใน

    ศิลปะการแสดงและการละครสำหรับเด็กจึงไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยทางเลือก หรือเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิงใจประดับวิถีชีวิต หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางจิตวิญญาณ อารมณ์ และปัญญาที่เด็กยุคนี้ขาดไม่ได้ เป็นสารอาหารที่ช่วยสร้างความหวังและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การให้เด็กได้เข้าถึงศิลปะการแสดงตั้งแต่เล็ก จึงไม่ใช่เรื่องของรสนิยมหรือฐานะ แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานในการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์คนหนึ่ง

    Mappa และ BICT Fest 2026 ขอเชิญชวนผู้ใหญ่ทุกท่าน จูงมือเด็กๆ ก้าวเข้าสู่โลอกของศิลปะการแสดงอีกครั้ง เปิดตามองกระจกบานใหญ่เพื่อสำรวจโลกภายใน และเปิดใจมองหน้าต่างบานกว้างเพื่อโอบกอดโลกใบนี้ เพราะบางครั้ง การปล่อยให้หัวใจได้โลดแล่นไปกับความไม่รู้และแสงเงาในโรงละคร อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมนุษย์ที่เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และเปี่ยมด้วยความหวังอย่างที่สุดจากภายใน

    ศิลปะการแสดง อาจไม่ได้เริ่มต้นขึ้นบนเวที 

    หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่เราบอกกับเด็กๆ ว่า “วันนี้ไปดูการแสดงกัน”

    .

    ในโลกข้างนอก ผู้ใหญ่มักวิ่งวุ่นอยู่กับพายุแห่งสาระและผลลัพธ์สำเร็จรูป เราคาดหวังให้เด็กๆ ต้องเข้าใจทุกสิ่งได้ในทันที วัดค่าการเติบโตด้วยคำตอบที่ถูกต้องตรงตามกรอบบนแผ่นกระดาษ จนบางครั้งเราหลงลืมวิถีอันละเมียดละไมไปว่า  “การไม่เข้าใจในตอนแรก ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้กำลังเรียนรู้อยู่”

    .

    Mappa ขอทำหน้าที่เปิดม่านสู่ความไม่รู้ที่ปลอดภัยและทำหน้าที่สำคัญในการสร้างการเรียนรู้กับ ซีรีส์บทความ PLAY ATTENTION! โดย BICT Fest x Mappa ที่ชวนคุณก้าวเดินช้าลง นั่งลงบนเบาะในความเงียบ และสลัดความเร่งร้อนทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อทำความรู้จักกับศิลปะการแสดงที่ทำหน้าที่สำคัญสำหรับการเติบโต ก่อนที่จะไปพบกับ การแสดงในเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน BICT Fest 2026 “Play Attention: Look Who’s Growing Up” 21-30 สิงหาคม 2569 ทั้ง 11 ผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินไทยและต่างชาติรวม 9 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน เบลเยียม ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย

    .

    เพราะศิลปะการแสดงทำหน้าที่ละเมียดละไมสองสิ่งนี้พร้อมกัน

    .

    🪞 เป็น “กระจก” ที่สะท้อนโลกภายใน ให้เด็กๆ ได้กลับมาจดจ่ออยู่กับเนื้อกับตัว ได้สบตากับความคลุมเครือ และเห็นคุณค่าที่ขับเคลื่อนจากภายในโดยไร้การสั่งสอน 

    .

    🪟 เป็น “หน้าต่าง” บานกว้างที่ชวนออกไปสำรวจโลกข้างนอกอย่างเปิดใจ ผ่านผัสสะและการจำลองประสบการณ์ล้ำลึกที่เปิดตาและขยายหัวใจให้โอบรับทุกความเป็นไปได้ของเพื่อนมนุษย์

    .

    เพราะในโลกที่ความเป็นผู้ใหญ่ทำให้เรามัวง่วนอยู่กับคำตอบสำเร็จรูป โลกศิลปะการแสดงคือพื้นที่ไม่กี่แห่งที่อนุญาตให้เด็กๆ ได้โอบกอดความไม่รู้ และเติบโตผ่านความคลุมเครืออันงดงาม

    .

    จูงมือเด็กๆ ก้าวเข้าสู่โลกของศิลปะการแสดง อีกครั้งที่ BICT Fest 2026

    .

    จองและราคาบัตรการแสดงได้แล้ววันนี้ทาง Eventpop: https://www.eventpop.me/c/bictfest2026

    หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงได้ที่เว็บไซต์: https://bictfest.com/2026/

    ===============

    #Mappa #BICTFest2026 #PLAYATTENTION #ศิลปะการแสดงสำหรับเด็ก #ActiveInterpreter #childrentheatre #childrenart #familyactivities

  • วิชาเอาตัวให้รอด ในโลกที่ Safe Zone ไม่มีจริง: ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม

    วิชาเอาตัวให้รอด ในโลกที่ Safe Zone ไม่มีจริง: ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม

    วิชาเอาตัวให้รอด ในโลกที่ Safe Zone ไม่มีจริง: ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    วิชาเอาตัวให้รอด ในโลกที่ Safe Zone ไม่มีจริง: ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม

    1.Safe Zone ไม่มีจริง แต่ที่มีจริงคือ Dead Zone

    2.ความไม่เก่งและการเป็นผู้ฟังควรอยู่กับเราตลอดเวลา

    3.ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร คุณคือคุณปกติ แต่ถ้าใครเดินมาถูกทางตั้งแต่ต้น กลีบกุหลาบโปรยมาตลอดทาง คุณคือมนุษย์ประหลาด

    คลิป 4 นาทีกว่าๆ ของ ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม ครูใหญ่มากแห่งวงการดนตรี เหมือนเอาชีวิตกว่า 50 ปีมาเลคเชอร์ให้เราฟังในวิชา ‘เอาตัวรอด’

    ก่อนลงท้ายว่า “ผมอาจจะผิดก็ได้นะ” แปลว่า ไม่ต้องเชื่อ

    อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม “วิชาเทศกาลดนตรีของ ครู ใหญ่ มาก : ป๋าเต็ม ยุทธนา บุญอ้อม”