ผู้เขียน: MAPPA

  • นิทานไม่ต้องสอน เล่าเถอะ…อยากฟัง

    นิทานไม่ต้องสอน เล่าเถอะ…อยากฟัง

    นิทานไม่ต้องสอน เล่าเถอะ…อยากฟัง

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    นิทานไม่ต้องสอน เล่าเถอะ…อยากฟัง

    ไม่ว่าจะเป็นการอ่านจากหนังสือนิทานซึ่งเป็นสื่อที่ใช้กันอยู่ทั่วไป อ่านจากเรื่องที่สามารถค้นหาจากอินเทอร์เน็ต หรือนิทานที่เคยฟัง หรือเล่าความทรงจำตอนเด็กๆ ของคนเล่าก็ได้ และแต่ละบ้านก็มีวิธีในการเล่าในแบบของตัวเองขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้เล่าและความสนใจของผู้ฟังในแต่ละช่วงวัย

    ช่วงเวลาที่มักเล่านิทานกัน คือ ช่วงก่อนนอนตอนกลางคืนหรือตอนบ่าย แต่ความจริงแล้ว การเล่านิทานจะเล่าตอนไหนของวันก็ได้ หากเล่าตอนเช้าหลังอาหารก็เป็นการเริ่มต้นวันที่ดีในการเรียนรู้ เด็กๆ จะได้พัฒนาทั้งสมาธิ การฟัง ได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ และได้ใช้จินตนาการของพวกเขา ถ้าเด็กยังเล็กไม่สามารถจดจ่อกับเรื่องยาวๆ สามารถเล่าเรื่องทีละสั้นๆ และให้เด็กมีส่วนร่วมด้วยการถามคำถามให้เด็กตอบ เช่น เรื่องเล่าเมื่อคราวก่อนมาถึงตอนไหนแล้วและเขาคิดว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือถามความหมายของคำศัพท์ที่ได้เรียนรู้เพิ่ม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การถามคำถามจะทำให้ผู้เล่าได้รับรู้ความคิดของเด็กด้วย

    การเล่าเรื่องเป็นการให้ความรู้ทางอ้อมแก่เด็กๆ ในด้านประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม ทั้งของตัวเองและสามารถพาเด็กๆ ไปเรียนรู้เรื่องราวของประเทศอื่นได้ การเรียนรู้เรื่องราวและตัวละครจะสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และทำให้พวกเขาสามารถเปรียบเทียบเรื่องราวกับประสบการณ์จริงและเตรียมความพร้อมหากเขาต้องเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในเรื่อง

    การเล่าด้วยความรู้สึกจะช่วยให้เด็กๆ อยู่กับเรื่องเล่าได้มากกว่า โดยใช้โทนเสียงและจังหวะช่วยตาม อารมณ์และบรรยากาศในเรื่อง หากเล่าจากความทรงจำและใช้เพียงท่าทางประกอบ หรืออ่านโดยไม่ผ่านภาพในหนังสือ ก็จะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้จินตนาการในการสร้างภาพของโลกในเรื่องนั้นด้วยตัวเอง

    บ้านที่ไม่คุ้นเคยกับการเล่าเรื่อง หรือผู้ใหญ่ในบ้านไม่มั่นใจที่จะเป็นคนเล่า สามารถเริ่มต้นด้วยการใช้เกมเล่าเรื่อง เช่น การให้เด็กช่วยเล่า หรือใช้ภาพถ่ายครอบครัวในการช่วยเล่า ทั้งนี้ การเล่าเรื่องไม่มีถูกผิด ขอเพียงมีความรู้สึกอยากเล่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้เวลาด้วยกัน และแลกเปลี่ยนกันในแต่ละวัน

    หากไม่รู้จะเริ่มต้น ‘เล่า’ อย่างไร

    สามารถติดตามกิจกรรม Stories from Homes จากโครงการ PLAY FROM HOME ของ BICT Fest โครงการที่ชวนให้ครอบครัวมาร่วมสร้างสรรค์รายการพอดคาสท์เล่านิทานด้วยกัน โดยมี 11 ครอบครัวมาแชร์เรื่องเล่าจากที่บ้าน ทั้งจากหนังสือ ประสบการณ์ หรือเรื่องที่แต่งกันเองในครอบครัว

    ทุกๆ วันเสาร์ – อาทิตย์ เริ่มเรื่องแรก เสาร์ที่ 20 มิถุนายน นี้

    ติดตามกิจกรรรม PLAY FROM HOME ของ BICT Fest ได้ ที่นี่

  • The Power of Wordless Book พลังของหนังสือไร้ตัวอักษร  เมื่อภาพสะท้อนเรื่องราวได้ดั่งใจนักอ่านวัยเด็ก

    The Power of Wordless Book พลังของหนังสือไร้ตัวอักษร  เมื่อภาพสะท้อนเรื่องราวได้ดั่งใจนักอ่านวัยเด็ก

    The Power of Wordless Book พลังของหนังสือไร้ตัวอักษร  เมื่อภาพสะท้อนเรื่องราวได้ดั่งใจนักอ่านวัยเด็ก

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    The Power of Wordless Book พลังของหนังสือไร้ตัวอักษร  เมื่อภาพสะท้อนเรื่องราวได้ดั่งใจนักอ่านวัยเด็ก

    “A Picture worth a Thousand words” ภาพหนึ่งภาพสื่อความหมายได้หลายพันคำ ใครที่เคยได้ยินประโยคนี้คงเข้าใจดีว่า การสื่อความหมายด้วยภาพ บางครั้งก็ลึกซึ้งกว่าการบรรยายด้วยตัวอักษร เพราะภาพสามารถกระตุ้นจินตนาการและความเข้าใจที่หลากหลายตามประสบการณ์และมุมมองของผู้ชม เช่น ภาพถ่ายใบหน้าของเด็กที่ยิ้มกว้างพร้อมแววตาเป็นประกาย อาจบอกเล่าถึงความสุข ความไร้เดียงสา หรือแม้กระทั่งบรรยากาศในช่วงเวลานั้น โดยไม่จำเป็นต้องเขียนคำอธิบายใดๆเพิ่มเติม

    ความทรงพลังของภาพไม่เพียงแค่เล่าเรื่องราว แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตีความและเชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งสำหรับเด็กๆ แล้ว การได้จินตนาการเรื่องราวจากภาพที่เห็นอย่างอิสระ เป็นการฝึกพัฒนาความคิดได้ไม่รู้จบ ยิ่งหากว่าได้นั่งดูหนังสือภาพกับพ่อแม่ผู้ปกครอง แม้หนังสือเล่มนั้นจะปราศจากตัวอักษร แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ครอบครัวร่วมกันรังสรรค์ขึ้นมา เป็นประสบการณ์ดีๆ ที่น่าจดจำ นำไปสู่การวางรากฐานนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กๆ ได้อย่างยั่งยืน

    รู้จักพลังของหนังสือที่ไร้ตัวอักษร

    พลังของหนังสือนั้นมีมากมายอย่างไม่ต้องสงสัย หนังสือแต่ละประเภทก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป สำหรับหนังสือไร้ตัวอักษร เป็นหนังสือที่ใช้ภาพเป็นหลักในการสื่อสาร อาจมีตัวอักษรเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีเลย หลายคนอาจสงสัยว่า การอ่านหนังสือที่ไม่มีตัวอักษรจะมีประโยชน์อย่างไร? คำตอบก็คือ เพราะการอ่านไม่ได้หมายถึงการทำความเข้าใจตามตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าใจความหมายผ่านภาพด้วย

    เมื่อไม่มีคำบรรยาย ภาพจะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเล่าเรื่อง ซึ่งสำหรับเด็กๆ แล้ว ภาพย่อมดึงดูดความสนใจได้ดีกว่าตัวหนังสือ ทำให้เข้าใจและเข้าถึงเนื้อหาได้ แม้จะอ่านหนังสือไม่ออก สำหรับเด็กๆ แล้ว ภาพเป็นสิ่งที่พวกเขาคุ้ยเคยในการมองหาเรื่องราว ขณะที่ผู้ใหญ่อาจไม่คุ้นชินนัก เพราะใช้การอ่านเป็นหลัก

    อย่างไรก็ตาม หนังสือภาพสามารถเป็นสื่อที่ทรงพลังสำหรับเด็กๆ เพราะเปิดโอกาสให้พวกเขาใช้จินตนาการได้อย่างอิสระ เด็กๆ สามารถตั้งชื่อตัวละคร เลือกคำพูด คิดเรื่องราว และสร้างบทสนทนาขึ้นมาเองได้

    สำหรับหนังสือไร้ตัวอักษร (Wordless Book) อาจจัดเป็นหนังสือภาพประเภทหนึ่งที่มีตัวหนังสือน้อยมาก หรือไม่มีเลย นอกจากนี้ยังมีหนังสือภาพอีกหลายประเภทที่เหมาะสำหรับเด็กแต่ละวัย เช่น Board Books ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ปีหรือน้อยกว่า มีลักษณะเป็นหนังสือที่แข็งแรง ทนทาน มีภาพมากกว่าคำ ทำให้อ่านง่ายและใช้เวลาไม่นาน Concept Books และ Predictable Books เป็นหนังสือภาพที่มุ่งเน้นการสอนแนวคิดหรือมีรูปแบบเรื่องราวที่คาดเดาได้ง่าย ช่วยให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้ดี และ Beginning Readers Book เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่เริ่มเรียนอ่าน มีคำศัพท์ง่ายๆ และโครงสร้างประโยคที่ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านในเบื้องต้น ทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและความสนุกสนานในการอ่านสำหรับเด็กในช่วงวัยต่างๆ

    หนังสือไร้ตัวอักษรอ่าน- เล่าอย่างไรให้ลูกสนุก

    อิสระและความสนุกของหนังสือที่ไร้ตัวอักษร ก็คือ พ่อแม่และลูกๆ ใช้จินตนาการแต่งเติมเรื่องราวได้เต็มที่อย่างไม่มีขีดจำกัด คุณและลูกอาจเลือกเป็นตัวละครคนละตัว และเมื่อถึงหน้าที่ตัวละครนั้นปรากฏ ก็สวมบทบาทสร้างบทสนทนาได้ทันที ซึ่งวิธีนี้ทำให้การอ่านกลายเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน เมื่อพ่อแม่ลูกมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เด็กๆ อาจเล่าเรื่องที่แตกต่างจากที่พวกเขาได้ฟังจากพ่อแม่ สร้างประสบการณ์ที่หลากหลายแม้จะอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน

    สำหรับพ่อแม่ที่อาจรู้สึกไม่คุ้นเคยกับหนังสือที่ไม่มีตัวอักษร ไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่าน-เล่าเรื่องราว หรือใช้หนังสือให้เกิดประโยชน์ สร้างความสนุกสนานให้กับเด็กๆ ได้อย่างไร คุณอาจเริ่มต้นง่ายๆ ดังนี้

    ชวนลูกตั้งชื่อตัวละคร

    ชวนกันคิดชื่อสถานที่ต่างๆ ในหนังสือ เช่น ชื่อหมู่บ้าน ชื่อโรงเรียน ฯลฯ

    จินตนาการถึงเนื้อหา ขั้นตอนนี้หากลูกยังเด็กเกินไป พ่อแม่อาจวางโครงเรื่องคร่าวๆ ไว้ในใจล่วงหน้า

    แบ่งว่าใครเป็นตัวละครใด เพื่อสร้างบทสนทนา

    หากยังไม่แน่ใจว่าจะเล่าให้ลูกสนุกได้อย่างไร วิธีการง่ายๆ คือ เริ่มจากการบรรยายรายละเอียดในภาพที่เห็น ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งชื่อสิ่งที่อยู่ในภาพ แต่ให้พูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ชี้ไปยังภาพเพื่อเชื่อมโยงคำพูดกับสิ่งที่ลูกเห็น ซึ่งจะช่วยให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    คุณสามารถตั้งคำถามชวนคิด เช่น “ทำไมถึงเป็นแบบนั้น” หรือ “ลูกคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เพื่อกระตุ้นจินตนาการและการตอบสนองของลูก ใช้ภาษาที่เหมาะกับนิทานและวัยของลูก หลีกเลี่ยงการใช้คำที่ซับซ้อน ยากเกินความเข้าใจของเด็กๆ นอกจากนี้ การใช้คำเชื่อมลำดับเหตุการณ์ เช่น เริ่มต้น, ถัดมา, หลังจากนั้น, สุดท้าย หรือ ในที่สุด จะช่วยให้เด็กๆ เข้าใจว่าแต่ละเหตุการณ์มีลำดับเชื่อมโยงกันอย่างไร

    สุดท้ายแล้ว แม้พ่อแม่อาจจะไม่คุ้นเคยกับการเล่าเรื่องจากภาพ แต่ด้วยการปรับตัวและเริ่มต้นง่ายๆ เช่น วางโครงเรื่องไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้การอ่านเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและมีคุณค่า ทำให้การเล่าเรื่องจากหนังสือภาพไร้ตัวอักษรกลายเป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าจดจำ ทุกครั้งที่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านร่วมกัน

    เสน่ห์อีกประการของหนังสือภาพที่ไม่มีตัวอักษรก็คือ หนังสือเล่มเดียวอาจใช้ประสบการณ์ที่หลากหลาย เพราะเด็กๆ อาจเล่าเรื่องราวที่แตกต่างจากพ่อแม่ หรือพ่อแม่อาจสร้างเนื้อหาใหม่ๆ จากหนังสือเล่มเดิมได้ไม่รู้จบ

    Reference:

    (1) https://www.raisingreaders.org/blog/wordless-picture-books
    (2) https://www.readingbrightstart.org/articles-for-parents/wordless-books/

  • ‘ความมืด’ ใช่ไหม ที่บอกเราว่าต้องใช้ไฟอีกกี่ดวง ชวนอ่าน The Dark  เมื่อ ‘ความไม่รู้’ ที่เราต่างหวาดกลัว คือเพื่อนคนสำคัญของการเติบโต

    ‘ความมืด’ ใช่ไหม ที่บอกเราว่าต้องใช้ไฟอีกกี่ดวง ชวนอ่าน The Dark เมื่อ ‘ความไม่รู้’ ที่เราต่างหวาดกลัว คือเพื่อนคนสำคัญของการเติบโต

    ‘ความมืด’ ใช่ไหม ที่บอกเราว่าต้องใช้ไฟอีกกี่ดวง ชวนอ่าน The Dark เมื่อ ‘ความไม่รู้’ ที่เราต่างหวาดกลัว คือเพื่อนคนสำคัญของการเติบโต

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    ‘ความมืด’ ใช่ไหม ที่บอกเราว่าต้องใช้ไฟอีกกี่ดวง ชวนอ่าน The Dark เมื่อ ‘ความไม่รู้’ ที่เราต่างหวาดกลัว คือเพื่อนคนสำคัญของการเติบโต

    บางครั้งความมืดก็ซ่อนตัวอยู่ในตู้  บางคราวมันก็นั่งอยู่หลังม่านอาบน้ำ

    ถ้าเพียงเรามองไปรอบๆ ในมุมเล็กลับสักมุมหนึ่งใกล้ๆ ก็อาจเห็นว่ามีความมืดอาศัยอยู่มุมใดมุมหนึ่งอย่างแนบนิ่ง มันอาจซ่อนอยู่ข้างๆ มุมโต๊ะทำงาน หลบอยู่ในลิ้นชักที่ยังไม่ถูกเปิด แอบอยู่ในหลืบลึกของกระเป๋าใบใหญ่  ไปจนถึงนั่งๆ นอนๆ หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตามพื้นที่ปิดทั้งหลาย เราจึงต่างได้ใกล้ชิดกับ ‘ความมืด’ กันเป็นกิจวัตร ทั้งที่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

    เมื่อช่วงยามแห่งค่ำคืนมาถึง เจ้าความมืดที่หลีกหลบอยู่ตามมุมต่างๆ เหล่านั้นก็มักจะได้ทีกระจายตัวออกมาจากตู้ กระโจนจากกล่องทึบ ขยายร่างจากมุมเล็กลับกลายเป็นความมืดขนาดมหึมา แล้วไหลไปรวมตัวกันบนท้องฟ้ากว้างใหญ่ แทรกซึมเข้าไประบายสีดำในอณูอากาศรายรอบตัวฉัน คุณ เธอ เขา และเรา จนกลืนกินสิ่งที่เคยมองเห็นก่อนหน้า ให้หายวับไปจากตา

    หลายต่อหลายครั้งในบรรยากาศแบบนั้น ‘ความกลัว’ จากการไม่รู้หรือมองไม่เห็นก็มักจะคืบคลานเข้ามาในหัวใจและนัยตาของเรา…ปรากฏ ‘เด่นชัด’ แทนที่สิ่งอื่นที่วับหาย

    คอลัมน์ ‘นิทานก่อนนอน’ ในเดือนนี้ เดินทางมาพร้อมกับช่วงเวลามืดค่ำ ก่อนที่คุณจะหลับตาลงนอนแล้วพบกับความมืดมิดอย่างเต็มรูปแบบภายใต้เปลือกตาที่ปิดลงในคืนนี้ ก่อนที่คุณจะผ่านความมืดในคืนนี้ไปเพื่อพบกับเรื่องราวอีกมากมายที่จะต้องเผชิญในวันพรุ่งนี้ ฉันอยากจะเล่าความรู้สึกและบางแง่มุมจากการได้อ่านนิทานภาพเล่มหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความมืดมิด ทว่าเปี่ยมด้วยพลังให้คุณฟัง

    นิทานภาพเรื่องนี้มีชื่อว่า ‘The Dark’ ผลงานเขียนโดยนักเขียนลือชื่ออย่าง Lemony Snicket และภาพประกอบที่ตราตรึงโดย Jon Klassen

    “I want to show you something” said the dark

    ความหวาดกลัวที่เข้ามายึดครองอาณาเขตหัวใจ

    The dark คือเรื่องราวของ ลาสซโล เด็กน้อยผู้หวาดกลัวความมืดจนไม่อาจนอนหลับได้ในยามกลางคืน ลาสซโลกลัวความมืดมาก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธการมีอยู่ของมันที่รายล้อมตัวเขา และดำรงอยู่ในมุมต่างๆ ของบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่มืดสนิทอย่างห้องใต้ดินที่เขาแทบจะไม่กล้าย่างกรายเข้าไป ลาสซโลอยู่กับความมืดด้วยความหวั่นเกรง พยายามหันหลัง ปิดตา ไม่อยากมองเห็น สัมผัส หรือใกล้ชิด

    ความรู้สึกหวั่นๆ กลัวๆ แบบลาสซโลนี้ ช่างคลับคล้ายกับความรู้สึกของฉันบางมุมเหมือนกัน ในวัยที่หวาดกลัวหลายสิ่งอย่างในการมีชีวิตอยู่ กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดของชีวิต การทำงาน ความรัก และความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ หลายครั้งฉันกลัวความไม่รู้ในโลกที่รู้สึกว่าเต็มไปด้วยผู้รู้มากมาย ซึ่งมักเกิดคำถามที่ว่าเราจะตามพวกเขาทันได้อย่างไรกัน หรือเราจะรู้สึกเก่งวันไหนกี่โมง เราจะรู้สึกว่าเราทำได้ตอนไหนกี่โมง ช่วงเวลาเหล่านั้นใช้การรอคอยนานจัง  บางทีก็กลัวที่จะกระโจนเข้าไปในความสัมพันธ์กับใครบางคนที่เราไม่อาจคาดเดาว่าจะจบลงอย่างไร บางครั้งอยู่ๆ ก็รู้สึกกลัวการหลงทาง กลัวที่เราไม่รู้ว่าเรากำลังเดินปัดเป่ไปทางไหนกันแน่ พลันส่งผลให้กลัวที่จะค้นหาหรือลองก่อร่างสิ่งต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมา  หลายครั้งฉันเลยหนีและขอหลบหน้าจากความไม่แน่ไม่นอนเหล่านี้ เพื่อกลับไปอยู่ในเซฟโซนที่เรามองเห็นและรับมือได้ทุกอย่างจะดีกว่า นั่นคือเสียงในหัวของฉัน หลายครั้งมันบอกว่าให้ทำตามครรลองที่ความกลัวบอกให้ทำ อย่าไปเป็นมิตรกับความมืดเหล่านั้นเลย

    แต่ก็นะ แม้หลายคราวจะเป็นแบบที่ว่านั้น ก็ไม่ใช่ทุกครั้งเสมอไป มนุษย์อย่างพวกเรามีมุมกลับที่ทั้งวิเศษและแปลกประหลาด  บางทีฉันก็อยากเรียกมันว่าความย้อนแย้ง กล่าวคือในขณะที่เรากลัวความมืดหรือไม่กล้ากระโจนเข้าไปในพื้นที่ที่ยากจะทำความเข้าใจ ในอีกมุมพวกเราก็ต่างมี ‘ความอยากรู้และอยากสอดแนม’ สิ่งที่ถูกปกปิดเอาไว้เหล่านั้นอยู่ในที ฉันว่าลาสซโลก็เป็นเช่นกัน แม้ความมืดนั้นมันจะน่าหวาดกลัวมากในหัวและจินตนาการของเขา แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจที่จะเข้าไปหาความมืดที่เขาไม่อาจต้านทานได้นั้นอยู่ดี

    “ลาสซโลคิดว่า หากเขาเข้าไปเยือนความมืดในห้องแห่งความมืด บางทีความมืดอาจจะไม่มาและเข้าไปเยี่ยมเขาในห้องของเขา”

    ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ สบตากับความมืด เจรจากับสิ่งที่เรารู้สึกหวาดกลัวดูสักครั้ง

    “เข้ามาใกล้ๆ” ความมืดพูด “ใกล้เข้าอีก” ความมืดย้ำ

    นิทานภาพเล่มใหญ่กำลังพาฉันในฐานะคนอ่านและลาสซโล ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ กับความมืด มองดูความมืดในมุมต่างๆ ที่กำลังเชื้อเชิญให้เราเข้าไปอย่างเป็นมิตร ผิดกับจินตนาการในหัวที่คิดไว้ในตอนแรกว่าความมืดคงจะใจร้ายกว่านี้ แต่กลับใจดีกับลาสซโลและฉันมากเกินคาด ทั้งด้วยท่าทีและถ้อยคำ ทำให้เราค่อยๆ เดินลงไปในห้องใต้ดินพร้อมกับหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไม่ตระหนก แม้จะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของหลังคา กลิ่นของความอับชื้น และเสียงร้องของเครื่องซักผ้าดังอยู่ไกลๆ ประกอบอยู่ในฉากแห่งความมืดนั้น ก็ไม่ได้น่ากลัวมากจนทำให้ลาสซโลและฉันตัดใจละทิ้งการทำความรู้จักความมืดในครั้งนี้ เพราะหนังสือไม่ได้บีบคั้นให้เรารีบรู้สึกดีกับความมืด หรือปฏิเสธความกลัวที่เกิดขึ้นในใจ แต่มันทำหน้าที่ผ่านทั้งภาพและคำให้เรากล้าที่จะค่อยๆ เดินเข้าไปในความมืดนั้น พร้อมกับรับรู้ถึงความกลัวของเราได้ ก่อนจะค่อยๆ ทำให้รู้สึกว่าความมืดที่รายรอบเราอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติ เป็นความธรรมดา เป็นสิ่งที่อยู่กับเราในทุกเมื่อเชื่อวัน เหมือนตอนที่เรามองดูท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่การเกิดขึ้นของความมืดมิดนั้นทำให้เราเห็นดวงดาวแจ่มชัดขึ้น เป็นธรรมขาติที่สัมพันธ์ต่อกันและอยู่กับชึวิตเราอย่างลึกซึ้ง และมีหน้าที่ของมัน

    “คุณอาจกลัวความมืด แต่ความมืดไม่กลัวคุณ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความมืดจึงอยู่ใกล้ตัวเสมอ ความมืดแอบมองไปรอบ ๆ มุม แล้วรออยู่หลังประตู และคุณสามารถเห็นความมืดบนท้องฟ้าเกือบทุกคืน จ้องมองลงมาที่คุณขณะที่คุณแหงนหน้าดูดาว“

    จะว่าไปความมืดก็เป็นเหมือน ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชีวิตเรา เช่นกันกับความไม่รู้และความหวาดกลัวทั้งหลายนี่เอง มัน ‘ทำหน้าที่’ บางอย่างอยู่โดยที่บางครั้งเราไม่รู้ตัว

    เพื่อนคนสำคัญของการเติบโต

    เมื่อความมืดและลาสซโลมีความสัมพันธ์อย่างที่เป็นมิตรต่อกัน ความมืดก็ชวนให้ลาสซโลลงไปดูลิ้นชักด้านล่างในห้องแห่งความมืด

    “เปิดลิ้นชักด้านล่างดูสิ”

    แล้วลาสซโลกับฉันก็พบกับหลอดไฟสีเหลืองอร่ามก่อนที่ความมืดจะกล่าว

    “ยินดีต้อนรับ”

    ในฐานะคนอ่านนี่เป็นโมเมนต์ที่ทำให้ฉันรู้สึกรักความมืดและพื้นหลังสีดำทึบนั่นอย่างบอกไม่ถูก และคิดเอาเองว่าลาสซโลก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนัก

    ความมืดที่ซ่อนตัวในลิ้นชักทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่ทรงพลัง เผยให้เขาเห็นแสงของหลอดไฟอย่างเด่นชัด นวล สวยขึ้นมาประจักษ์ในดวงตา  และความมืดเองยังมอบหลอดไฟให้กับลาสซโลไปใช้ในห้องนอน ให้ความมืดสลายจางลง เพื่อให้เขาไม่กลัวจนเกินไปและสามารถนอนหลับได้

    ฉันรักความมืดอย่างบอกไม่ถูก มันทำหน้าที่ของมันอยู่จริงๆ ด้วย ทำหน้าที่อย่างเรียบสงบ หน้าที่นั้นอย่างหนึ่งคือทำให้เราได้รู้ว่าหลอดไฟมีความหมายว่าอย่างไร และปรากฏแจ่มชัดที่สุดเมื่อใด แต่สิ่งนี้จะไม่ปรากฏให้เห็นได้เลย หากลาสซโลไม่ตัดสินใจเดินทางร่วมกับความกลัวเพื่อมาทำความรู้จักกับความมืดมิดที่น่าฉงนนี้

    ‘ความมืด’ คือความไม่รู้ และความไม่รู้ที่ลาสซโลวหรือเราต่างหวาดกลัวนั้น จริงๆ แล้วก็กำลังทำให้เรารู้อะไรเพิ่มขึ้นและเติบโตต่อไป

    “หากไม่มีความมืด ทุกอย่างก็จะสว่าง และคุณจะไม่มีทางรู้ว่าคุณต้องการหลอดไฟหรือไม่”

    ไม่แปลกที่เราจะหวาดกลัวความมืดที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ ไม่แปลกที่เราจะหวาดกลัวการเติบโตขึ้นไปในแต่ละช่วงวัยของชีวิต หากแต่ความกลัวจากความไม่รู้เหล่านั้นคือเพื่อนของพวกเรา เช่นกันกับความมืดที่เป็นเพื่อนของลาสซโลและสามารถก้าวเดินเคียงข้างไปพร้อมกันได้

  • “ไม่ฟัง ไม่อยากเป็นคนขี้ฟ้อง ไม่อยากให้เครียด ‘3 ไม่’ ทำไมเด็กๆ โดนบูลลี่ แล้วไม่บอกพ่อแม่”

    “ไม่ฟัง ไม่อยากเป็นคนขี้ฟ้อง ไม่อยากให้เครียด ‘3 ไม่’ ทำไมเด็กๆ โดนบูลลี่ แล้วไม่บอกพ่อแม่”

    “ไม่ฟัง ไม่อยากเป็นคนขี้ฟ้อง ไม่อยากให้เครียด ‘3 ไม่’ ทำไมเด็กๆ โดนบูลลี่ แล้วไม่บอกพ่อแม่”

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    ไม่ฟัง ไม่อยากเป็นคนขี้ฟ้อง ไม่อยากให้เครียด ‘3 ไม่’ ทำไมเด็กๆ โดนบูลลี่ แล้วไม่บอกพ่อแม่

    ไม่ฟัง,ไม่อยากเป็นคนขี้ฟ้อง และ ไม่อยากให้เครียด คือ 3 เหตุผลสำคัญของเด็กสมัยนี้ที่ไม่อยากบอกว่าพ่อแม่ว่าโดนบุลลี่หรือโดนแกล้ง

    ลึกๆ แล้ว ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องการคนรับฟัง นั่งข้างๆ ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ก็ได้

    ลึกยิ่งกว่านั้น เด็กๆ ต้องการให้คนรอบข้างเชื่อมั่นว่าเค้าแก้ปัญหาเองได้

    มันเริ่มต้นจากการชวนเด็กๆ คุยเรื่องสุภาษิตคำพังเพยว่าอันไหน in อันไหน out สำหรับพวกเขา แต่สิ่งที่พบจากบทสนทนา เด็กแต่ละคนต่างมี pain point กับสุภาษิตและความเชื่อที่มาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

    “ถ้ากลายเป็นเด็กขี้ฟ้อง จะโดนหนักกว่าเดิมอีก” ‘วาเลน’ ปุณยานุช พุ่มพวง นักเรียนชั้น ม.4

    ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

    “หนูรู้สึกว่าจริง” ‘วาเลน’ ปุณยานุช พุ่มพวง นักเรียนชั้น ม.4 อธิบายต่อทันทีว่าตัวเองกลายมาเป็นคนชอบแต่งตัว แต่งหน้า เพราะสมัยก่อน ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมจะถูกเพื่อนบูลลี่เรื่องหน้าตา หนักถึงขั้นโดนจิกหัว เป็นอย่างนั้นอยู่ถึง 4 ปี

    “ตอนนั้นหนูไม่สวย หนูดำปี๋ ผมสั้นถึงติ่งหู หนูเพิ่งเข้าไปเป็นเด็กใหม่ ป.4 ที่โรงเรียน ตอนนั้นเกรดหนูดี ได้ 4 หนูเลยถูกคัดให้อยู่ห้อง gifted เลยโดนบูลลี่ตั้งแต่นั้นมา

    “พอหนูตัดผมม้า เขาก็เรียกหนูว่าหนูหิ่น จินตหรา อาจเล็กน้อยสำหรับคนอื่นแต่สำหรับหนูมันไม่ธรรมดาเลย หนูเจ็บใจมากๆ แต่ก็ต้องทำเป็นขำตามไปทุกครั้ง เพราะถ้าไม่ขำตามจะโดนหนักกว่าเดิม”

    ไปโรงเรียนไม่เคยมีความสุข เอาความเครียดกลับบ้านมาร้องไห้ทุกวัน แต่เด็กประถมไม่ยอมบอกพ่อแม่

    “หนูไม่อยากบอก กลัวเขาเครียด อีกอย่างหนูรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาของหนู แล้วหนูอยากแก้ปัญหาด้วยตัวหนูเอง หนูทนได้ หนูโตไปหนูอยากทำให้พวกเขา (เพื่อน) รู้สึกว่าหนูไม่ใช่คนที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป”

    เอาจริงๆ วาเลนก็อยากบอกพ่อแม่ แต่พอชั่งใจแล้ว น้ำหนักแห่งความไม่อยากให้เขาเครียดมันมากกว่าก้อนทุกข์ของตัวเอง เลยเลือกที่จะทนไปก่อน ทำอะไรได้ก็ทำ-นี่คือความคิดของเด็กประถม

    แต่ลึกๆ แล้ว ด.ญ.ปุณยานุชตอนนั้น อยากเล่าให้ใครสักคนฟังมากที่สุด และคนคนนั้นคือครู

    “หนูอยากจะเล่าให้ครูฟังมากๆ แต่ครูหลายคนไม่ค่อยสนใจเรื่องการบูลลี่ เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก หนูเลยไม่รู้จะคุยกับใคร”

    เลยต้องอดทนและช่วยเหลือตัวเอง ทั้งๆ ที่วาเลนเองก็ไม่ได้อยากจะเข้มแข็งอย่างนั้น

    “เอาจริงๆ หนูไม่อยากอดทน ตอนนั้นหนูเป็นเด็กไม่สู้คน เงียบตลอด ไม่กล้าสู้ใคร เวลาใครทำอะไรก็ขำๆ ตาม ไม่กล้าบอกว่าเขาผิด ไม่กล้าถามว่าทำอย่างนี้ทำไม มันทำให้เรารู้สึกตกต่ำไปกว่าเดิม”

    พอขึ้นมัธยม เด็กหญิงที่เอาแต่กลัวคน ค่อยๆ เติบโตพร้อมความกล้าหาญ เพราะได้เจอเพื่อนหลากหลายขึ้น สังคมกว้างขึ้น

    “มันทำให้เรากล้า กล้าตัดสินใจ กล้าทำโดยไม่กลัวผิด จนทุกวันนี้ใครทำผิด หนูก็ไม่กลัวที่จะบอกว่าเขาทำผิดและตักเตือนเขา”

    พร้อมๆ กันกับการเพิ่มความมั่นใจด้วยการแต่งตัว แต่งหน้า ที่ทำให้วาเลนเห็นด้วยกับ ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ เพราะความกล้าหาญสำคัญที่สุด

    “พอเรามั่นใจ หนูรู้สึกว่าตัวเองกล้าใช้ชีวิตมากขึ้น กล้าทำหลายอย่างมากขึ้นโดยไม่กลัวว่าเราจะโดนใครมอง หรือไม่กลัวว่าใครจะเอาไปนินทาลับหลัง มันสำคัญมากๆ เพราะเป็นวัยที่เราจะได้รับรู้ประสบการณ์หลายๆ อย่างที่จะเอาไปใช้ในอนาคต ถ้าเราไม่มีความกล้า ก็จะไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าที่จะไปโน่นไปนี่ ไม่กล้าเปิดตัวเอง เปิดความคิด”

    ส่วนพ่อแม่เอง เพิ่งมารู้เรื่องลูกสาวถูกบูลลี่เมื่อไม่กี่วันมานี้หลังจากตักเตือนเรื่องแต่งหน้าบ่อยเกินไป แต่ก็ไม่เคยห้าม

    “เขาก็บ่นบ้างว่าแต่งหน้าบ่อยไปนะเดี๋ยวหน้าแก่ก่อนวัย จริงๆ หนูก็เชื่อเขานะ แต่ทำไงได้ ถ้าหนูออกไปหน้าสดตอนนี้หนูก็ไม่กล้าแล้ว หนูแต่งมาหลายปี พอเราเจอคนอื่นในรูปลักษณ์ที่ดี เราก็ไม่กล้าให้คนอื่นเห็นรูปลักษณ์ที่มันด้อยของเรา

    “หนูก็เลยเล่าให้เขาฟังว่าหนูโดนเพื่อนบูลลี่หนักมากตั้งแต่ ป.4 แต่ที่ไม่เล่าเพราะเดี๋ยวถ้าพ่อแม่ไปบอกครู เขาก็จะหาว่าหนูเป็นเด็กขี้ฟ้อง แล้วก็จะโดนหนักกว่าเดิมอีก หนูว่าแม่เข้าใจในสิ่งที่หนูทำตอนนี้มากขึ้น เพราะสิ่งที่หนูเจอมามันอยากทำให้หนูทำตัวเองดีขึ้น ไม่อยากกลับไปอยู่จุดเดิม”

    ล่าสุด วาเลนได้คุยกับเพื่อนเก่าๆ ที่เคยบูลลี่ เพื่อนบอกว่าตอนนั้นก็ไม่ได้อยากทำ แต่…

    “พอเพื่อนคนนึงทำก็ต้องทำตามๆ กัน ไม่อย่างนั้นจะโดนเพื่อนเกลียดไปด้วย”

    “ถ้าฟังแค่ผ่านๆ ก็จะไม่เล่าให้ฟัง” ‘แมงป่อง’ วรุณรดี ขนุนทอง

    “หนูเข้าไปเป็นเด็กใหม่ตอน ม.3 หนูเรียนดี ส่งงานครูครบ ครูก็ตามใจ สนับสนุนทุกอย่าง เพื่อนเขาก็เลยหมั่นหนู ใส่ความบ้าง แกล้งบ้าง”

    แกล้งอย่างไรบ้าง

    “โดนสั่งไม่ให้เพื่อนคนอื่นเล่นด้วย ถามอะไรก็ไม่ให้ตอบ เหมือนเด็กน้อยเลย” แต่แมงป่องจะไปปรึกษาครูตลอด และคนสุดท้ายที่คิดจะบอกคือพ่อแม่

    “ไม่บอกค่ะ บอกก็ไม่ได้ช่วยอะไร หนูจะไม่สนิทกับพ่อแม่เรื่องนี้ พ่อค่อนข้างหัวโบราณไม่ค่อยฟัง ด้วยความที่เป็นคนจีน เขาเยอะไปทุกสิ่ง พูดอะไรไป เขาจะขัดๆ ตลอด หนูเลยไม่บอกดีกว่า แต่แม่ฟัง แต่ก็แค่ฟัง ไม่ได้อะไรมาก”

    แมงป่องบอกว่า การเลือกคุยกับใครสักคน เธอจะมองว่าคนคนนั้นจะฟังหรือเปล่าและฟังอย่างไร ถ้าฟังแค่ผ่านๆ ก็จะไม่เล่าให้ฟัง

    แต่เพราะครูที่แมงป่องคุยด้วยฟังอย่างตั้งใจ และมาพร้อมคำแนะนำ เธอจึงไว้ใจ

    “ไม่อยากให้คนที่เรารู้สึกสบายใจ รู้สึกวิตกไปกับเรา ทุกข์ เครียดแค่เราคนเดียวก็พอแล้ว” ‘ขนุน’ ดุลย์ชัยภณ ทองเปี่ยม

    คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

    คนดีของ ‘ขนุน’ ดุลย์ชัยภณ ทองเปี่ยม นักเรียนชั้น ม.4 หมายความว่า “ต้องไม่บูลลี่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบใคร และมีจิตสาธารณะ” แต่ถึงจะเป็นคนดี ตกน้ำก็ไหลถ้าว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนตกไฟก็ไหม้เกรียม ดีหรือเลวไม่เกี่ยว

    “ต้องไม่บูลลี่” คือประโยคแรกที่ขนุนพูดถึงคนดี ก่อนจะขยายความต่ออีกว่า

    “เราไม่ควรวิจารณ์รูปลักษณ์เขา เพราะมันคือตัวเขา เราควรอยู่แบบให้เกียรติกัน อยู่กันแบบเท่าเทียม  คนที่โดนบูลลี่เขาน่าจะเสียความมั่นใจในตัวเอง เป็นผลกระทบ อาจเป็นโรคซึมเศร้าครับ”

    ขนุนเล่าให้ฟังต่อว่า ตอน ม.1 น้ำหนักตัวเกือบ 100 กิโลกรัม เพื่อนในห้องเรียกว่า เบาหวานบ้าง อู๊ดๆ บ้าง ไม่มีใครเรียกด้วยชื่อเล่นจริงๆ

    “เสียใจครับ ผมเป็นคนคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย เก็บมาคิดทุกอย่าง ไม่มีความมั่นใจ”

    เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ขนุนเลือกที่จะไม่ปรึกษาใคร เพราะอยู่ที่บ้านหรืออยู่กับเพื่อนสนิท เขาเลือกที่จะเป็นคนสร้างสีสันมากกว่าเอาเรื่องเศร้าไปเล่าให้ฟัง

    “อยู่กับคนที่ปลอดภัย ผมรู้สึกว่าปลอดภัยจริงๆ ไม่อยากให้เขารู้สึกวิตกอะไรกับเรา ทุกข์ เครียดแค่เราคนเดียวก็พอแล้ว แค่เราอยู่กับคนที่สบายใจ ผมรู้สึกว่ามันผ่อนคลายแล้ว เดี๋ยวเราค่อยหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง”​

    จน ม.3 ขนุนตัดสินใจลดน้ำหนักเพราะเจอช่องยูทูบ ชวนคนมาลดน้ำหนักไปด้วยกัน

    “อาหารเช้า กลางวัน กินปกติ ตอนเย็นผมกินแค่ผลไม้กับอกไก่ แล้วก็ออกกำลังกาย พร้อมๆ กับเปลี่ยนทัศนคติตัวเอง จากที่เคยเก็บเรื่องไม่ดีมาคิดเล็กคิดน้อย ผมก็เปลี่ยนมาเป็นแรงผลักดัน คิดว่าถ้าผอมคงจะลบคำพูดนี้ออกไปได้”

    ภายใน 4 เดือน ขนุนลดน้ำหนักได้ถึง 20 กิโลกรัม

    “เพื่อนๆ ก็อึ้งว่าไปทำอะไรมา ทำไมผอมได้ขนาดนี้ คนที่อ้วนเขาก็มาปรึกษาผม ถามว่ามีของดีแนะนำไหม ผมบอกว่าไม่มี แค่ออกกำลังกายกับคุมอาหาร น้ำหนักก็ลงแล้ว”

    การตั้งเป้าไว้และทำได้สำเร็จ เรียกความภูมิใจของขนุนกลับคืนมา

    “ผมคิดไว้แล้วก็ทำได้ มีความมั่นใจ ตอนที่ผมจะลดก็คิดอยู่ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า พอเราทำได้ ก็ภูมิใจกับตัวเอง ใช้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม”

  • “นิทานดีๆ ที่มีพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านเติบโต – ชินสุเกะ โยชิทาเกะ นักเขียน นักวาดภาพประกอบ ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่ถามคำถามกับโลกและชีวิตผ่านนิทาน”

    “นิทานดีๆ ที่มีพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านเติบโต – ชินสุเกะ โยชิทาเกะ นักเขียน นักวาดภาพประกอบ ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่ถามคำถามกับโลกและชีวิตผ่านนิทาน”

    “นิทานดีๆ ที่มีพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านเติบโต – ชินสุเกะ โยชิทาเกะ นักเขียน นักวาดภาพประกอบ ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่ถามคำถามกับโลกและชีวิตผ่านนิทาน”

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    นิทานดีๆ ที่มีพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านเติบโต – ชินสุเกะ โยชิทาเกะ นักเขียน นักวาดภาพประกอบ ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่ถามคำถามกับโลกและชีวิตผ่านนิทาน

    ถ้าจริง ๆ แล้วมดคือมนุษย์ต่างดาวที่ซ่อนตัวบนโลกนี้ล่ะ?

    คุณตาที่ตายไปแล้วกำลังเล่นอะไรสนุก ๆ อยู่ในอีกโลกนึงนะ?

    แอปเปิ้ลที่อยู่บนโต๊ะนั้นอาจไม่ใช่ผลไม้ก็ได้

    ผมจะสร้างตัวเองขึ้นมาอีกคนยังไงดี?

    สมองเด็กที่ตั้งคำถามได้แสนยืดหยุ่นไร้ขอบเขต พาเจ้าของสมองจินตนาการถึงสารพัดความเป็นไปได้ที่ไกลไปกว่าความเป็นจริงในชีวิตจะไปถึง ตั้งแต่หนังยางหนึ่งเส้นที่ตกอยู่บนพื้นไปจนถึงดวงดาวที่อยู่ไกลหลายร้อยปีแสง

    ครั้งหนึ่งสมองของผู้ใหญ่ก็เคยมีความยืดหยุ่นแบบนั้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำตอบมากมายที่เพียงเคาะปลายนิ้วก็มีสารพันคำตอบที่ทั้งมนุษย์และ AI ช่วยให้คำตอบ การศึกษากึ่งสำเร็จรูปที่หีบห่อคำตอบส่งมอบให้ถึงมือและแม้ไม่อยากเปิดซองแต่ก็ต้องกินเพราะชีวิตต้องอยู่รอด ความจริงมือสอง สาม สี่ ห้า ที่ถูกส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่น ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกภายใต้ชื่อรุ่นความหวังดีทางลัด แม้เพียงเราจะแอบคิดตั้งคำถามออกนอกขอบเขตนี้ ยังมีส่วนหนึ่งส่วนใดในความคิดของเรารีบดึงตัวเองกลับมาด้วยความคิดค้านว่า “เฮ้ยๆ คำตอบพวกนี้ก็สำคัญเพราะมันคือความจริงของชีวิต”

    เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณชินสุเกะ โยชิทาเกะได้เริ่มเขียนหนังสือเล่มแรกจากโจทย์นามธรรมที่ทางสำนักพิมพ์ได้เชื้อเชิญเขาเอาไว้ โจทย์นั้นได้พาเขาย้อนไปในวัยเด็กที่ช่างถาม ช่างสงสัย ช่างจินตนาการ และหนังสือหลายเล่มที่อัดแน่นด้วยคำตอบ ไม่ได้ช่วยทำให้เขา “แล้วใจ”

    จนในวันที่เขาเป็นผู้ใหญ่และได้ลงมือสร้างหนังสือของตัวเอง เขาค้นพบว่าสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ “คำตอบ” แต่เป็น “คำถาม” ต่างหาก ที่จะช่วยให้ความคิดในหัวยังคงเดินทางไปข้างหน้า เมื่อเข้าใจแบบนี้ เขาก็ใช้ต้นทุนคือ ทักษะการวาดภาพ ความสงสัยในวัยเด็กของตัวเอง และการเป็นคุณพ่อลูกสอง สร้างหนังสือนิทานที่ครอบครัวนักอ่านทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่อ่านแล้วยิ้มกริ่มมุมปาก หัวเราะคิกคัก และรู้สึกคัน ๆ ในหัว เพราะถูกกระตุ้นความจำว่า “ใช่เลย ตอนเด็ก ๆ ก็เคยมีคำถามแบบนั้น”

    เพราะสิ่งสำคัญของคำถามใด ๆ ในโลก อาจจะไม่ใช่การได้มาซึ่งคำตอบที่มีคนอื่นมอบให้ แต่เป็นการ “รักษา” คำถามนั้นไว้ให้มันกลายเป็นโคมไฟส่องทางไปสู่การสำรวจเขตแดนความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และแน่นอน นำไปสู่คำถามใหม่ ๆ ที่ทำให้ชีวิตสนุกขึ้น

    ในบทสัมภาษณ์นี้ Mappa พาตั้งคำถามกับชินสุเกะ โยชิทาเกะนักถามตัวพ่อ (ลูกสอง) ถึงมุมมองการสร้างสรรค์หนังสือนิทานที่เปิดช่องว่างไว้ให้คนอ่านเติมเต็มคำถามมากมายไปด้วยกันกับเรื่องราวของเขา

    ไปถามคำถามนักตั้งคำถามกัน

    เมื่อก่อนคุณโยชิทาเกะมีอาชีพเป็นกราฟิก ดีไซเนอร์ซึ่งมีทางเลือกในการสร้างสรรค์งานได้หลายอย่าง เพราะอะไรถึงเลือกมาทำหนังสือเด็ก

    ความจริงไม่ได้เป็นกราฟิก ดีไซเนอร์ แต่เป็น illustrator วาดภาพปกนิตยสาร วาดภาพประกอบ จะเรียกว่าเป็นดีไซเนอร์ก็ไม่ถูกเพราะมันเป็นการวาดภาพตามโจทย์ที่ได้มา ตอนนั้นนอกจากวาดภาพตามโจทย์ในงานนิตยสารหรือวารสารแล้ว ยังมีผลงานรวมภาพประกอบของตัวเองเป็น illustration book พอมีคนเห็นผลงาน สำนักพิมพ์จึงยื่นข้อเสนอว่าลองทำงานหนังสือเด็กที่เป็นของตัวเองดูไหม จึงเริ่มจากตรงนั้น

    งานของคุณชินสุเกะค่อนข้างมีเอกลักษณ์ แตกต่างจากหนังสือเด็กทั่วไป เพราะอะไรถึงเลือกสื่อสารกับเด็กด้วยวิธีนี้

    ผมไม่ได้เป็นนักเขียนนิทานภาพตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากมีสำนักพิมพ์เสนอมา ก็เลยคิดว่าลองดูก็ได้ และอาจเพราะไม่ได้ตั้งเป้าตั้งแต่แรกว่าอยากเป็นนักเขียน ไม่รู้ว่าคนอื่นทำงานอย่างไร ตอนที่ตีโจทย์กับตัวเองตอนแรกเลยมาดูก่อนว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง มันก็ค่อย ๆ เกลาออกมาจนกลายมาเป็นแบบนี้ เลยอาจจะทำให้ต่างกับงานของคนอื่นเพราะไม่รู้ว่าคนอื่นทำงานอย่างไร ไม่ได้ตั้งใจแตกต่างแต่อาจจะเพราะพื้นฐาน มาคนละแบบกับคนอื่นมันจึงต่างกันไปโดยธรรมชาติ

    หนังสือของคุณแทบทุกเล่ม หลายคนสะท้อนว่าเหมือนจำลองนิสัยเด็ก หรือความอยากรู้ของเด็กออกมา จนมีคนพูดกันว่า คุณชินสุเกะอ่านใจเด็กได้ คุณทำอย่างนั้นได้อย่างไร

    ผมนึกถึงตัวเองตอนเป็นเด็ก ผมเป็นเด็กที่ชอบอ่าน ก็จะมีหนังสือบางเล่มที่อ่านแล้วไม่สนุกเลย บางเล่มอยากติดตามต่อ ผมก็พยายามทำหนังสือออกมาให้ตัวเองตอนเด็กอ่านแล้วสนุก

    แต่ถ้าเราคิดถึงตัวเองตอนเด็กอย่างเดียวแล้วเขียนออกมาเลย มันก็อาจเป็นเรื่องปัจเจกเกินไปจนคนอื่นอาจไม่เข้าใจ โชคดีที่ตัวเองก็มีลูกสองคน ตอนเลี้ยงลูก ก็รู้สึกว่าความคิดบางอย่างตอนเป็นเด็กกับความคิดของลูก มีส่วนที่เหมือนกัน แล้วส่วนตัวเป็นคนที่จดจำความรู้สึกและประสบการณ์ตอนเด็กของตัวเองได้ค่อนข้างแม่น เมื่อมีลูกเลยยิ่งย้ำว่าเราก็เคยคิดแบบนี้ เคยรู้สึกแบบนี้ ในหนังสือจึงสะท้อนส่วนนี้ออกมาเยอะมาก ๆ

    แต่ก็มีอีกหลายเล่มที่ผู้คนสะท้อนว่าคุณเหมือนอ่านใจพ่อแม่ได้ด้วย

    การมีลูกช่วยให้ได้มีมุมมองของความเป็นพ่อแม่ ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของพ่อแม่ที่พูดแล้วลูกไม่ฟังเลย พูดแล้วไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นหนังสือของผมจึงตั้งใจใส่ทั้งมุมมองของเด็กและผู้ปกครองลงไป เพราะแน่นอนว่าหนังสือนิทานเป็นกิจกรรมระหว่างพ่อแม่ลูก จึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายได้สนุกจากหนังสือเล่มเดียวกัน

    คุณทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมในเรื่องราวของคุณได้อย่างไร

    ยอมรับว่าสมัยเด็กตัวเองเป็นเด็กเรื่องมากเรื่องหนังสือ ถ้าหนังสือเล่มไหนไม่สนุกก็ไม่อยากอ่าน และไม่ชอบการเล่าผ่านมุมมองของผู้ใหญ่ที่มองเด็กอยู่ข้างล่าง เพราะฉะนั้นเลยตั้งใจให้หนังสือมีวิธีการเล่า การเลือกคำที่ใจดี ไม่ใช่การสั่งสอน แต่เป็นหนังสือที่ถูกทำจากการมองโลกด้วยสายตาระดับเดียวกันกับเด็ก นี่คือสิ่งที่ตั้งใจทำตอนสร้างผลงานแต่ละชิ้น แล้วก็หยิบเอาปัจจัยต่าง ๆ ที่เคยชอบเวลาอ่านหนังสือตอนเป็นเด็ก เช่น รูปเยอะ มีรายละเอียดให้สังเกตมาใส่ด้วย เพราะถึงแม้อ่านหนังสือยังไม่แตกฉานแต่มองรูปก็สนุก แล้วเอาสิ่งเหล่านี้มาอยู่ในผลงานของตัวเอง

    หนังสือของคุณชินสุเกะมีรูปแบบการนำเสนอที่ค่อนข้างใหม่มากสำหรับกลุ่มผู้อ่าน มีการรวมเอาท้ังเรื่องจริงกับเรื่องจินตนาการมาผสมผสานกัน จะ fiction ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว จะ non-fiction ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

    ครับ หลายคนบอกว่าหนังสือของผมแบ่งประเภทหนังสือค่อนข้างยาก เพราะพยายามใส่ทั้งมุมมองของผู้ใหญ่และเด็ก จึงเป็นความตั้งใจของตัวเองที่ไม่อยากระบุกลุ่มเป้าหมายว่าผู้อ่านต้องมีอายุกี่ปี เพราะพยายามใส่ทั้งสิ่งที่เด็กก็อ่านสนุกและผู้ใหญ่ก็อ่านสนุกลงไปด้วยกัน

    และจริง ๆ แล้วการใส่บางอย่างที่มีแต่ผู้ใหญ่เข้าใจลงไปในหนังสือภาพ แน่นอนว่าเด็กจะไม่เข้าใจ มันก็ย้อนกลับไปตอนเป็นเด็กที่อ่านนิทานแล้วก็ยังมีบางอย่างที่ไม่เข้าใจ มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้รักการอ่านเพราะเราจะอ่านไปเรื่อย ๆ เพื่อจะได้โตเป็นผู้ใหญ่ที่จะไปเข้าใจสิ่งที่มันคาใจอยู่ในนั้น

    เสน่ห์ของหนังสือหรือการอ่านหนังสือ คือต้องมีอะไรบางอย่างที่ค้างอยู่เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า “เอ๊ะ ทำไม” รักษาความสงสัยเอาไว้บ้าง ถ้าอ่านทุกอย่างเข้าใจหมดมันก็จะไม่น่าสนใจ มันจะน่าเบื่อ และความสงสัยนี้บางทีเด็กก็เก็บไปคิดใคร่ครวญด้วยตัวเอง หรือบางทีก็เอาไปถามพ่อแม่ มันก็เป็นเสน่ห์ของการอ่านหนังสืออีกแบบหนึ่ง

    คุณมีขั้นตอนการพัฒนางานของคุณอย่างไร หลายเล่มเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมอย่างอารมณ์หรือความตาย

    จริง ๆ แล้วผมไม่มีประสบการณ์เรื่องหนังสือนิทานมาก่อน ไม่รู้วิธีทำเลย ตอนเป็น Illustrator มันต้องทำงานตามโจทย์ แบบให้การบ้านมีโจทย์ให้วาดตาม จึงคุยกับทางสำนักพิมพ์ว่าช่วยกำหนดโจทย์ให้ผมหน่อย ซึ่งโจทย์ของสำนักพิมพ์ตอนแรกคือ “ให้มองสิ่งเดียวกันจากต่างมุม” นี่คือการบ้านแรกที่ได้รับมา หลัง ๆ ก็เริ่มเป็นโจทย์ของตัวเองมากขึ้น อย่างเช่น เรื่องความตาย เวลาเลือกธีมของเรื่องก็จะกลับไปที่ความตั้งใจเริ่มต้นที่ว่า ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมองเป็นสิ่งสำคัญร่วมกัน อย่างความกังวลใจ ความไม่สบายใจของมนุษย์ มันเป็นธีมสากลที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมีร่วมกัน ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้เหมือนกัน

    อีกเรื่องคือความสำคัญในชีวิต ว่าจริง ๆ แล้วเราให้ความสำคัญอะไรในชีวิตเราบ้าง เรื่องที่คนอื่นมองว่าเป็นข้อห้ามอย่างเรื่องความตาย เรื่องคนที่เราไม่ชอบ เรื่องน่าเบื่อต่าง ๆ เรื่องไร้สาระในชีวิต ความจริงสิ่งเหล่านี้มันสำคัญหรือเปล่า เขาอยากหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาเทียบเท่าพวกอารมณ์ด้านดีแล้วคนอ่านค่อยไปคิดเองว่าสุดท้ายแล้วอะไรสำคัญจริง ๆ สำหรับคนอ่าน

    พอได้ธีมแล้วทำการบ้านกับประเด็นอย่างไรจนออกมาเป็นเนื้อเรื่อง

    ยกตัวอย่างหนังสือ “Can I Build Another Me” (ถ้าหากสร้างตัวปลอมของผมได้ – สำนักพิมพ์อมรินทร์ คิดส์) เป็นการสร้างตัวเองในเวอร์ชั่นต่าง ๆ ขึ้นมา ตอนคิดธีมก็คิดพร้อมกันไปเลยว่าจะนำเสนออย่างไรให้คนเข้าใจภาพมากที่สุด ตอนนั้นคิดว่าเด็กเล็ก ๆ เขาคงไม่อยากสร้างตัวเองขึ้นมาอยู่แล้วถ้ามันไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องสร้างตัวเองขึ้นมา  ผมก็เลยต้องสร้างมูลเหตุก่อน เช่น มีคุณครูที่โรงเรียนให้การบ้านมาแต่ขี้เกียจจัง งั้นมีตัวเองอีกคนดีกว่าจะได้มาทำการบ้าน

    โจทย์เล่มนี้ทางสำนักพิมพ์อยากสื่อสารเรื่องอัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเองให้เด็กเข้าใจ แต่มันต้องมีมูลเหตุก่อนว่าเพราะอะไรถึงต้องเข้าใจเรื่องนี้ มันไม่สามารถเปิดมาแล้วเริ่มเรื่องได้เลย แต่ต้องปูพื้นให้เด็กก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นเราถึงเกิดความรู้สึกแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นคนเราถึงต้องมีอัตลักษณ์​

    หนังสือนิทานโดยปกติมักจะเป็นเรื่องราวที่เด็กอ่านแล้วรู้สึกเป็นผู้รับ แต่หนังสือของคุณชินสุเกะทำให้สมองเด็กไม่ receptive แต่ active มาก ๆ เด็กคิดตามตลอดเวลา มีส่วนร่วม และบางเรื่องก็เป็นเรื่องนามธรรม อย่างเรื่องความตาย เด็กบางคนจะมีคำพูดว่า “จริง ๆ เราก็ตายได้นะ”

    ผมเคยเป็นเด็กที่ชอบคิด เป็นเด็กขี้สงสัยว่า “ทำไมกันนะ” “อะไรกันนะ” “ทำไมเป็นแบบนี้” “ทำไมคนนั้นคิดแบบนี้” ความสงสัยเหล่านี้พอเราเป็นผู้ใหญ่แล้วเรามักจะลืมไป แต่ตัวเด็กเองถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็ยังชอบสงสัยอะไรแบบง่าย ๆ กับเรื่องต่าง ๆ ว่าทำไมนะ อะไรนะอยู่ ก็เลยเก็บความขี้สงสัยใส่ไว้ในงานตัวเอง

    เวลาผมอ่านหนังสือก็ชอบคิดเรื่องในหนังสือเปรียบเทียบกับโลกความจริงของตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำอย่างไร ผมชอบหนังสือลักษณะนี้มากกว่าหนังสือที่พาไปอีกโลกหนึ่ง แล้วพอจบก็ต้องกลับมาอยู่ในโลกของตัวเอง ผมจะชอบคิดไปด้วยกันกับหนังสือมากกว่า เลยเอาวิธีการแบบนั้นมาใส่ในหนังสือ

    อย่างในหนังสือเรื่อง “ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรนะ” เริ่มเรื่องจากเด็กคนหนึ่งไปเจอสมุดโน้ตของคุณปู่ที่ทิ้งไว้ก่อนตาย แล้วได้อ่านความคิดของคุณปู่ว่าคุณปู่คิดหรือรู้สึกอย่างไรกับความตาย แต่สุดท้ายพออ่านเรื่องทั้งหมดก็ไม่รู้อยู่ดีว่าคุณปู่คิดอะไร เพราะสิ่งที่ต้องการสื่อในเล่มนี้ คือสุดท้ายแล้วเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าความคิดของคนอื่นเป็นอย่างไร ซึ่งจะสอดคล้องกับความตั้งใจที่ได้พูดมาตลอด คือเด็กอ่านแล้วสนุกก็จริง แต่สุดท้ายก็อาจจะยังทิ้งความสงสัย ความไม่เข้าใจเอาไว้ในใจคนอ่าน

    ตัวละครคุณปู่ก็มีความซ้อนทับกับความเป็นผู้ใหญ่ที่มีความกลัว ความกังวล มีปัญหาแต่ก็พยายามเก็บไว้และเขียนอะไรบางอย่างให้รู้สึกมีความสนุก มองโลกในแง่ดี แม้จะเป็นเรื่องที่คุณปู่กลัว แต่ก็อยากให้คนอื่นสนุก มันเป็นความคิดของคุณปู่ทั้งหมด และเพราะไม่มีใครรู้ว่าคุณปู่คิดอะไรก็เลยวางตัวละครอีกตัวหนึ่งขึ้นมาให้พยายามตีความความรู้สึกของคุณปู่ เลยมีเด็กที่ไปค้นเจอสมุดบันทึก

    ส่วนเนื้อหาหลักของเรื่อง คือพยายามสร้างให้คนอ่านรู้สึกว่าจริง ๆ ความตายมีหลายรูปแบบเทียบเท่าจำนวนผู้คน เพราะแต่ละคนมีวิธีตายไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสุดท้ายแม้เราจะไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจว่าคุณปู่รู้สึกอย่างไร แต่จะได้ย้อนคิดว่าแล้วเราจะมีวิธีการตายอย่างไหน ได้ย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องความตายและการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง ซึ่งอยู่ในตอนจบของเรื่องที่พยายามจะสื่อ

    ตอนเอาหนังสือนิทานไปแปลเป็นภาษาอื่น ๆ พอไปอยู่ในวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง

    ค่อนข้างแปลกใจมากที่คนต่างชาติให้การตอบรับที่ดีกับงาน เพราะรู้ตัวว่ามีความคิดที่ค่อนข้างจะเป็นญี่ปุ่นจ๋าในหลายจุด แล้วผมก็แปลกใจตอนที่ได้รู้ว่างานของผมถูกแปลไปหลายภาษาทั่วโลก แต่อันที่จริงมันเป็นธีมที่ค่อนข้างสากล คือเป็นเรื่องความเป็นมนุษย์ อย่างเช่นเรื่องความตายหรือการแสดงออกของอารมณ์ต่าง ๆ หรือเวลาสัมผัสของที่มันชวนสงสัย เช่น ของที่จับแล้วรู้สึกหยึย ๆ นิ่ม ๆ ข้อสงสัยเหล่านี้มันเป็นจุดร่วมที่ค่อนข้างสากล หรือก็อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่ทำให้คนทั่วโลกให้การตอบรับที่ดี

    หนังสือเด็กส่วนใหญ่ทั่วไปในเมืองไทย ค่อนข้างทำให้เด็กเป็นผู้รับ คือถ่ายทอดความคิดของผู้ใหญ่ให้เด็ก ไม่ได้ทำให้เด็ก active ตอนหนังสือของคุณชินสุเกะปรากฏตัวที่นี่มันจึงค่อนข้างว้าว

    น่าจะเป็นเพราะตอนผมเป็นเด็ก ผมก็เกลียดหนังสือที่มองด้วยสายตาผู้ใหญ่ที่เหมือนมองจากด้านบนแล้วสั่งสอนเหมือนกัน ก็เลยทำหนังสือแบบนี้ออกมา

    มีเล่มไหนไหมที่ชอบตอนเด็กหรือนักเขียนในดวงใจ

    นักเขียน Sasaki Maki และหนังสือที่ชอบคือ “Yappari Ookami”

    ตอนแรกอ่านเพราะแค่ชอบภาพเฉย ๆ ชอบสไตล์การวาดภาพแต่ไม่เข้าใจเนื้อหาเลย แต่พอโตแล้วกลับไปอ่านอีกรอบก็ชอบเนื้อเรื่องด้วย เวลามีคนถามคำถามนี้ก็จะตอบเล่มนี้ตลอดเลย ภาพของหนังสือเล่มนี้เป็นลายเส้นที่ดูอ่อนโยนไม่แข็งกร้าว ภาพละเอียด มีจุดดึงสายตาเยอะ แม้ว่าตอนเป็นเด็กจะไม่เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมด แต่มีจุดที่ทำให้ละสายตาไม่ได้เลย อันนี้ก็คือความสำคัญของภาพและเป็นภาพแนวที่ตัวผมชอบ

    คุณใช้ภาพช่วยเล่าเรื่องอย่างไรบ้าง

    อย่างหนังสือเรื่อง “มองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง” ผมตั้งใจใช้คาแรกเตอร์ที่ดูเหมือนเป็นตัวประหลาด ไม่ใช่มนุษย์ เพราะมันเป็นหนังสือเกี่ยวกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น เป็นหนังสือเกี่ยวกับคนตาบอด

    ผมเกลียดเวลาพูดถึงคนพิการหรือคนที่มีปัญหาบางอย่างแล้วแบ่งแยกว่าเขาเป็นคนไม่ปกติ ซึ่งคำว่า “ไม่ปกติ” มันทำให้รู้สึกว่าด้อยหรือน่าสงสาร ผมไม่ชอบกรอบความคิดแบบนี้ แทนที่จะใช้เรื่องราวที่อยู่บนโลกมนุษย์ เลยออกแบบเรื่องนี้ให้พูดถึงอวกาศไปเลย เพราะเราอาจเป็นคนปกติในโลกมนุษย์ แต่พอขึ้นไปในอวกาศ ทุกคนไม่ปกติ ดังนั้นความปกติคืออะไร ความพิการ ความไม่ปกติ เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหน อยากให้คิดเรื่องนั้นอีกทีจึงเลือกใช้ฉากเป็นตัวประหลาดที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตนอกโลก

    การทำงานผมจะคิดตามขั้นตอนแบบนี้ คือพอมีธีมแล้ว คำถามถัดมาคือ อยากให้คนคิดต่อจากธีมนี้อย่างไร เช่น เรื่องคนพิการ คนปกติ/ไม่ปกติ ถ้าใช้ฉากบนโลกแล้วเอาคนพิการมาเป็นตัวละครหลัก มันก็อาจกลายเป็นว่าคนพิการคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนปกติอีกแล้วหรือเปล่า กลายเป็นมองกลับกันในมุมที่ไม่ดี ก็เลยเอาเรื่องเหล่านี้ไปนอกโลกเลย แล้วมันก็จะไม่มีคำว่าปกติหรือไม่ปกติ ทุกตัวละครคือคาแรกเตอร์เฉพาะ ไม่มีอะไรปกติ ไม่มีอะไรผิดปกติ เรื่องนี้จึงใช้ฉากนอกโลกเพราะรู้สึกว่าถ้าใช้ฉากในโลกจะไม่สามารถทำให้เด็กเข้าใจถึงธีมที่อยากสื่อได้

    ภาพของคุณใช้ลายเส้นง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน คุณมีเทคนิคการทำภาพประกอบนิทานเด็กอย่างไร

    วาดเป็นแต่แบบนี้ (ยิ้ม) ผมก็อยากวาดให้สมจริงกว่านั้นแต่ก็วาดได้แค่นี้ เป็นคนใช้สีไม่เก่ง ไม่สามารถใช้สีเยอะมาก ๆ ได้ ตอนเริ่มทำหนังสือนิทานแรก ๆ มันมีสิ่งที่ทำไม่ได้เยอะเต็มไปหมด จึงมองหาสิ่งที่ทำได้ หาจุดเด่นของตัวเอง แล้วใช้ทักษะเหล่านี้สร้างสรรค์งานให้มีความเป็นตัวเองให้มากที่สุด

    สุดท้ายมันก็กลายเป็นข้อดี เพราะพองานมีลายเส้นที่เรียบง่าย หน้ามันเลยไปเหมือนกับคนได้หลากหลาย คนอ่านจะบอกว่า นี่หน้าเหมือนลูกชายผม นี่หน้าเหมือนลูกเรา ก็เลยรู้สึกโชคดีที่ทำออกมาแบบนี้

    หนังสือที่ทำแล้วชอบที่สุดคือเล่มไหน

    ผลงานเล่มแรกสุด เพราะจริง ๆ ไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะเป็นนักเขียนนิทานได้ มันอาจจะเป็นเล่มแรกและเล่มสุดท้ายก็ได้ เลยใส่ความชอบ ความไม่ชอบของตัวเองเต็มที่ อะไรที่เคยชอบตอนเด็กก็ใส่อัดแน่น อะไรไม่ชอบก็ไม่ยุ่งเกี่ยวเลย ทำตามใจตัวเองเต็มที่ เล่มแรกจึงเป็นเล่มที่ประทับใจมากถึงทุกวันนี้ ซึ่งคือเรื่อง “อาจจะเป็นแอปเปิลก็ได้นะ”

    การทำหนังสือเด็กมา 10 ปี ให้อะไรกับคุณชินสุเกะบ้าง

    อย่างแรกคือดีใจที่ตัวเองสามารถค้นพบธีมได้ต่อเนื่องเรื่อย ๆ อย่างที่บอกว่าตอนแรกไม่มีธีมของตัวเอง ต้องอาศัยโจทย์ แต่หลัง ๆ จะมีธีมมา หรือบางเรื่องพอทำไปแล้วก็มีอะไรเข้ามาทีหลังเพิ่มขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่ดีใจที่ตัวเองได้ค้นพบธีมต่าง ๆ

    นอกจากนั้นผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งกับตัวเองและครอบครัว ลูกก็โตขึ้น ตัวเองก็แก่ลง สายตาเริ่มไม่ดีแล้ว ช่วงเวลา 10 ปีทำให้เห็นรูปแบบครอบครัวที่เปลี่ยนไปแล้วสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่สนใจอยู่เสมอ ผมเห็นความสนใจของตัวเองที่เปลี่ยนไปตามอายุเรื่อย ๆ สักวันถ้ากลายเป็นคุณปู่คุณตา ตอนนั้นก็ยังอยากทำนิทาน ทำแบบที่คนสูงอายุอ่านแล้วสนุกต่อไป

    อยากบอกอะไรกับแฟนคลับเด็ก ๆ ในเมืองไทย

    อยากให้อ่านหนังสือเยอะ ๆ ไม่ใช่แค่หนังสือของผมก็ได้ หนังสือมีจำนวนเยอะมากกว่าคนบนโลกใบนี้อยู่แล้ว แล้วจะได้ค้นพบว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร เล่มนี้เหมือนเรา เล่มนี้ไม่เหมือน เล่มนี้คนเขียนไม่ใช่คนไทยแต่ทำไมคิดเหมือนเรา เล่มนี้เขียนมานานแล้วแต่ทำไมเหตุการณ์มันเหมือนกัน อยากให้ค้นพบความแตกต่าง ลักษณะพิเศษเหล่านี้จากหนังสือแต่ละเล่ม ตอนนี้เด็ก ๆ อ่านงานของผมซึ่งอยู่กันคนละประเทศแต่เด็ก ๆ ยังสนุก ในอนาคตอาจมีนักอ่านสักคนหนึ่งโตขึ้นแล้วเป็นนักเขียน และผมอาจมีโอกาสได้อ่านงานของเด็ก ๆ ในตอนนี้ก็ได้ ผมตื่นเต้นกับเรื่องนี้เหมือนกัน

  • “การเล่นต้องเท่าเทียมด้วยสนามเด็กเล่น” คุณแม่นักออกแบบ Playground

    “การเล่นต้องเท่าเทียมด้วยสนามเด็กเล่น” คุณแม่นักออกแบบ Playground

    “การเล่นต้องเท่าเทียมด้วยสนามเด็กเล่น” คุณแม่นักออกแบบ Playground

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    “การเล่นต้องเท่าเทียมด้วยสนามเด็กเล่น” คุณแม่นักออกแบบ Playground

    สนามเด็กเล่น มีไว้เล่น ไม่ได้เอาไว้เรียน แนวคิดสำคัญของการออกแบบจึงมีแค่ความปลอดภัยและสนุก

    คุยกับคุณแม่ลูกสอง อดีตนักร้องหัวสีชมพู ‘นินา’ญารินดา บุนนาค ที่กำลังสนุกกับการออกแบบสนามเด็กเล่น ด้วยความฝันอยากให้เด็กๆ ทุกคนได้เล่นอย่างเท่าเทียม

    มากกว่านั้นคือเคารพทุกคนในความเป็นมนุษย์ เมื่อลูกชายคนโตขอเล่นบาร์บี้ แม่ก็ไม่ว่า “ยิ่งเขาได้ลอง เขาจะรู้ว่าชอบอะไรจริงๆ แล้วก็จะรักตัวเอง”

    “เราไม่ต้องการบอกว่าเครื่องเล่นนี้ มีเพื่อให้เด็กเรียนรู้เรื่องอะไร เด็กมีจินตนาการกว้างไกล มีวิธีเล่นที่คาดไม่ถึง เราจึงออกแบบให้เล่นได้หลายแบบ แล้วที่เหลือ เด็กๆ เขาไปจัดการกันเอง”

    เป็นคอนเซ็ปต์การออกแบบสนามเด็กเล่นคร่าวๆ ของ ‘นินา’ ญารินดา บุนนาค คุณแม่ลูกสองของน้องไทรและน้องอารี พี่ชายอายุ 5 ขวบ ส่วนน้องสาวเพิ่งจะ 4 เดือน

    เราชวนคุณแม่วัย 39 ปลีกตัวจากช่วงเวลาอันยุ่งมากถึงมากที่สุด มาคุยเรื่อง ‘สนามเด็กเล่น’ ที่สวนรถไฟ

    ซึ่งเป็นสนามเด็กเล่นที่คุณแม่นินาออกแบบเอง

    สนามเด็กเล่นควรออกแบบอย่างไร

    “งานออกแบบปกติเราคิดถึงผู้ใหญ่ที่ยืน เดิน นั่ง นอน แต่ออกแบบเครื่องเล่น ต้องคิดถึงการปีน มุด คลาน กระโดด โหน ของเด็กๆ สนุกมาก”

    คุณแม่ที่ผ่านงานออกแบบสนามเด็กเล่นมาหลายแห่งบอกว่า ส่วนผสมสำคัญที่ทำให้สนามเด็กเล่นมีไว้เล่นจริงๆ คือ ‘ความเป็นเด็ก’ ที่ต้องดึงกลับมาใช้ กับ ‘ความเป็นแม่’ ที่นินาเชื่อว่ามันผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับความสนุกได้ลงตัว

    “สนุก ปลอดภัย” คือสองหลักการคร่าวๆ ในการออกแบบของคุณแม่นินา

    ยืนยันขันแข็งด้วยเด็กชายวัย 5 ขวบที่มาเป็นคิวซีให้คุณแม่เกือบทุกสนามเด็กเล่น

    ลูกเล่นอย่างไร สนามเด็กเล่นที่แม่นินาออกแบบก็เป็นแบบนั้น

    ช่วงนี้แบ่งเวลาอย่างไรบ้าง

    แบ่งไม่ค่อยได้ค่ะ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ ทำงานครึ่งวัน ช่วงเช้าได้อยู่กับลูก ดูลูก สายๆ ออกจากบ้านไปทำงาน ตอนบ่ายก็กลับบ้านมาดูลูกต่อ ตอนใกล้คลอดเราย้ายออฟฟิศมาอยู่ใกล้บ้าน ห่างกันแค่ 1 กม. เดินไปเดินกลับได้ และคนเล็ก (น้องอารี) ตอนนี้หลับยาวทั้งคืนแล้ว โชคดีมาก (ยิ้ม)

    คนเล็ก เราแยกห้องนอนตั้งแต่เกิด ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงกำลังพลิกตัว พอเขาหัดพลิกตัว ก็จะแบบพลิกแล้วก็ติดอยู่ในเปล เราก็ต้องลุกไปห้องเขา ช่วยเขากลับตัว คืนละประมาณ 2-3 หน แต่ว่าไม่อุ้ม ให้เขานอนต่อ เขาก็หลับเองได้

    เมืองนอก เช่น สแกนดิเนเวีย คุณแม่สามารถลาได้เป็นปีเลย 18 เดือน ถ้าเมืองไทยทำได้ คุณนินาอยากทำไหม

    โชคดีที่ทั้งตัวเองและสามีเป็นเจ้าของกิจการ ถ้าเราจะปิดบริษัทมาเลี้ยงลูก มันก็ทำได้อยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเราก็ยังต้องทำงานเก็บเงินอยู่ สามีก็เหมือนกัน แต่เราเลือกที่จะเป็นบริษัทเล็ก เลือกวิธีการทำงานได้

    สามีจะทำงานที่บ้านช่วงเช้า ช่วงบ่ายเข้าออฟฟิศ ส่วนเราเข้าออฟฟิศช่วงเช้า บ่ายเรากลับบ้าน สลับกัน ทั้งเราและสามีมีเวลาได้อยู่กับลูกเยอะ แต่ในขณะเดียวกัน พอลูกสองคนแล้ว ไม่มีพี่เลี้ยงก็ไม่ไหวจริงๆ เพราะถ้าอย่างนั้นคนหนึ่งต้องออกจากงาน ก็เลยมาลงที่จุดสมดุลคือ ช่วยกันดู มีพี่เลี้ยงช่วยดูช่วงกลางวันจันทร์ถึงศุกร์

    ตอนเด็กๆ คุณนินา ถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน

    เราจะเป็นคนลุยๆ แล้วที่บ้านก็จะมีสนาม มีสวนหลังบ้าน เลยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสวน อยู่ในสนาม เก็บดอกไม้มาเล่น ทำกับข้าว ซ่อนหา นู่นนี่ เล่นเป็นทหารก็มี เล่นทุกอย่าง จะลุยๆ เล่นผสมกันไปหมด ซูเปอร์ฮีโร่ก็เล่น บาร์บี้ก็มี

    สวนหลังบ้านตอนนั้นเป็นอย่างไร

    มีกระท่อมเล็กๆ มีชิงช้า มีไม้เลื่อน

    ตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นวัยเด็กที่มีความสุข?

    มีความสุข เพราะบ้านอยู่กันหลายคน ก็มีคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย คุณทวด พี่เลี้ยง เป็นครอบครัวใหญ่

    คุณแม่ประคบประหงมแค่ไหน

    จริงๆ ตอนเราเป็นเด็ก เรากลับไป evaluate ตัวเองมันยาก ความทรงจำเรามันมาจากเรา แล้วเราเป็นเด็ก แต่ถ้าตอนนี้ดูวิธีที่แม่เลี้ยงหลาน คือเลี้ยงลูกเรา คุณแม่จะห่วงหลานมากกว่าเราห่วงลูกเยอะ สมมุติว่า ลูกหกล้ม คุณยายก็จะวิ่งเข้าไปประคอง อุ๊ย เจ็บไหม เป็นอะไรมากไหม รีบวิ่งไปเอายานู่นนี่ ขณะที่เรา เห็นลูกล้ม ถ้าเขาไม่ได้เป็นอะไรมากก็จะใจเย็นๆ ค่อยๆ ให้เขาสงบสติอารมณ์แป๊บนึง ค่อยๆ คุยว่าเขาโอเครึเปล่า เราจะปล่อยให้ลูกลองผิดลองถูก ล้มได้ก็ลุกได้ ให้ลุยมากกว่า

    ถึงขั้นขัดแย้งกันไหม ระหว่างวิธีการเลี้ยงของคุณแม่ที่มีต่อหลาน กับวิธีการเลี้ยงของเราที่เป็นแม่ที่มีต่อลูก

    ไม่นะคะ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเด็กโตมาก็ต้องได้รับการเลี้ยงดูและปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหลายแบบอยู่แล้ว แม้แต่เรากับสามีเอง ถึงแม้ว่าเราจะมี value ที่เหมือนกัน เห็นตรงกันว่าวิธีเลี้ยงลูกแบบไหนดีไม่ดี แต่วิธีที่เรา react กับสถานการณ์ต่างๆ กับวิธีที่สามี react ก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี

    พ่อแม่ปู่ย่าตายาย แต่ละคนมีวิธีดูลูกไม่เหมือนกัน เรารู้สึกว่ามันก็ทำให้เด็กสามารถเข้าใจวิธีการมีปฏิสัมพันธ์กับคนแต่ละคนในหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นแบบเดียว เพราะว่ายังไงเขาออกไปโรงเรียน ไปเจอเพื่อน เจอครู ครูก็มีหลายแบบอีก เราจะคอนโทรลทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเขาให้ interact กับเขาในแบบที่เราอยาก ที่เราชอบแบบเดียว มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

    มีวิธีประนีประนอมวิธีการเลี้ยงที่แตกต่างในครอบครัวอย่างไร

    ส่วนใหญ่จะคุยกันตรงๆ กับแม่ แม่มีอะไรก็จะบอกเรา แต่โชคดีมากว่า คุณพ่อคุณแม่ก็ให้เกียรติด้วย เขาไม่ใช่คนที่จู้จี้ ไม่ใช่ตายายที่จะคอยมาบอกพ่อแม่ว่าจะต้องเลี้ยงลูกแบบนี้นะ เขาให้เกียรติในความคิดของเรา

    ก่อนเป็นแม่ เคยจินตนาการมาก่อนไหมว่าอยากเป็นแม่แบบไหน

    ไม่เคยเลย ไม่เคยจินตนาการว่าจะมีลูกด้วยซ้ำ ไม่ได้เป็นคนที่อยากมีลูกมาก ลูกไม่ได้เป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตตอนน้ัน แต่งงานก็คือแต่งงาน ไม่ได้แต่งงานเพราะอยากมีลูก

    พอแต่งงานไปสักพักหนึ่ง เห็นเพื่อนๆ เริ่มมีลูก เราก็เห็นเบบี๋ เราก็ เออ ก็คงน่าจะสนุกดีนะ

    แล้วพอมีลูก เราก็อ่านหนังสือวิธีเลี้ยงลูก หลายๆ แบบ ก็จะเริ่มรู้ว่า เออ แบบไหนที่น่าจะเหมาะและเข้ากับเรา

    พอมีคนแรก มันสนุกจริงๆ ไหม

    (หัวเราะ) สนุกนะคะ แล้วก็รู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ด้วย ที่เราได้เห็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ทำอะไรไม่เป็นเลย ค่อยๆ มีพัฒนาการ โตขึ้นมา แต่คนแรกกับคนที่สองก็ไม่เหมือนกันอีก คนแรก มีหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ ทุกอย่างเป็นครั้งแรกหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะกับเบบี๋ แต่สำหรับตัวเราเองในฐานะผู้ปกครองด้วย เพราะฉะนั้น มันก็จะมีความเครียดในบางตอน เช่น ลูกไม่กินนม จะทำยังไง

    แต่พอคนที่สองก็จะชิลขึ้นเยอะมาก เพราะรู้สึกว่าเราผ่านมาแล้ว ความกังวลเลยไม่ค่อยมี

    ตอนที่เครียดกับสถานการณ์ที่เอาไม่อยู่ เราหาวิธีแก้ปัญหาหรือว่าคลี่คลายอย่างไรบ้าง

    พ่อแม่สมัยนี้โชคดีเพราะมีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นหลายๆ ปัญหากับทารก คำตอบส่วนใหญ่ก็จะมาจากการอ่านหนังสือหรืออินเทอร์เน็ต พอเข้าไปในอินเทอร์เน็ตเราเห็นว่า มีพ่อแม่อีกมากมายที่ประสบปัญหาเดียวกัน มันก็อุ่นใจขึ้นมานิดนึงแล้วแหละ ว่าปัญหาที่มีเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เป็นเฉพาะแค่ลูกเรา

    วัยเด็กคุณนินาเป็นอย่างไร

    ประถมเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอีฯ มัธยม ไปต่อโรงเรียนประจำ (หญิงล้วน) ที่อังกฤษ และมหาวิทยาลัยที่อเมริกา

    การเรียนในโรงเรียนไทยกับต่างประเทศ แตกต่างมากแค่ไหน

    ประถมสร้างเพื่อนได้แน่นแฟ้นมาก จนตอนนี้ก็ยังสนิทสนมกันอยู่ แต่ว่าปัญหาของการไปโรงเรียนตอนนั้นน่าจะเป็นปัญหาของกรุงเทพฯ มากกว่า เราใช้เวลาอยู่ในรถมากๆ กับการเดินทางไปกลับโรงเรียน มันเป็นเรื่องที่เหนื่อย แต่พอไปเรียนเมืองนอก อยู่โรงเรียนประจำ เรามีเวลาที่จะทำกิจกรรมเยอะมาก เล่นดนตรี เล่นกีฬา ตอนที่เริ่มเขียนเพลงเพราะว่าอยู่ที่โรงเรียนประจำ ตอนนั้นมันเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ทำกิจกรรมแล้วก็ได้ค้นพบว่าสิ่งที่เราชอบจริงๆ คืออะไร

    ขณะที่ตอนนั้นเราจำได้ว่า เพื่อนๆ ที่เรียนมัธยมที่เมืองไทย เลิกเรียนก็ต้องไปโรงเรียนติว ไม่รู้สมัยนี้เด็กยังเรียนโรงเรียนติวอยู่ไหม แต่ตั้งแต่เกิดตัวเองไม่เคยไปโรงเรียนติวเลย และไม่คิดจะส่งลูกไปโรงเรียนติวด้วย

    พอเข้ามหา’ลัยในอเมริกา สิ่งหนึ่งที่ค้นพบ ที่รู้สึกว่าเป็นการเปิดโลกมาก ที่เราไม่ได้เจอตอนที่อยู่มาแตร์ฯ กับตอนมัธยม คือ diversity – ความหลากหลายของคน

    เราชอบโรงเรียนสหฯ เรารู้สึกว่ามันมีความหลากหลาย มีความคุ้นเคย ที่มหาวิทยาลัยที่เราอยู่มีทั้งผู้ชายผู้หญิงจากหลายประเทศอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากเลย เรารู้สึกว่าคนจากหลากหลายแบ็คกราวด์ ประสบการณ์ พื้นฐานต่างๆ มาอยู่ด้วยกัน มาแชร์ความคิดกัน มันก่อให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์หลากหลาย แล้วมันไปทลายกรอบของสังคม หรือว่าบรรทัดฐานที่เราเคยใช้เวลาตัดสินคนต่างๆ ในสังคม เราจึงรู้สึกว่าตรงนี้เป็นบทเรียนที่มีค่า ก็เลยอยากจะให้ลูกโตมาในสังคมที่หลากหลาย

    ที่บอกว่า ประถม มัธยม อยู่หญิงล้วนมาตลอด มันมีจุดอะไรที่เราไม่ชอบ

    (หัวเราะ) คือเอาตรงๆ ช่วงวัยรุ่นอยู่โรงเรียนหญิงล้วนที่อังกฤษ แต่ละเทอมจะมีดิสโก้ แล้วเชิญโรงเรียนผู้ชายมา แล้วเพื่อนๆ ก็จะตื่นเต้นกันมากกกกก เหมือนไม่เคยเห็นผู้ชายมาก่อน แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันเกินไปหรือเปล่า กับเราที่โตมาก็มีเพื่อนผู้ชาย ที่เจอเวลาไปทำกิจกรรม เล่นกีฬา นู่นนี่

    เราเลยรู้สึกว่า อยากให้ลูกมีความคุ้นเคยกับเพศตรงข้ามตั้งแต่เล็ก และความทัดเทียมกันทางเพศ ให้คุ้นเคยว่ามันเป็นเรื่องปกติ เรื่องธรรมชาติ อันนี้ทั้งตัวเองและสามีรู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวเรา ซึ่งเราเข้าใจว่าครอบครัวอื่นๆ อาจจะเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งก็ไม่มีใครผิดใครถูกอยู่แล้ว

    คิดว่า Norm แบบนี้น่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญของอะไรบ้าง

    การลดปัญหา Racism Sexism หรือความคาดหวังที่แตกต่างทางเพศ เราบอกลูกตั้งแต่เด็กๆ ว่า ผู้ชายกับผู้ชายก็แต่งงานกันได้ ผู้หญิงกับผู้หญิงก็แต่งงานกันได้ เพราะลูกตอนอนุบาล เขากลับมาบอกว่า เนี่ย เขาจะแต่งงานกับเพื่อนคนนี้ แต่คนนั้นกับคนนี้แต่งงานกันไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ เราก็บอก อ้าว ทำไมแต่งไม่ได้ เขาบอกว่า ก็พ่อแม่ของเพื่อนบอก เราก็บอกว่า เดี๋ยวนี้เขาแต่งได้แล้ว เราเป็นผู้หญิงผู้ชายเราจะรักใครก็ได้

    เราอยากให้ลูกโตมาเป็นแบบนั้น คือสามารถยอมรับคนในทุกรูปแบบ จากทุกแบ็คกราวด์ ทุกสีผิว แล้วก็ไม่มีการมาแบบ อยู่ในกลุ่มผู้ชายก็โจ๊กเกี่ยวกับผู้หญิง มองผู้หญิงเป็น object

    ตอนนี้พ่อแม่เป็นส่วนสำคัญมากๆ ในการเรียนรู้ นอกจากการพูดกับเขาว่า ผู้หญิงผู้หญิง ผู้ชายผู้ชายแต่งงานกันได้ ไม่ว่าจะเพศไหนก็มีอิสระในการเลือกชีวิตของตัวเอง คุณนินามีวิธีอื่นๆ อีกไหมคะที่ไม่ได้สอนตรงๆ แต่พาเขาไปเรียนรู้ ให้เขาซึมซับเองโดยธรรมชาติ

    เราให้ลูกชายเล่นบาร์บี้ เขาขอเอง เล่าให้เขาฟังว่า ตอนแม่เด็กๆ มีบาร์บี้นะ น้าก็มีบาร์บี้ ยังเก็บเอาไว้เลย แล้วเขาดูการ์ตูนในเน็ตฟลิกซ์ เห็นว่ามีบาร์บี้ เขาดูแล้วเขาก็ชอบ เลยบอกว่า อยากได้บาร์บี้ แล้วช่วงนั้นเราท้อง เขารู้ว่ากำลังจะมีน้องสาว เขาก็ขอบาร์บี้ บอกว่า เนี่ยเป็นลูกสาวเขานะ เพราะเราจะมีลูกสาว

    อย่างเราไปห้าง เขาเห็นกระโปรงบัลเล่ต์บานๆ แล้วเขาก็เอามาจับเล่น เอามาใส่ขำๆ เราก็ถาม เอาไหม อยากได้ไหม คือเราไม่ได้รู้สึกสะอึก หรือสะดุ้งว่า เฮ้ย ลูกหยิบกระโปรงมาจับเล่นนะ เพราะเรารู้สึกว่า เด็กอะ เขาไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเด็กผู้หญิงใส่กางเกงได้ เด็กผู้ชายใส่กระโปรงไม่ได้ ยิ่งเราให้โอกาสเขาได้ลอง ให้เขารู้ว่าเขาชอบอะไรจริงๆ เขาก็จะเป็นคนที่ครบ สมบูรณ์ แล้วก็รักตัวเองมากขึ้น ถ้าเกิดเขาจะโตไปเป็นเกย์ หรืออื่นๆ เราก็แฮปปี้กับเขา แต่เราก็รู้ว่ายังมีพ่อแม่หลายคนที่ยังแบ่งแยกความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศอยู่ ซึ่งเป็น subconscious ที่เขาเองก็อาจไม่ได้ตั้งใจ

    ง่ายๆ เลย สมมุติว่าพาลูกไปเรียนบอล แล้วก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง งอแง บอกไม่อยากเรียนแล้ว พ่อเขาบอกว่าเป็นลูกผู้ชายต้องสู้ เราเองจะนึกในใจ ผู้หญิงก็ต้องสู้หรือเปล่าวะ เรารู้สึกว่านี่เป็น cultural norm คือเป็นวัฒนธรรมคุ้นเคยที่บางทีพ่อแม่หรือคนรอบตัวพูดไป ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าทำไมลูกผู้ชายต้องอดทน ต้องสู้ แล้วเด็กผู้หญิงต้องอ่อนหวาน

    มันเป็นความคาดหวังที่เราไม่อยากมีให้ลูก เรารู้สึกว่าเด็กผู้ชายก็ร้องไห้ได้ เด็กผู้ชายถ้าเขาเสียใจเราก็อยากให้เขามาคุย อยากมาปลอบ เขาไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ อ่อนแอได้

    สนามเด็กเล่นที่คุณนินาชอบที่สุด คืออะไร

    อนุบาลจำได้ว่าจะชอบเล่นบ่อทราย สนุกมาก เพราะมันสามารถสร้างทุกอย่างได้ เลอะเทอะ เอาน้ำมาเท ใช้เวลาอยู่กับบ่อทรายได้เยอะมาก

    สนามเด็กเล่นส่วนใหญ่ตอนเด็กๆ มันก็จะเป็นแบบเบสิค ซึ่งเราไม่ได้ชอบเครื่องเล่นอะไรเป็นพิเศษ แต่ความทรงจำส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเพื่อนในสนามเด็กเล่น เด็กคนไหนที่เล่นแล้วไม่ยอมลง ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมแบ่งให้คนอื่นเล่น จริงๆ พอโตแล้วมาคิดดูถึงรู้ว่าเรื่องของ social interaction ในสนามเด็กเล่นนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก

    พอมาเป็นคุณแม่ สนามเด็กเล่นสำคัญมากแค่ไหน

    มากเลย พอมาเป็นแม่เรารู้สึกว่าอยากให้กรุงเทพฯ มีสนามเด็กเล่นเยอะๆ รู้สึกว่าสนามเด็กเล่นกรุงเทพฯ มันน้อยเหลือเกิน สนามเด็กเล่นคือพื้นที่เรียนรู้ ไม่ใช่เป็นแค่พื้นที่ที่เด็กสามารถพัฒนาการกล้ามเนื้อหรือร่างกาย ได้ปล่อยพลัง แต่ว่าเป็นเรื่องของการเล่นกับคนอื่นที่เรารู้สึกว่าสำคัญ เป็นโอกาสให้เขาได้มาเจอเพื่อนใหม่

    สนใจการออกแบบสนามเด็กเล่นตั้งแต่ตอนไหน

    เมื่อสองปีที่แล้วเพื่อนขอให้ช่วยออกแบบเครื่องเล่นให้ที่บ้านเขา เพราะเขามีลูก พอทำแล้วก็รู้สึกว่ามันสนุกมากเลย เพราะเราได้มีโอกาสคิดถึงสถาปัตยกรรมในสเกลเล็ก เขาชอบปีน มุด คลาน กระโดด โหน อะไรอย่างนี้ ขณะที่ออกแบบสเกลทั่วไปเราไม่ได้คิดถึงประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เราคิดถึงแต่คนยืน เดิน นอน นั่ง เพราะฉะนั้นมันเลยสนุกมาก

    ขั้นตอนของการออกแบบสนามเด็กเล่น มีอะไรบ้าง

    ตอนแรกเราก็ทำเบสิครีเสิร์ชเรื่องความปลอดภัยว่า ช่องแต่ละช่อง ต้องเล็กใหญ่เท่าไหร่ ที่ให้มือไม่ไปติด คลานเข้าไปแล้วไม่ติด หรือมือจับราวโหนจะต้องมีขนาดเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของขนาด หรือ sizing กับวิธีการก่อสร้างที่ปลอดภัย

    ตอนออกแบบ เราค่อนข้างเปิดกว้าง คือเราไม่ต้องการที่จะบอกว่าเครื่องเล่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เรารู้สึกว่าเด็กเขามีจินตนาการกว้างไกลของเขาเอง มีวิธีเล่นที่บางทีเราก็คาดไม่ถึง เพราะฉะนั้น เราจึงออกแบบให้มันมีโอกาสใช้หรือเล่นได้หลายแบบ แล้วที่เหลือเดี๋ยวเด็กเขาไปจัดการเอง

    ความปลอดภัยก็สำคัญ แต่ก็ต้องสอดคล้องกับความสนใจของเขาด้วย คนออกแบบจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเด็กๆ จะชอบหรือสนุกกับเครื่องเล่นที่เราออกแบบ

    จริงๆ ก็มีถามลูกเหมือนกัน แล้วก็ให้ลูกลงไปเล่นด้วย ถามว่าจะรู้ได้ยังไง ส่วนตัวก็รู้สึกว่า เราก็ยังมีความเป็นเด็กในตัว หรือน้องๆ ที่อยู่ในทีมออกแบบ เราก็จะมานั่งคิดกันว่า เออ มันน่าสนุกไหม

    พอเห็นเด็กๆ มาเล่นที่เครื่องเล่นที่คุณนินาออกแบบแล้วรู้สึกอย่างไร

    อิ่มเอมใจ เพราะรู้สึกว่าจริงๆ มันเป็นอะไรที่ pay off เร็วมาก ทำเสร็จแล้วเห็นเด็กมาเล่น โห มันคุ้มค่า

    ประเด็นความเท่าเทียมกันเรื่องการเล่นถูกพูดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเด็กแต่ละสังคมได้เล่นไม่เท่ากัน ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการเล่นอยู่ สนามเด็กเล่นจะเข้ามาช่วยได้อย่างไรบ้าง

    จริงๆ ตอน Bangkok Design Week เราริเริ่มแคมเปญ Playgrounds for Bangkok ซึ่งเรามองว่าจริงๆ แล้วกรุงเทพฯ มีพื้นที่ว่างที่เป็นพื้นที่รกร้าง หรือพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานเยอะมาก เช่น ใต้ทางด่วน พื้นที่ที่อยู่ตามมุมของชุมชน พื้นที่ที่ไม่ได้รับการดูแล ซึ่งพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้บางคนอาจจะมองว่าเป็นพื้นที่อันตรายด้วยซ้ำ แต่เรามองว่าจริงๆ แล้วสนามเด็กเล่น มันสามารถทำหน้าที่เป็น magnet ของสังคมได้ คือพอเราเอาไปตั้งปุ๊บ เด็กก็จะอยากมาเล่น ขอพ่อแม่มาเล่น พ่อแม่พาเด็กมา ได้มาเจอกับเพื่อนบ้าน ทำความรู้จักกัน ชุมชนก็จะเหนียวแน่นขึ้น ได้มาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น

    เราจึงไปติดต่อชุมชนต่างๆ ว่าเราอยากจะขอพื้นที่เพื่อตั้งสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ ในชุมชนนะ แล้วเรามีสปอนเซอร์ด้วย

    ก็ทำเรื่องอยู่นานมาก แล้วท้ายที่สุด แต่ละชุมชนก็มีข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน ที่เราเองก็ได้เรียนรู้  เช่น มีชุมชนหนึ่งที่เราจะเอาไปตั้ง เขาก็บอกว่า พื้นที่ว่างของเขาเขาเอาไปทำที่จอดรถดีกว่า เพราะเขาได้รายได้ เราก็เข้าใจ อีกชุมชนหนึ่งมีพื้นที่ว่าง แต่เป็นสุสานเก่า เก่ามาก เขาก็เคารพบรรพบุรุษเขา ไม่อยากให้เด็กไปเล่นอยู่บนพื้นที่สุสาน เขาก็เลยทิ้งร้างเอาไว้ หรืออีกที่หนี่ง เราคุยเรียบร้อยแล้วกับกรมโยธาฯ ว่าจะเอาไปวาง แต่สุดท้ายก็ไปวางไม่ได้เพราะว่าการเมือง คือมีอีกหน่วยงานหนึ่งที่เขาอยากจะไปใช้พื้นที่ตรงนั้น แล้วเขาไม่ยอมแบ่งให้เราใช้

    มันมีเงื่อนไขต่างๆ ที่เราคาดไม่ถึงเลย เพราะตอนแรกเรารู้สึกว่า เราเอามาให้เลยนะ เครื่องเล่นเนี่ย ให้เด็กๆ ได้เล่น ได้ใช้กัน ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เป็นเรื่องที่เราเองก็รู้สึกว่าอยากจะประชาสัมพันธ์ให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน เรายินดีจะช่วยให้มันเกิดขึ้น

    เห็นอุปสรรคอะไรไม่เอื้อให้เด็กได้เล่นบ้าง

    เอาที่เราเห็นนะคะ สังคมในหลายๆ ประเทศให้ความสำคัญกับเด็กเล็ก แต่ว่าเมืองไทยอาจจะไม่ค่อยเท่าไหร่  โฟกัสของงบประมาณต่างๆ ของทางรัฐอาจจะไปเน้นกับ demographic คนวัยอื่น แต่จริงๆ แล้วเด็กเล็ก 0-6 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่พัฒนาการของมนุษย์มันก้าวกระโดดที่สุด จะว่ามันสำคัญที่สุดก็ได้ เพราะว่า มันจะ shape คนคนหนึ่งไปชั่วชีวิต

    แต่พื้นที่ที่รองรับหรือว่าสวัสดิการที่จะให้พ่อแม่มีโอกาสได้มาเลี้ยงลูกเล็ก ยังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ในพื้นที่เมือง ยังไม่ต้องพูดถึงสนามเด็กเล่น เอาแค่พื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะมีน้อยมาก ซึ่งจริงๆ สวนสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญมากเลยที่จะให้เด็กเมืองได้มีโอกาสมาเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ

    หรือเช่นฟุตบาทในซอยที่ให้พ่อแม่เข็นรถพาลูกออกมา experience พื้นที่นอกบ้านได้ ก็มีน้อยมาก อย่างตัวเองตอนนี้มีลูกเล็ก ไปไหนก็หิ้วเป้ไป ไม่เข็นรถเข็นแล้ว เพราะเข็นรถเข็นบนฟุตบาท อื้อหืม adventure มาก เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของ playground ว่ามีให้ทุกชุมชนหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ เมือง สภาพของกรุงเทพฯ มันไม่ค่อยเกื้อหนุนและเอื้ออำนวยให้กับเด็กเล็กอยู่ เติบโตและมีพัฒนาการ

    ถ้าเด็กคนหนึ่งไม่ได้เล่น จะเป็นอย่างไร

    โอ้โห คือเด็กเล็กนี่เล่นสำคัญกว่าเรียนนะ ถ้าไม่ได้เล่น เอาแต่เรียน พัฒนาการทางสมองของเขามันไม่น่าจะเติบโตเท่ากับเด็กที่ได้เล่น แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น เรามองว่า การเล่นควรเป็น free play เด็กไม่ได้ถูกบังคับว่าต้องทำอะไร แต่เด็กสามารถวิ่งไปเด็ดดอกไม้มาทำอาหาร หรือเอาก้อนหินมาก่อเป็นปราสาทก็ได้

    อย่างตัวเอง เลี้ยงลูกก็จะไม่ค่อยซื้อของเล่นให้ เพราะจริงๆ แล้วเขาชอบของผู้ใหญ่มากกว่า เช่น กระป๋อง ขวดที่บ้าน หรือว่าช้อนส้อม จริงๆ เด็กชอบเล่นของผู้ใหญ่ เพราะเขาอยากเป็นผู้ใหญ่ มันจึงเป็นของเล่นที่ดี ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเยอะ ที่เขาชอบที่สุดคือเอาขยะมาประดิษฐ์เป็นของเล่น ที่บ้านจะมีมุมเก็บขยะรีไซเคิล ที่เราจะเอามาออกแบบประดิษฐ์ของด้วยกันเป็นประจำ

    เพราะฉะนั้นคำว่าสนามเด็กเล่นของคุณนินาจึงไม่ได้หมายความถึงเครื่องเล่น แต่คือ free play เล่นได้ทุกที่?

    ใช่ แต่มันต้องปลอดภัยระดับหนึ่ง ให้เขาล้มได้ ปีนต้นไม้ตกลงมา เจ็บนิดหน่อย อย่างนี้มันโอเค

    ใช้ความเป็นแม่ในการออกแบบสนามเด็กเล่นมากน้อยแค่ไหน

    ใช้ค่อนข้างจะเยอะ พอเป็นแม่ แล้วพาลูกไปเล่น เราก็จะรู้แล้วล่ะว่า อะไรที่เด็กคิดว่าสนุก อะไรที่ไม่สนุก อะไรที่มันอันตรายหรือหวาดเสียวเกินไป ประสบการณ์เราเอามาใช้ในการตัดสินได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องรีเสิร์ชทุกอย่าง

    เป็นสถาปนิกที่ออกแบบเกี่ยวกับเด็กนี่ยากไหม

    สนุกค่ะ ลูกค้าเด็กสนุกกว่าลูกค้าผู้ใหญ่ สิ่งที่เราทำให้เขาเป็นเรื่องของความสุข เป็นเรื่องของการเล่น ไม่มีการมาคุยกันเรื่องกฎหมาย งบประมาณ อันนี้จะขายได้ไหม ไม่มีเลย

    Playground Catalog

    ตอนนี้ เว็บไซต์ www.imaginaryobjects.co ของคุณนินา จัดทำ Playground Catalog ในนั้นมีสนามเด็กเล่นทุกขนาดตั้งแต่ S M L XL ให้เลือกได้ตามความเหมาะสมกับงบประมาณ​ พื้นที่และความต้องการต่างๆ “เพราะว่าที่ได้เรียนรู้จากแต่ละชุมชนคือ ชุมชนมีพื้นที่จำกัด พื้นที่ขนาดไม่เท่ากัน งบประมาณไม่เท่ากัน เราก็เลยทำเป็นแคตาล็อกออกมา ถ้าเกิดว่ามีใครสนใจ ก็สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเอาสเกลไหน แบบไหน ราคาเท่าไหร่ มันก็ง่ายขึ้น”

    สนใจสามารถติดต่อได้ที่ io@imaginaryobjects.co

  • “เด็กพิเศษของพี่เพิ้ง…ยายเพิ้งนายพราน คู่พี่น้องที่ทำงานศิลปะในจักรวาลที่ไม่เหมือนใคร”

    “เด็กพิเศษของพี่เพิ้ง…ยายเพิ้งนายพราน คู่พี่น้องที่ทำงานศิลปะในจักรวาลที่ไม่เหมือนใคร”

    “เด็กพิเศษของพี่เพิ้ง…ยายเพิ้งนายพราน คู่พี่น้องที่ทำงานศิลปะในจักรวาลที่ไม่เหมือนใคร”

    เรื่อง: 
    ภาพประกอบ: 

    เด็กพิเศษของพี่เพิ้ง…ยายเพิ้งนายพราน คู่พี่น้องที่ทำงานศิลปะในจักรวาลที่ไม่เหมือนใคร

    ศิลปะ ความรัก ความเข้าใจ ของ “ยายเพิ้งและนายพราน”

    เคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ด้วยความรัก รับฟังความคิดเห็นอย่างไม่ตัดสิน

    สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือการเดินร่วมทางไปพร้อมกับคนข้าง ๆ โดยไม่ละทิ้งกัน ไม่ละเลยกัน พร้อมพัฒนาการที่ดีไปพร้อม ๆ กัน

    “สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพิ้งเหรอ คือการเดินทางร่วมกันไปกับน้องชายโดยที่ไม่ละทิ้งกัน ไม่ละเลยกัน แล้วก็มีวินัยในการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาและเพิ้งมีพัฒนาการที่ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน”

    ในซอยเล็กร่มรื่น สตูดิโอขนาดย่อมย่านพรานนกท่ามกลางสวนเขียว เมื่อเราถามว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้คืออะไร นั่นคือคำตอบของ ยายเพิ้ง จิตตกานต์ สุวรรณภัฏ ศิลปินและพี่สาวของนายพราน ธนัฐ สุวรรณภัฏ ที่นอกจากจะใช้ชีวิตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ ถึงวันนี้นายพรานเป็นพาร์ทเนอร์และศิลปินบุคคลพิเศษ ที่ยายเพิ้งชวนให้มาทำงานศิลปะร่วมกันในงานศิลปะนิพนธ์ของเธอเองสมัยเรียนอยู่ที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร

    ในสตูดิโอเต็มไปด้วยงานศิลปะของทั้งคู่ มีทั้งรูปวาดสีสันสดใส ประติมากรรม  แคนวาส กองสีและพู่กัน เซรามิก เก้าอี้ หนังสือทฤษฎีความรู้ของศิลปินระดับโลก และมุมสต็อคเสื้อที่นายพรานและยายเพิ้งทำร่วมกันในแบรนด์ Yaipoeng & Naipran Art Therapy Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอภายในบ้านของทั้งคู่

    และคำว่า Art Therapy ที่ปรากฎอยู่ในชื่อสตูดิโอ ยายเพิ้งขยายความว่า เธอใช้ความรู้ด้านศิลปะที่เธอถนัดมาสอนและทำงานร่วมกันกับน้องที่เป็นเด็กพิเศษ เพราะเพิ้งตีความว่าคนที่เข้ารับการบำบัดสามารถแสดงออกสิ่งที่อยู่ในใจ หรือระบายออกผ่านสีสันกับคนที่เขาสนิทใจ พื้นที่ที่เขาวางใจ เพิ้งเลยสามารถใช้คำนี้กับน้องได้เพราะเพิ้งเข้าใจน้อง จึงเลือกใช้คำว่า ‘ศิลปะบำบัด’

    ล่าสุดในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ยายเพิ้งและนายพรานมีนิทรรศการ “คนพิเศษ” เป็นของตัวเองแล้วที่หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล รวบรวมทั้งผลงานประติมากรรม จิตรกรรม ที่ทั้งสองพี่น้องร่วมประสานงา(น) กัน ผ่านการเดินทางที่เพิ้งบอกว่ามันสวยงามแต่ไม่ใช่ว่าง่ายเลย เพราะการทำงานก็คือการทำงาน มันอาศัยทั้งวินัย การจัดการ และการฟังความรู้สึกของกันและกัน

    เวลาผ่านมาราว 6 ปี ผลงานศิลปะและคู่พี่น้องเติบโตตามกาลเวลา ยายเพิ้งและครอบครัวดูแลนายพราน ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ เป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน และเป็นชีวิตในทุกๆ วัน

    น้องชายเพิ้งเป็นเด็กพิเศษ

     

    ยายเพิ้งและนายพราน เป็นชื่อที่โดดเด่นและมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่แล้วทั้งคู่ เราสำรวจสตูดิโอ เก็บภาพบรรยากาศ ทักทายกัน และเริ่มพูดคุยที่มาที่ไปของผู้มาใหม่และเจ้าของสถานที่ นายพรานเดินมาหา จู่ๆ ก็พูดเรื่องเครื่องบิน การนัดพบกับใครสักคน และจัดแว่นตาบนใบหน้าให้อย่างเบามือ ก่อนที่จะนั่งข้างกันบนโต๊ะและเริ่มสนทนากัน

    เพิ้งยิ้มสวย และยอมรับในตลอดบทสนทนาว่าการเลี้ยงดูเด็กพิเศษสักคนต้องอาศัยปัจจัยและต้นทุนมากมาย มันไม่ง่าย และต้องเรียนรู้ที่จะ ‘สื่อสาร’ ใช้ทั้งใจวิทยาและจิตวิทยาในชีวิตและการทำงานอยู่เสมอ นายพรานนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ พึมพำบ้าง มองพี่สาว มองแขกของบ้านอย่างเรา มองกล้องถ่ายรูป มองพี่สาว และพี่สาวก็มองน้องชายเป็นพักๆ ตลอดบทสนทนา 1 ชั่วโมงกว่า

    ตอนนี้นายพรานอายุ 27 ปี ในวัยเด็กเคยเข้าโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษจนถึงจุดหนึ่งก็ออกมาอยู่กับครอบครัวที่บ้าน นายพรานนิ่งขึ้น มีสมาธิ และอ่านออกเขียนได้ แต่จุดอ่อนอยู่ตรงที่การศึกษาในระบบยังไม่ได้คิดค้นมาเพื่อเด็กคนใดคนหนึ่ง และดึงศักยภาพของบุคคลๆ คนนั้นออกมาอย่างเต็มกำลัง

    หลังจากนั้น เมื่อยายเพิ้งได้ลองทำงานศิลปะกับน้อง ใช้ชีวิตและทำงาน เป็นพาร์ทเนอร์ด้วยกันในบ้าน ก็เหมือนได้ร่วมจับมือเดินทางไปบนจักรวาลของการใช้ศิลปะบำบัดชีวิตของทั้งคู่

    อธิบายอาการออทิสติกของน้องให้ฟังหน่อย

    แต่ก่อนสุดแสบ (ถามน้องที่นั่งข้างๆ) นายพรานแสบไหม (นายพราน: ไม่แสบ ไม่แสบคอ) คนละไม่แสบกัน (หัวเราะ) นายพรานตัวแสบ นายพรานซนมาก สมาธิสั้น วิ่งตลอด ไม่หยุด ไม่รู้จักว่าหิวข้าวเป็นยังไง ก็ต้องไปหาหมอจิตเวช กินยา ฝึกให้มีสมาธิมากขึ้น แล้วพอเริ่มเข้าโรงเรียนก็เริ่มนิ่งขึ้น เริ่มรู้จักการกินข้าว มันเครียดนะคะ การที่มีน้องชายหรือมีลูกคนหนึ่ง แล้วเขาไม่ยอมแม้กระทั่งจะนั่งเฉยๆ เพื่อกินข้าว แล้วร่างกายผอม สมาธิสั้น ไม่พูดเลยจนอายุ 10 ปลายๆ ได้มั้ง หรือพูดก็พูดไม่รู้เรื่อง แต่พอฝึกไปเรื่อยๆ จากที่ไม่พูดเลย ก็กลายเป็นเด็กพูดเยอะ พูดทุกอย่างที่เขาต้องการจะสื่อสาร แต่ตอนนี้ก็จะนิ่งได้ อดทนรอได้แล้ว

    ตอนนี้เพิ้งเข้าใจน้องมากแล้ว แต่ในช่วงเริ่มต้น เราเริ่มทำความเข้าใจภาวะนี้ของน้องอย่างไร รวมถึงทำความเข้าใจกับตัวเองอย่างไร

    เราพาเขาไปหาหมอตอนเขาประมาณ 6 ขวบ เพิ้งก็อายุ 12 ปีแล้ว เราพบว่าน้องเป็นออทิสติก อาการเขาชัดเจนมาก เช่น เดินเขย่งปลายเท้า ไม่พูด ไม่อยู่นิ่ง หรือมีสมาธิเป็นเรื่องๆ ไป ไม่เข้าสังคม พูดไม่สบตา แล้วก็วิ่งๆๆ (ยิ้ม) แล้วจากนั้นเราก็เริ่มพาน้องไปบำบัด

    เพิ้งก็ไม่รู้หรอกว่าออทิสติกคืออะไร แต่เหมือนเราอยู่ที่บ้าน แล้วพ่อแม่โทรมาคุยกับน้าว่านี่คือโรคแบบนี้ๆ นะ ตอนเด็กก็ไม่เข้าใจหรอก คิดว่าคงเหมือนโรคๆ หนึ่งที่ต้องรักษา เหมือนมะเร็งเหรอวะ คือเข้าใจแค่ตื้นๆ แล้วก็ต้องจัดการอารมณ์ เพิ้งจำได้ว่าเพิ้งเสียใจมากที่เขาเป็นแบบนี้ แต่เสียใจได้ไม่นาน เพราะเขาก็เป็นคนๆ หนึ่ง เราก็อยู่ด้วยกันแบบนี้ ทำความเข้าใจกัน ความเสียใจนั้นมันหายไปเร็วมาก มันเหมือนแค่เฟล(ผิดหวัง) แล้วพอเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขา เราก็หายเฟลแล้ว เราก็กล้าที่จะบอกกับทุกคน

    เราไม่ได้รู้เยอะเลย แต่มันเหมือนเป็นเพื่อนสนิทกัน ค่อยๆ เดา เราต้องคอยสังเกตเอาว่าเหตุการณ์นี้มันผิดปกติแล้ว อาการนี้มันเป็นยังไง มันจะเรียนรู้กันไปเอง

    บรรยากาศของครอบครัวในการดูแลน้องเป็นอย่างไรบ้าง

    บ้านเราไม่ได้มีแม่บ้านอะไร ทุกคนก็ช่วยเหลือกัน พ่อเขาก็เป็นหัวหน้าครอบครัวน่ะค่ะ (ยิ้ม) ก็ไปช็อปปิ้ง ไปซื้อของเข้าบ้าน คอยดูแลเรื่องกับข้าว ส่วนแม่ก็เรื่องความสะอาดเรียบร้อยของบ้าน เพิ้งก็ช่วยดูแลน้องเรื่องการทำงาน สตูดิโอนี้ก็เป็นที่ทำงานของเพิ้งกับน้อง

    ตอนที่นายพรานไปโรงเรียน คุณพ่อยังไม่เกษียน ก็ออกไปทำงาน แม่ก็ทำกับข้าว เลี้ยงดูน้อง ถึงเวลาก็สอนการบ้านเขา เหมือนเด็กทั่วไปเลย เพียงแต่ว่าการพูดกับเด็กพิเศษอาจจะไม่ได้พูดแค่ครั้งเดียวแล้วรู้เรื่อง แต่ต้องคิดวิธีที่จะสอนเขายังไงให้เขาเข้าใจ เช่น การสอนเขาพับผ้า เพิ้งเอาลายสกรีนที่เขาวาดมาทำเสื้อจำหน่าย เพิ้งก็อยากให้เขารับผิดชอบและรู้จักด้วยว่าการพับเสื้อเป็นยังไง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะสอนเหมือนคนปกติได้ เพิ้งก็ต้องไปคิดว่าเอาไม้บรรทัดหรือแผ่นไม้อะไรมาสอดให้พับง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นครอบครัวต้องเข้าใจเด็กพิเศษคนนี้มากๆ และคิดว่าเราจะสื่อสารกับเขายังไง

    เริ่มใช้ศิลปะบำบัดมาดูแลน้องชายได้อย่างไร

    จริงๆ แล้วน้องเป็นคนชอบวาดรูปอยู่แล้ว สมมติว่าเขาดูรายการอะไรแล้วเขาชอบรายการนั้นเป็นพิเศษ เขาจะไปคิดค้นหาอุปกรณ์นั้นๆ มาแล้วก็จะนำมาเรียงต่อกันเป็นโลโก้ หลังๆ เขาเริ่มวาดต้นไม้ ดอกไม้ สิ่งรอบตัว เราก็มองเห็นมาเรื่อยๆ

    แต่ตอนที่เพิ้งจะทำตัวจบ (ศิลปะนิพนธ์) เพิ้งคิดว่าอะไรที่เราจะสนใจและทำมันไปได้ตลอด ก็เลยมาคิดเป็นเดือนๆ วนไปวนมาจนมาเจอว่า น้องเราแม่งพิเศษสุดแล้วว่ะ โคตรแปลกเลย เท่ เลยลองทำงานกับเขาดีกว่า แต่ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำออกมายังไง เลยไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์เลยบอกว่าเขาชอบวาดรูปไหม ลองให้เขาวาดรูปดูสิ แล้วเราก็ส่งให้อาจารย์ดู อาจารย์ก็บอกว่ามันไม่ธรรมดานะ เขามีของ เส้นมันบริสุทธิ์ ก็เลยเริ่มต้นจากตรงนั้น

    ทุ่มเทแค่ไหน

    ต้องบอกว่าเด็กพิเศษ มีแค่ไม่กี่คนที่เขาเชื่อฟังและอยากอยู่ด้วย น้องจะชอบอยู่กับเพิ้ง ทำงานกับเพิ้งได้

    แต่เพิ้งจะพยายามให้เขาทำงานกับคนอื่นนะ สมมติว่าที่บ้านมีคนมาทำเซรามิก เพิ้งก็จะให้เขาไปช่วยนวดดิน เพราะเพิ้งอยากให้เขารู้จักการทำงานกับคนอื่นด้วย อยากให้เข้าสังคมเป็น ให้รู้จักการรับฟังบ้าง ไม่ใช่ว่าอยู่แต่กับพี่แล้วฟังแต่พี่คนเดียว

    เขาควรที่จะรับฟังคนอื่นด้วย เพิ้งกลัวเวลาที่มีปัญหาแล้วไปเล่าให้คนอื่นฟัง แล้วคนอื่นถามว่า แล้วคุณเลี้ยงเขาดีขนาดไหน สอนเขาดีขนาดไหน แล้วคำตอบมันคือ เออ ยังไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นเราอยากให้เขาหัดอยู่กับสังคมได้ด้วย เพราะเราไม่สามารถอยู่กับเขาไปได้ตลอดชีวิต อยากให้เขาดีขึ้นเรื่อยๆ

    งั้นคำว่า “เลี้ยงให้ดี” ต้องดีแค่ไหน

    อบรมเขา หรือพาเขาไปเผชิญโลกกว้างให้ได้มากที่สุด เด็กพิเศษเหล่านี้เขาพัฒนาได้นะคะ คนที่เป็นครอบครัวต้องสอนและใช้เวลากับเขา ถึงจุดๆ หนึ่งเด็กพิเศษต้องอยู่ในสังคมได้ในระดับหนึ่ง อาจจะไม่ดีพอหรอก แต่ต้องรู้กาละเทศะ และอยู่ได้

    กลับมาเรื่องการทำศิลปะบำบัด วิธีการทำงานกับน้องเริ่มต้นอย่างไร หลอมรวมไปกับชีวิตประจำวันที่ต้องดูแลน้องอย่างไรบ้าง

    มันเหมือนการเดินทางไปพร้อมๆ กัน แต่คนที่เราเดินทางด้วยเป็นเด็กพิเศษ โอเคเราสนิทกัน เราเป็นพาร์ทเนอร์ เราเข้าใจกัน แต่ว่าเมื่อเราทำศิลปะด้วยกัน มันไม่ใช่แค่สิ่งใหม่เฉพาะเพิ้งกับนายพรานอย่างเดียวค่ะ แต่มันเป็นสิ่งใหม่ของครอบครัว ของสังคมด้วย เพราะฉะนั้นมันก็ยากเพราะเรื่องที่เราคุยกันแต่ก่อนมันไม่ใช่เรื่องการทำงาน แต่เป็นเรื่องที่ว่ากินอะไรหรือยัง อิ่มหรือยัง อยากไปไหน แต่นี่เหมือนการสร้างองค์กรขึ้นมา

    เขาคือพาร์ทเนอร์มือขวาของเพิ้งเลย แต่มันไม่ได้สื่อสารด้วยภาษาที่เขาจะเข้าใจได้ง่าย เราอาจจะต้องพูดเรื่องนั้นซ้ำๆๆ ถามซ้ำๆ เช่น ตรงนี้อยากให้เป็นสีอะไร เขาไม่สามารถตอบเราได้ทันทีหรอก เราก็ต้องหาวิธีการที่จะทำให้เขาเข้าใจและโต้ตอบกับเราได้ คำถามนั้นใช้ระยะเวลาเป็นปีๆ กว่าเขาจะตอบได้เลย บางคำถามใช้เวลา 2 ปี เช่น แบ็กกราวน์จะเอาสีอะไร คนทั่วไปเข้าใจเลยใช่ไหม แต่เขาไม่เข้าใจว่าอะไรคือพื้นหลัง ถามคำถามเดิมๆ ชี้ให้ดูเป็นปี เขาถึงจะตอบได้ มันต้องใช้ความอดทน มีวินัย และความพยายาม เหมือนคนทั่วไปเลย (หัวเราะ)”

    คนจะประสบความสำเร็จต้องมีวินัย ใช้ความเพียรพยายาม เด็กพิเศษก็เหมือนกันเลย แต่แค่ต้องทวีคูณเข้าไป เพราะเรื่องที่มันง่ายสำหรับเรา มันอาจจะยากสำหรับเขาก็ได้

    ปกติแล้วทำงานไปทีละชิ้นหรือเปล่า ชิ้นที่นานที่สุดใช้เวลานานที่สุดเท่าไหร่

    มันไม่ใช่แบบนั้น เพิ้งเป็นพี่ที่เรียนศิลปะมา เพราะฉะนั้นเราจะพอมีวิธีการจัดการในระดับหนึ่ง เราจะดูออกว่าเขาอยากทำแค่ตรงนี้ ถ้าเราจะทำงาน งานต้องเสร็จ ต้องดำเนินต่อไป ความรู้สึกเขาก็ต้องแคร์ด้วย ไม่ใช่ว่าปล่อยงานให้ไม่เสร็จ ยาวเป็นปีก็ได้เพราะเขาไม่ได้อยากทำ สุดท้ายแล้วเมื่อเป็นสองคนแล้วต้องมีการจัดการค่ะ

    ฟังดูเหมือนการทำงานปกติเลย

    ใช่ แต่สุดท้ายแล้วเราต้องดูว่าคนๆ นี้เป็นยังไง เหมือนต้องใช้จิตวิทยา เพิ้งเป็นอาจารย์พิเศษสอนศิลปะเด็กด้วย เพิ้งก็พูดกับเด็กแต่คนไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดเราใช้แพทเทิร์นเดิมในการสอนเด็กทุกคน แต่คนๆ นี้อ่อนไหวในเรื่องนี้ เขาอาจจะไม่อยากเรียนกับเราอีกเลยก็ได้ นายพรานหรือเด็กพิเศษคนอื่นๆ ก็เหมือนกันค่ะ ถ้าเรามองว่างานชิ้นนี้ต้องเสร็จภายในหนึ่งเดือน แต่เขาทำไม่ได้ เขาไม่อยากทำแล้ว ถ้าเราไปบังคับเขามากๆ เขาอาจจะกลัวการทำงานกับเราไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นมันต้องอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดเลย

    กิจวัตรประจำวันเปลี่ยนไปไหม

    เด็กพิเศษมักจะทำอะไรที่เป็นกิจวัตร เพราะฉะนั้นอย่าไปก้าวก่ายกิจวัตรประจำวันของเขา เช่น นายพรานเนี่ย ตื่นมาต้องสวดมนตร์ก่อน เก็บที่นอน ลงมาทานอาหารเช้า กวาดบ้าน กวาดลานหน้าบ้าน รดน้ำต้นไม้ แล้วก็ทานของว่าง ทำงานศิลปะ ทานของว่าง แล้วก็ออกไปรดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ แล้วก็ทานข้าว เดินย่อยอาหาร ทำงานศิลปะก่อนนอน ถ้ากิจวัตรเขาเคลื่อนไปบางทีเขาจะไม่สบายใจแล้ว จะหงุดหงิดหรือไม่มีสมาธิในการทำงาน แต่ข้อเสียของกิจวัตรคือมันต้องพัฒนาได้ แต่เนี่ย ยังไม่ค่อยพัฒนา (หัวเราะ) มันต้องปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ เช่น ฝนตกไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ก็ได้ (หัวเราะ)

    แต่พอเป็นกิจวัตรมันน่าจะง่ายขึ้นกับการทำงาน ความยากอยู่ตรงไหน

    เขาไม่ถึงกับว่าถ้าวันไหนไม่ทำตาม เขาจะงอแงหรือโมโหนะคะ มันจัดการง่าย เพราะเรารู้เลยว่าเขาน่าจะทำแบบนี้ๆ เวลานี้เขาน่าจะอยู่ตรงนี้ๆ เหมือนรู้ใจกัน แต่ถ้าเกิดว่าระบบเขาสะดุด เช่น เราบอกว่า นายพราน พี่เพิ้งขอเวลารดน้ำต้นไม้มาทำงานเพิ่มได้ไหม ตรงนี้บางทีอาจจะมีปัญหา ต้องเจรจากันหน่อย เช่น นายพรานช่วยพี่เพิ้งทำตรงนี้หน่อยนะ

    ชอบคำว่า “กิจวัตรประจำวันของเขาอย่าไปก้าวก่าย” เราเองก็เคารพ ให้สิทธิน้องในการใช้ชีวิต

    ต้องเคารพการตัดสินใจของเขาด้วย เพราะเราเหมือนเป็นพาร์ทเนอร์ค่ะ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นเด็กพิเศษแล้วจะบอกให้เขาทำอะไรก็ได้ ต้องรับฟังความคิดเห็นของเขาด้วย อย่างรูปๆ หนึ่งสีสันมันมากมายเลย แต่มันไม่ได้มาจากเพิ้งคนเดียว มันมาจากเขาด้วย ความพิเศษที่อยู่ในงานมันเพราะว่าสองคนทำงานด้วยกัน มันเป็นกระจกสะท้อนผ่านความพิเศษของเขา เราไม่เข้าใจหรอกว่าเขาเห็นอะไร แต่เขาถ่ายทอดออกมาด้วยความบริสุทธิ์ เช่น การวาดรูปเสือที่มีลายตาราง ซึ่งไม่ใช่การถ่ายทอดออกมาผ่านความเป็นจริงแต่พิเศษมาก เพิ้งคิดว่าสิ่งที่เด็กพิเศษถ่ายทอดออกมามันพิเศษและน่าสนใจตรงนี้แหละ

    เขาได้ส่งความรู้สึกบอกพี่ไหม ว่าภูมิใจในการงานที่ทำ หรือรู้สึกอย่างไรกับงานศิลปะที่ออกมา

    เขารู้ว่ามันเป็นงาน เขาได้แสดงงาน เขามีสังคม เขามีคนชื่นชม เพิ้งว่าเขารู้ แต่ว่าเด็กพิเศษเหล่านี้จิตใจเขาบริสุทธิ์ จริงใจจนเกือบจะเป็นพระที่อรหันต์แล้วนะถ้าเราจะมองในอีกมุมหนึ่ง คือเขาไม่โกรธ ไม่แค้น ไม่เคือง ไม่โกหก ไม่อยากมีอยากได้ งานก็คืองาน เขาไม่ได้แบบว่า..คนๆ นี้ชอบงาน เขาไม่ได้เอาคำชื่นชมนั้นมาทำให้ชีวิตเขามีความสุขเลย แต่เขาเห็นคุณค่าของการทำงาน และกรณีของนายพรานคือเขามีความสุขที่ได้ทำงานกับพี่สาวด้วย

    ลึกซึ้งมากเลย

    แล้วเพิ้งรู้สึกเลยว่าถ้าเขาจะชื่นชมในตัวเอง เราก็ต้องเป็นฝ่ายทำให้เขาเห็นด้วย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเพิ้งถึงทำงาน paper mache ตัวสัตว์ (มีจัดแสดงที่ ARDEL) เพราะมันมาจากรูปวาดของเขา และมาจากสเก็ตช์ตอนแรกๆ ที่เราค้นหาว่าเขาชอบวาดรูปไหม แล้วรูปที่เขาวาดมันเป็นยังไง รูปสัตว์ที่เขาวาด เพิ้งรู้สึกว่ามันพิเศษมาก เช่น เสือ ลายเสือเป็นตาราง เพิ้งรู้สึกว่ามันพิเศษจนเพิ้งอยู่เฉยไม่ได้แล้ว มันเป็นแรงบันดาลใจเรามากๆ เลย เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

    งานของเพิ้งมันเลยจะซื่อๆ เพิ้งไม่ได้เอาสิ่งที่เขาทำไปทำให้มันพิเศษเลย เพิ้งแค่เอาด้านสองมิติของเขามาทำให้เป็นสามมิติ แล้วจินตนาการอีกด้านหนึ่งที่เขาไม่ได้วาดใส่เข้าไป เพราะต้องการทำให้เขาภูมิใจในตัวของเขา เราเอาจุดเล็กๆ ไปขยายใหญ่ แล้วแสดงให้เขาเห็นอีกที ว่าพี่ไม่ได้ละทิ้งสิ่งที่เขาวาดนะ พี่ทำให้หนูเห็นนะว่าถ้ามันออกมาเป็นตัวจริงแล้วมันจะเป็นยังไง

    เหมือนขยายจินตนาการของเขา

    ขยายจินตนาการ แล้วก็ให้เขาเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพิ้งว่าเขารู้สึกนะ แต่เขายังสื่อสารไม่เป็น เขาไม่ได้มาแบบ ขอบคุณครับที่ทำตรงนี้ให้ ชอบจังเลย แค่เพิ้งอยากทำให้เขาเห็นน่ะ ว่ามันสนุกนะนายพราน กิจกรรมที่เราทำด้วยกันเนี่ย เพิ้งคิดต่อจากรูปวาดของเขา ว่าถ้าเพิ้งจะทำเป็นงานประติมากรรม เพิ้งจะใช้เทคนิคไหนดีที่พี่กับน้องทำงานด้วยกันได้จริง ไม่แบ่งแยก ใช้เวลาด้วยกันได้จริงๆ สิ่งเดียวที่ตอบโจทย์ก็คือ paper mache นี่แหละ ทำพร้อมกัน เดินทางไปด้วยกันได้

    เหมือนเพิ้งเองก็เติบโตมากๆ เช่นเดียวกัน

    เพิ้งว่าศิลปะมันทำให้คนต้องคิดไม่หยุดน่ะค่ะ แล้วพออะไรๆ ก็เป็นงานไปซะหมดแล้ว แรงบันดาลใจที่เราได้รับจากเขามามันมากมายน่ะ มันเลยทำให้หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เพิ้งทำมันกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน หยิบจับอะไรมาเราก็คิดว่าอยากเอามันไว้ตรงนั้น อยากทำแบบนี้

    แล้วระหว่างการเดินทางนี้ ตอนที่เพิ้งรู้สึกว่ามันเป็นรูปเป็นร่าง และน่าจะพัฒนาต่อได้คือตอนไหน

    จุดๆ นั้นมาถึงเมื่อเราทำอะไรสักอย่างอย่างต่อเนื่องจนระยะเวลาพอสมควรแล้ว ว่าเราจะไปต่อยังไงได้บ้าง เพราะฉะนั้นเหมือนชีวิตคนปกติเลยเนอะ ถ้าคุณไม่เพียรอะไรมากพอ คุณยังไม่ชัดเจนและยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันดี อย่าเพิ่งไปตัดสินว่ามันจะดี มันจะประสบความสำเร็จ หรือมันจะพัง นายพรานกับเพิ้งทำงานศิลปะด้วยกันเป็นเวลาตั้งแต่เรียนจบ อีก 2-3 ปีถึงจะได้แสดงงานนะ ก็ใช้เวลาตั้ง 6 ปี

    เพิ้งว่าถ้าเราตั้งคำถามอะไรแล้ว เราก็แค่หาคำตอบ นายพรานเขาส่งแรงบันดาลใจมาให้เพิ้ง แล้วเพิ้งก็คิดต่อว่าจะทำอะไรอยู่ตลอดเวลา ไอ้ตลอดเวลานั้นที่เราเดินทางไปกับเขา มันก็มักจะมีแรงบันดาลใจอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้เราคิดได้ว่าเราไปทำแบบนี้ได้นี่หว่า อันนี้ต่อยอดไปทำแบบนี้ได้

    มีวิธีการสังเกตความพิเศษ เช่น การที่เพิ้งเห็นรายละเอียดในลายของเสือที่น้องวาดว่าเป็นลายตาราง อย่างไรบ้าง

    เอาจริงๆ แล้วเพิ้งเองก็ไม่ได้แตกฉานกับศิลปะมากพอตอนที่เห็นงานเขาแรกๆ เพิ้งรู้สึก แต่เพิ้งไม่สามารถยกย่องมันได้ขนาดนั้น แต่ตอนนั้นมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่เก่งมาก (อาจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก) พอที่จะดูได้ว่างานแบบนี้คนธรรมดาทำไม่ได้นะ จำได้ว่าเพิ้งให้นายพรานวาดรูป แล้วเพิ้งก็ไปทำอย่างอื่น เพิ้งกลับมาก็ถามว่านี่ตัวอะไร นายพรานก็บอก เสือครับ เพิ้งก็บอกว่านายพรานคิดได้ยังไง ทำไมมันถึงเป็นลายตารางล่ะ! เพิ้งจำได้เลยนี่มัน 6-7 ปีมาแล้ว เพิ้งถามเขาแบบนี้ ด้วยเสียงแบบนี้เลยนะ คิดได้ยังไงน่ะ (หัวเราะ) คิดถึงมันเนอะ (คุยกับนายพราน)

    ในการใช้ชีวิตร่วมกันที่ผ่านมา ช่วงเวลาแบบไหนที่รู้สึกว่ายาก ต้องทำความเข้าใจกันมากๆ

    เพิ้งว่าการสื่อสาร เพราะว่าน้องสื่อสารไม่ได้ เช่น เรายังไม่แน่ใจว่าเวลาเขาไม่สบาย เจ็บคอ เขาพูดจริงไหม จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยรู้ค่ะ ต้องใช้เซนส์น่ะ ต้องเดาใจกันว่า อ่ะ อาการนี้คือสงสัยไม่อยากทำงานแล้ว อาการนี้สงสัยต้องพักแล้ว

    น้องเคยทำให้เสียใจกับโกรธบ้างไหม

    มี๊(เสียงสูง) ก็ความกิจวัตรของเขานั่นแหละ (หัวเราะ) ที่เขาต้องรดน้ำ ต้องกวาดใบไม้เนี่ย ทำๆ งานอยู่ก็วางพู่กันแล้วไปทำอย่างอื่นเนี่ย บางทีพี่เพิ้งก็ไม่พอใจนะครับ (คุยกับนายพรานแล้วหัวเราะ) บางทีทำ paper mache อยู่แล้วอยากให้มันแห้ง เจ้านี่ก็ไปเอาสายยางมาฉีดต้นไม้ด้วยความที่อยากเล่นน้ำ แทนที่จะรดน้ำกับดิน ดันฉีดน้ำขึ้นฟ้า paper mache ก็เปียกหมดเลย ก็ทะเลาะกัน แต่เพิ้งว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา คนจะมองว่าเพิ้งบ้าก็ได้ แต่บางทีอารมณ์มันก็หลุดเหมือนกันนะ

    ก็เหมือนพี่น้องทะเลาะกัน

    ใช่ แบบ ทำไมต้องรดน้ำต้นไม้ด้วย! ก็เห็นว่าตาก paper mache อยู่มันต้องทำให้แห้งนะ นายพรานไปทำให้มันเปียกทำไม อะไรแบบนี้ ซึ่งถ้าจะเราปล่อยไว้และคิดว่าเขาเป็นเด็กพิเศษ มันไม่ได้ไง เพราะเขาก็ต้องพัฒนา บางทีคนทั่วไปเวลาออกไปข้างนอกจะคิดว่าทำไมดุน้อง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ ถ้าเราไม่เบรคเขา เขาก็จะไหลไป เหมือนเวลาที่เขาพูดแล้วเขาไม่ยอมหยุด

    เราต้องจัดการกับอารมณ์เราด้วย บางทีมันเหนื่อยนะ เวลาที่เราอยากจะสอนอะไรที่รู้สึกว่ามันง่าย แต่มันไม่ง่ายสำหรับเขาน่ะ เขาก็พยายามจะเข้าใจ เราก็ต้องหาวิธีการสอนให้เขาเข้าใจด้วยเช่นกัน มันต้องอดทน และสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไปตามวัยของเขาและวัยของเราด้วย เพราะพอเราโต เขาก็เป็นวัยรุ่น อีกหน่อยเราแก่ เขาก็เพิ่งจะโต มันเหมือนการเดินทางไปด้วยกันน่ะค่ะ เพราะฉะนั้นตอนนี้เพิ้งก็อยู่กับเด็กที่เป็นวัยรุ่นน่ะ ก็จะมีความรั้น อยากออกไปเที่ยวนอกบ้าน อยากสั่งของออนไลน์มากิน (หัวเราะ)

    ผลงานศิลปะ หรือโปรเจ็กต์ร่วมกันในอนาคตจะเป็นแบบไหน

    การทำงานศิลปะเหมือนไดอารีในแต่ละช่วงวัยว่าเราทำอะไร ถึงไหนแล้ว ดังนั้นงานของเรากับน้อง มันก็คือเรากับเขานั่นแหละ แรงบันดาลใจที่เขาส่งเสริมให้เรามันพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ทั้งนี้มันเลยไม่สามารถมองอนาคตระยะไกลได้ขนาดนั้น เพราะเรามองไม่ออกหรอกว่าเขาจะปิ๊งอะไร มีเรื่องอะไรในหัวมาถ่ายทอดออกมาให้เราได้คิดอะไรต่อ อย่างตอนนี้เขาวาดเครื่องบิน ก้อนเมฆ ทุกวัน ก็เพราะเขาอยากเดินทางไปต่างประเทศ นั่นคือหมายความว่าเขามีพัฒนาการน่ะ เขาทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ได้ แต่เขามีความคิดที่จะทำอะไรเพิ่ม และล่าสุดคือเขามีจินตนาการว่าถ้าไปนิวยอร์ค เขาจะเจอตึกรามบ้านเมือง เขาก็วาดตึกขึ้นมา

    มีความฝัน

    ใช่ มีความฝัน มีจินตนาการ เพิ้งเลยรู้สึกว่าในชีวิตประจำวันเพิ้งก็เจอเรื่องราวอย่างหนึ่ง เขาก็เจออย่างหนึ่ง เขาจะแสดงสิ่งที่เขาฝังใจผ่านกระดาษ ผ่านการวาดรูป มันก็จะขับเคลื่อนให้เราทำบางอย่างให้มันเชื่อมโยงกับความฝันและความคิดของเขา ถ่ายทอดมันออกมาเป็นงานศิลปะ แล้วก็ทำออกมาให้เป็นเรื่องจริงด้วย พอเรารักเขา เราทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกัน เราก็อยากทำให้ความฝันของเขาเป็นจริงด้วย เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะพาเขาไปเที่ยวด้วยเช่นกัน มันเหมือนการ performance (ศิลปะการแสดงสด)เหมือนกันนะ แบบใช้จิตคุยกันน่ะ (ยิ้ม) ทั้งศิลปะ ทั้งการสื่อสาร ทั้งการทำความเข้าใจ

    เพิ้งมีความสุขกับอะไร ใช้เวลาของเพิ้งทำอะไรแล้วมีความสุข

    เพิ้งตอบแบบไม่เอาเท่เลยนะ คือเพิ้งเป็นคนที่ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรแบบนั้นเลย เป็นคนเรื่อยๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือน้องเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เรามีน้องเป็นเด็กพิเศษ ถ้าน้องเรายังเดินทางอยู่ แล้วเราละเอียดอ่อนพอที่จะรับรู้ความพิเศษของเขา และดึงเอาความพิเศษของเขามาทำอะไรบางอย่าง เราก็นำตรงนั้นมาใช้ขับเคลื่อนความเรื่อยๆ ของเรา ทำให้เราเดินไปกับเขาได้ไม่หยุดและไม่เบื่อ

    เพราะถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ละเอียดอ่อนพอ เราก็เหมือนไม่มีเป้าหมาย แต่พอเรามีเขา มันทำให้เราเดินทางไปด้วยกันได้ คิดต่อเนื่องไปด้วยกันว่าเราสองพี่น้องอยากมีชีวิตยังไง อยากทำงานยังไง

    พอเขาส่งแรงบันดาลใจอะไรมาให้เพิ้ง แล้วเพิ้งก็เอาไปคิดต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ เป็น art on garment เป็นเสื้อ เป็นเฟอร์นิเจอร์ คนอาจจะตีความว่ามันอาร์ตหรือไม่อาร์ตก็ได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นการทำงานของเราสองคน มันเป็นแรงบันดาลใจที่มาจากคนสองคน เพิ้งคิดแค่นั้นน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าความสุขในการทำงานของเพิ้งในตอนนี้คืออะไร มันคือการทำงานแล้ว เพราะว่างานที่เพิ้งทำมันทำเพื่อเพิ้งเอง สุดท้ายแล้วมันเป็นคำตอบที่เห็นแก่ตัวมากเลยนะ แต่นี่คือสัจธรรม คือการทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

    และที่มันดียิ่งขึ้นไปอีก คือการที่เราได้ทำงานกับน้อง เป็นสิ่งที่เราชอบและถนัดด้วย และมันสนุกตรงที่เราจัดการมันได้ โอเคบางครั้งเราเอามันไม่อยู่หรอก มันมาพร้อมกับความเครียด แต่ถ้าสุดท้ายมันออกมาแล้วมัน ‘งาม’ น่ะ ความงามของคนมันไม่เหมือนกันใช่ไหม ความงามของเพิ้งคือเราตั้งเป้าว่า ให้งานชิ้นนี้ออกมาแบบนี้แล้วมันเสร็จแล้ว มันชื่นใจแล้ว มันประสบความสำเร็จแล้ว มันเห็นตรงหน้าเลยว่ามันสวย มันทำให้เราอิ่มใจ มันเติมเต็มเราได้ เราก็จะลืมเรื่องเครียดไปได้ เพราะถ้าเราเครียดแล้วเราไปพาลคนรอบข้างแล้วเขาคุกรุ่นไปหมด มันแย่แล้ว

    ความสุขของเพิ้งอีกอย่างนอกจากการทำงาน คืออยากให้ชีวิตของเพิ้งอยู่กับใครแล้วเขาไม่ต้องมาเครียดกับเรา อยู่กับเขาแล้วมีความสุขน่ะ อย่างน้อยน้องจะมีความสุขที่ได้ทำงานกับเรา แค่นั้นพอ

    ตอนแรกก็คิดหนักว่าจะคุยแบบไหนให้มันออกมาให้ไม่เกินจริง เพราะประเด็นเด็กออทิสติกก็มีสิ่งที่น่ากังวล ไม่สวยงาม และควรจะได้รับการเอาใจใส่ ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย แต่พูดอย่างไรให้มันออกมาเรียบง่าย มีความเป็นมนุษย์ มีความโกรธ มีความสุข แต่เป็นไปบนพื้นฐานของความเป็นจริง

    โอ๊ย เพิ้งไม่ได้โลกสวย แบบว่าโอ๊ย น้องฉันเป็นเด็กพิเศษอะไร เราก็มีดุเขา เพราะเราก็เป็นห่วง และที่มาได้ถึงวันนี้เพราะที่บ้านสนับสนุนด้วยค่ะ เป็นกำลังใจให้ และเขาไม่ได้มาพูดว่า อู๊ย ขอบคุณนะเพิ้ง เพิ้งเก่งจัง แต่เพิ้งรู้ว่าเขาแฮปปี้ที่เรายังอยู่ในบ้าน มีบ้านที่อบอุ่นขนาดนี้ เขาได้ตื่นมาเห็นเพิ้งทุกวัน ได้เห็นเราทำงานกับน้อง ไม่ทิ้งน้อง

    สิ่งที่สำคัญในการดูแลกันในครอบครัว หรือที่เพิ้งเป็นเพิ้งอยู่ในทุกวันนี้คืออะไร

    สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพิ้งเลยเหรอ (หัวเราะ)

    ปกติไม่ค่อยถามคำถามแบบนี้เหมือนกัน (หัวเราะ) อาจจะเป็นสิ่งสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนในครอบครัวก็ได้

    ก็คงเป็นความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่นใจ คือบ้านน่ะเนอะ มันต้องเป็นสถานที่ที่กลับมาแล้วพร้อมจะเอนหลังนอนแล้วสบายใจน่ะ ไม่ใช่พอเอนหลังนอนแล้วมีอุกกาบาตกำลังจะหล่นทับตู๊ม มันไม่ได้น่ะ (หัวเราะ) มันต้องประนีประนอมกัน เข้าใจกัน เหมือนครอบครัวอื่นแหละค่ะ แต่พอครอบครัวเพิ้งมีเด็กพิเศษอยู่ในบ้าน มันก็แค่ต้องใช้ความมีวินัย ความพยายาม ความอดทนมากขึ้นเท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพิ้งเหรอ คือการเดินทางร่วมกันไปกับน้องชายโดยที่ไม่ละทิ้งกัน ไม่ละเลยกัน แล้วก็มีวินัยในการทำงานรวมกันอย่างต่อเนื่อง จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาและเพิ้งมีพัฒนาการที่ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน

    ข้อมูลเพิ่มเติม
    ยายเพิ้งกับนายพรานทำ #เสื้อยืดปันน้ำใจเขียนลายโดยบุคคลออทิสติก โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจากการขายจะไปสมทบทุนให้กับ “ศิริราชมูลนิธิ หน่วยจิตเวช ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ” โดยติดตามได้ที่เพจ Yaipoeng & Naipran Art Therapy Studio